สัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัย

เอกสารนี้ทำขึ้นระหว่าง "ผู้ว่าจ้าง" และ "ผู้รับจ้าง" โดยคู่สัญญาทั้งสองได้ตกลงกันก่อนที่จะลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานสำคัญต่อ หน้าพยานทั้งสอง

สัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัย

ทำที่.........................................................
………………………………………….

วันที่.............เดือน.................................พ.ศ...................

สัญญาฉบับนี้ทำขึ้นระหว่าง บริษัท….…………….......…………จำกัด โดย นาย/นาง/นางสาว…………..…..……กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม สำนักงานตั้งอยู่เลขที่……….ตรอก/ซอย……………………….ถนน………………..…………..ตำบล/แขวง……………..…..….…….อำเภอ/เขต…..............………………จังหวัด………………………....….…ซึ่งต่อไปในสัญญานี้เรียกว่า “ผู้ว่าจ้าง”
ฝ่ายหนึ่งกับบริษัท….……….….……..........……จำกัด โดย นาย/นาง/นางสาว..…………………...………………
กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม สำนักงานตั้งอยู่เลขที่……….ตรอก/ซอย……………………….ถนน……………………………..ตำบล/แขวง………………..……..….อำเภอ/เขต……………………………จังหวัด………….………..……...…..…ซึ่งต่อไปในสัญญานี้เรียกว่า “ผู้รับจ้าง” อีกฝ่ายหนึ่ง
คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้ตกลงทำสัญญาไว้ต่อกัน มีข้อความและเงื่อนไข ดังต่อไปนี้
ข้อ 1. “ผู้ว่าจ้าง” ตกลงว่าจ้าง และ “ผู้รับจ้าง” ตกลงรับจ้างทำการรักษาความปลอดภัยให้แก่บรรดาทรัพย์สินของ “ผู้ว่าจ้าง” ซึ่งอยู่ในบริเวณ............................................……ตั้งอยู่เลขที่............หมู่ที่.............ตรอก/ซอย..............................ถนน...................................ตำบล..................................อำเภอ.....................................จังหวัด...........................................
ข้อ 2. สัญญาฉบับนี้กำหนดระยะเวลา...........ปี และเริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่......…เดือน.....................พ.ศ..............สิ้นสุดลงวันที่.................เดือน...........................พ.ศ................ และเมื่อสัญญานี้ครบกำหนด หากไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดบอกเลิกสัญญา ให้ถือว่าสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับต่อไปอีกจนกว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดบอกเลิกสัญญา
ข้อ 3. “ผู้รับจ้าง” จำต้องรับผิดชอบจัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยในบริเวณสถานที่ของ “ผู้ว่าจ้าง” ตามนัย(ข้อ 1.) โดยแบ่งการทำงานออกเป็น..........................ผลัดดังนี้
ผลัดที่ 1. พนักงานรักษาความปลอดภัยจำนวน......................นาย ปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่เวลา........................น. ถึง เวลา............................น. รวมเวลาจำนวน......................ช.ม./วัน/นาย
ผลัดที่ 2. พนักงานรักษาความปลอดภัยจำนวน......................นาย ปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่เวลา........................น. ถึง เวลา............................น. รวมเวลาจำนวน......................ช.ม./วัน/นาย
ผลัดที่ 3. พนักงานรักษาความปลอดภัยจำนวน......................นาย ปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่เวลา........................น. ถึง เวลา............................น. รวมเวลาจำนวน......................ช.ม./วัน/นาย
รวมพนักงานรักษาความปลอดภัยทั้งหมดจำนวน...........................นาย
“ผู้ว่าจ้าง” ตกลงจ่ายค่าบริการรักษาความปลอดภัยให้แก่ “ผู้รับจ้าง” ในอัตราเดือนละ.............................บาท (..................................) ต่อ 1 นาย คือเป็นอัตรารวมทั้งสิ้นเดือนละ..................บาท (...................................) ต่อ .........นาย
ข้อ 4. การจ่ายเงินค่าจ้าง “ผู้ว่าจ้าง” ตกลงจ่ายและ “ผู้รับจ้าง” ตกลงยินยอมรับค่าจ้างในอัตราตามที่ระบุไว้ในสัญญา(ข้อ 3.) โดย “ผู้รับจ้าง” จะส่งใบวางบิลมาให้ “ผู้ว่าจ้าง” ภายในระหว่างวันที่...................ของเดือน และ “ผู้ว่าจ้าง” จะต้องชำระเงินค่าจ้างให้เสร็จสิ้นภายในวันที่.............ของเดือน
อนึ่ง เงินค่าจ้างตามสัญญานี้ “ผู้ว่าจ้าง” จะใช้สิทธิยึดหน่วงหรือถ่วงเวลาไว้เกินกำหนดหรือ จะนำไปหักกลบลบหนี้อย่างอื่นไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจาก “ผู้รับจ้าง” เป็นลายลักษณ์อักษรแล้วเท่านั้น
ข้อ 5. ในกรณีที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่ง ให้อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ โดยการบอกกล่าวให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน
ข้อ 6. เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเพื่อประโยชน์ของ “ผู้ว่าจ้าง” หรือลูกค้าของ “ผู้ว่าจ้าง” ที่เข้ามาใช้บริการและ/หรือผู้ที่เข้ามาทำการติดต่อกับ“ผู้ว่าจ้าง” “ผู้ว่าจ้าง” ต้องยินยอมให้ “ผู้รับจ้าง” หรือพนักงานรักษาความปลอดภัย มีสิทธิทำการตรวจค้นตัวบุคคล ยานพาหนะ และตรวจทรัพย์สินที่ผ่านเข้า-ออกได้ และ “ผู้ว่าจ้าง” ต้องไม่ปกปิดข้อเท็จจริงใดๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาความปลอดภัยแก่ “ผู้รับจ้าง”
ข้อ 7. “ผู้ว่าจ้าง” จะต้องไม่มอบหมายงานอย่างอื่นใดนอกเหนือจากงานตามสัญญานี้ให้กับพนักงานรักษาความปลอดภัยของ “ผู้ว่าจ้าง” อันจะเป็นเหตุให้การปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยของพนักงานนั้นเกิดความบกพร่องขึ้นได้
ข้อ 8. การเพิ่มหรือลด หรือการเปลี่ยนแปลงจุดรักษาความปลอดภัยให้เป็นไปตามความเหมาะสมกับสภาพกิจการ สถานที่ ที่ตั้ง และลักษณะของทรัพย์สินของ “ผู้ว่าจ้าง” ย่อมกระทำได้ แต่ทั้งนี้จะต้องได้รับความเห็นชอบด้วยกันทั้งสองฝ่ายเป็นสำคัญ ส่วนเงื่อนไขการจ้างให้ถือตามข้อตกลงแห่งสัญญานี้โดยอนุโลม
ข้อ 9. “ผู้รับจ้าง” จะต้องจัดบุคคลที่มีคุณสมบัติและความประพฤติที่เหมาะสมที่จะปฏิบัติหน้าที่พนักงานรักษาความปลอดภัย และแต่งกายให้เป็นระเบียบเรียบร้อยตามที่กำหนดไว้ ตลอดจนจัดหาเครื่องมือเครื่องใช้ประจำตัวในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานรักษาความปลอดภัยด้วยค่าใช้จ่ายของ “ผู้รับจ้าง” เองทั้งสิ้น เว้นแต่เครื่องมือดับเพลิง เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ และอื่นๆ ที่ต้องใช้ตามระเบียบข้อบังคับการปฏิบัติงานที่ “ผู้ว่าจ้าง” กำหนดขึ้นเป็นพิเศษ “ผู้ว่าจ้าง” จะต้องเป็นผู้จัดหาให้ตามความจำเป็น
ข้อ 10. “ผู้รับจ้าง” ต้องควบคุมบังคับบัญชาให้พนักงานรักษาปลอดภัยปฏิบัติตาม กฎ ระเบียบ ข้อบังคับและคำสั่งโดยชอบของ “ผู้ว่าจ้าง” ให้เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัยที่บกพร่องต่อหน้าที่ หรือไม่เหมาะสมที่จะเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ดี ภายในเวลา 48 ช.ม. นับจากเวลาที่ได้รับแจ้งจาก “ผู้ว่าจ้าง”เป็นลายลักษณ์อักษร อีกทั้ง “ผู้รับจ้าง” จะต้องจัดพนักงานรักษาความปลอดภัยเข้าปฏิบัติหน้าที่ให้กับ “ผู้ว่าจ้าง” เสริมแทนให้ครบตามสัญญาที่ระบุไว้
ข้อ 11. ในกรณีที่ “ผู้รับจ้าง” ได้ตรวจพบและพิจารณาเห็นว่าบริเวณที่ต้องรักษาความปลอดภัยจุดใดอยู่ในลักษณะที่ล่อแหลม ไม่ปลอดภัย เช่น มีแสงสว่างไม่เพียงพอ รั้วหรือกำแพงชำรุด สายยูกลอนประตูชำรุดหรือลักษณะโดยประการอื่นใดอันอาจจะเป็นช่องทางให้คนร้ายใช้เป็นทางที่หลบซ่อน กำบัง แอบแฝงหรือซ่อนเร้นเพื่อทำการโจรกรรมและเมื่อ “ผู้รับจ้าง” ได้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้ “ผู้ว่าจ้าง” จัดการซ่อมแซมแก้ไขหรือปรับปรุงให้ดีขึ้นเกินกว่า 2 ครั้งแล้ว หาก “ผู้ว่าจ้าง” มิได้ดำเนินการตามที่ “ผู้รับจ้าง” ได้แจ้งดังกล่าว หากมีเหตุโจรกรรมเกิดขึ้นในจุดที่ไม่ปลอดภัยนั้นๆ ในกรณีเช่นนี้ถือว่าความเสียหาย หรือ สูญหายนั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุสุดวิสัย “ผู้รับจ้าง” ไม่ต้องรับผิดในความเสียหายหรือสูญหายนั้น
ข้อ 12. “ผู้รับจ้าง” จะต้องรับผิดชอบใช้ค่าเสียหายให้แก่ “ผู้ว่าจ้าง” หากทรัพย์สินของ “ผู้ว่าจ้าง”ได้เสียหายหรือสูญหายและมีร่องรอยเจาะ ตัด งัดแงะ หรือทำลายเครื่องกีดขวางจากการโจรกรรม เว้นแต่ความเสียหายหรือสูญหายนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัย การปล้น การจลาจล อัคคีภัย หรือภัยธรรมชาติ และ/หรือความประมาทเลินเล่อของ “ผู้ว่าจ้าง” หรือลูกจ้างหรือบุคคลในสังกัดของ “ผู้ว่าจ้าง” ตลอดจนทรัพย์สินที่ ง่ายแก่การพกพาหรือนำพา เช่น เงินสด เช็ค อาภรณ์ เครื่องประดับ รถยนต์ ปากกา ปืน แว่นตา กล้องถ่ายรูป พระเครื่อง เป็นต้น
ข้อ 13. การชดใช้ค่าเสียหาย “ผู้รับจ้าง” จะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ “ผู้ว่าจ้าง” ในกรณีที่ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและอยู่ในความรับผิดชอบของ “ผู้รับจ้าง” ตามสัญญานี้ โดยจะจ่ายให้ตามราคาที่แท้จริงของทรัพย์สินที่สูญหายหักด้วยค่าเสื่อมราคาแห่งอายุการใช้งานตามกฎหมายและอยู่ในวงเงินไม่เกิน..................................บาท (.......................................................) ต่อการเสียหาย หรือสูญหายหนึ่งครั้ง และ “ผู้รับจ้าง” จะชดใช้ราคาทรัพย์สินให้แก่ “ผู้ว่าจ้าง” ภายในระยะเวลา..................วัน นับตั้งแต่วันที่ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นความเสียหายหรือสูญหายที่เกิดขึ้นจริง และอยู่ในความรับผิดชอบของ “ผู้รับจ้าง” และ “ผู้รับจ้าง” ได้ติดตามแล้วแต่ไม่ได้ทรัพย์สินนั้นคืนให้ “ผู้ว่าจ้าง”
ข้อ 14. กรณีที่ทรัพย์สินของ “ผู้ว่าจ้าง” เกิดการเสียหายหรือสูญหาย และการเสียหายหรือสูญหายดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของ “ผู้รับจ้าง” ดังนั้น “ผู้ว่าจ้าง” จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
14.1 “ผู้ว่าจ้าง” จะต้องแจ้งให้ “ผู้รับจ้าง” ทราบโดยทันที (สำหรับบริเวณ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ
สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี ให้แจ้งภายใน 14 ชม. สำหรับบริเวณจังหวัดอื่นให้แจ้งภายใน.................วัน) จะเป็นด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษรก็ได้ แต่ถ้าแจ้งด้วยวาจาจะต้องทำเป็นหนังสือยืนยันตามไปภายหลังไม่เกินกว่า 3 วัน นับแต่วันที่แจ้งด้วยวาจาพร้อมทั้งแจ้งราคาค่าเสียหายที่แท้จริง (หากยังมิทราบแน่ชัดให้ประมาณค่าเสียหายได้)
อนึ่ง “ผู้ว่าจ้าง” ต้องแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดี ณ สถานีตำรวจท้องที่ที่เกิดเหตุหลังจากที่ทราบเรื่อง
การเสียหายหรือสูญหายภายใน 24 ชม. และยินยอมให้ “ผู้รับจ้าง” มีส่วนรับรู้ในการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เพื่อร่วมในการสืบสวนหาข้อเท็จจริงและเร่งรัดคดี
14.2 “ผู้ว่าจ้าง” จะต้องไม่เคลื่อนย้ายสิ่งของและ/หรือทำลายหรือลบรอยใดๆ ออกจากบริเวณที่เกิดเหตุ
จนกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุแล้ว และ “ผู้รับจ้าง” จะส่งเจ้าหน้าที่ของฝ่าย “ผู้รับจ้าง” ออกไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุภายใน 24 ชม. หลังจากที่ได้รับแจ้งจาก “ผู้ว่าจ้าง” แล้ว และ “ผู้ว่าจ้าง” ต้องยินยอมให้ความร่วมมือแก่ “ผู้รับจ้าง” ในการที่จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนตรวจค้นบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือที่อยู่ในบริเวณของ “ผู้ว่าจ้าง”
14.3 ในการเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายหรือสูญหายใดๆ จาก “ผู้รับจ้าง” “ผู้ว่าจ้าง” จะต้องแนบหลักฐาน
สำเนาการแจ้งความและหลักฐานแสดงการได้มาและราคาของทรัพย์สินที่สูญหายนั้นหรือใบเสร็จค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เสีย
หายหรือสูญหายมาพร้อมกับหนังสือเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแก่”ผู้รับจ้าง” เพื่อประกอบการพิจารณาด้วย
ข้อ 15. คู่สัญญาตกลงกันว่า การส่งคำบอกกล่าวตามสัญญานี้ หากคู่สัญญาฝ่ายใดได้ส่งไปทางไปรษณีย์ลง ทะเบียนตอบรับ ไปยังที่อยู่ของคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งตามที่อยู่ที่ได้ระบุไว้ในสัญญานี้ ให้ถือว่าอีกฝ่ายหนึ่งได้รับไว้โดยชอบแล้ว
สัญญานี้ทำขึ้นเป็นสองฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกันทุกประการ ทั้งสองฝ่ายได้อ่านข้อความในสัญญานี้เป็นที่เข้าใจโดยดีตลอดแล้ว เห็นว่าถูกต้องตรงตามเจตนาของตนจึงลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญเพื่อเป็นหลักฐานต่อหน้าพยาน และต่างยึดถือไว้ฝ่ายละฉบับ ฉบับนี้ไว้สำหรับ.........................................

    About INCquity

    สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
    พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

    ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

    อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์