Zipcar ไอเดียธุรกิจรถเช่าที่ไม่เหมือนใคร

"If you make an error, use it as a stepping stone to a new idea you might not have otherwise discovered." ~ Roger von Oech

สภาพจราจรติดขัดเป็นปัญหาที่มักพบเห็นได้ตามเมืองใหญ่ โดยเฉพาะในประเทศที่ขาดการวางแผนโครงสร้างระบบขนส่งมวลชนที่ดีอย่างกรุงเทพมหานคร ซึ่งติดหนึ่งในสิบประเทศที่มีปัญหารถติดมากที่สุดจากสำนักข่าว BBC

หลายปีที่ผ่านมาคงเคยได้ยินการรณรงค์ “ทางเดียวกันไปด้วยกัน” การร่วมโดยสารกันไปในเส้นทางเดียวกันเพื่อช่วยประหยัดพลังงาน ลดค่าใช้จ่ายการเดินทางและลดจำนวนรถบนท้องถนน แต่การรณรงค์นั้นดูเหมือนไม่ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้รถใช้ถนนสักเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะคนที่อาศัยอยู่ในเมืองมีความเป็นปัจเจกชนสูง เมื่อไม่รู้จักกันจึงไม่เกิดความไว้วางใจที่จะให้ใครที่ไม่รู้จักร่วมทางไปด้วย การขาดโครงสร้างระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพทำให้รถยนต์เป็นสิ่งจำเป็นโดยเฉพาะคนที่บ้านอยู่ไกลแต่ต้องมาทำงานในเมือง

zipcar

แนวความคิด “Car Sharing” ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการช่วยลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนน และยังจุดประกายไอเดียสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจสำหรับคนที่อยากใช้รถแต่ไม่อยากซื้อ “Zipcar” (ซิปคาร์) บริษัทแบ่งเช่ารถในเชิงพาณิชย์จับแนวคิดคาร์แชร์ริ่งมาผนวกกับเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อนำเสนอรูปแบบธุรกิจใหม่สู่ผู้บริโภค

ต้นกำเนิดบริการเช่ารถ Zipcar

Zipcar มุ่งไปที่กลุ่มผู้บริโภคสามกลุ่มหลักคือ กลุ่มลูกค้าทั่วไป กลุ่มลูกค้าองค์กร และสถาบันการศึกษา ซึ่งการให้บริการจะเป็นแบบแบ่งเช่ารถในระยะเวลาสั้น แค่ชั่วโมงสองชั่วโมง

จุดเริ่มต้นของธุรกิจเกิดขึ้นขณะที่ แอนท์เจ แดเนียลสัน (Antje Danielson) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Zipcar กำลังนั่งอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ณ กรุงเบอร์ลิน เธอเหลือบไปเห็นป้ายบริการคาร์แชร์ริ่งทำให้เธอเกิดความสนใจแล้วคิดต่อว่าคงสะดวกไม่น้อยหากสามารถเช่ารถผ่านช่องทางออนไลน์ สำหรับขับไปไหนต่อไหนในระยะทางไม่ไกล ใช้รถไม่กี่ชั่วโมงหรือเป็นวันเพื่อทำธุระตามที่ต่างๆ เมื่อแอนท์เจกลับมาอเมริกาจึงนำความคิดนี้ไปปรึกษากับ โรบิน เชส (Robin Chase) เพื่อนซี้สมัยอนุบาล จากวันนั้นทำให้สองสาวตัดสินใจตั้งบริษัท Zipcar ในปี 2000 ที่เมือง Cambridge รัฐ Massachusetts ประเทศสหรัฐอเมริกา

zipcar packageธุรกิจเช่ารถรูปแบบเดิมจะเน้นไปที่กลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวหรือนักธุรกิจที่ต้องการเช่ารถหลายวัน แต่สำหรับ Zipcar มุ่งไปที่กลุ่มผู้บริโภคสามกลุ่มหลักคือ กลุ่มลูกค้าทั่วไป กลุ่มลูกค้าองค์กร และสถาบันการศึกษา ซึ่งการให้บริการจะเป็นแบบแบ่งเช่ารถในระยะเวลาสั้น แค่ชั่วโมงสองชั่วโมง อย่างมากสุดไม่เกินหนึ่งวัน ในปี 2004 บริษัทได้ออกแพ็คเกจสำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กรโดยมอบส่วนลดการใช้บริการในวันจันทร์-ศุกร์ ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของพนักงานได้ มีบริษัทร่วมเซ็นสัญญาใช้บริการกว่า 10,000 ราย ส่วนสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการกับ Zipcar มีมากกว่า 300 แห่ง ปัจจุบัน Zipcar มีสมาชิกทั้งหมด 730,000 ราย มีรถยนต์ให้บริการ 11,000 คันในประเทศอเมริกา แคนาดา อังกฤษ สเปน และออสเตรีย ถึงแม้จะมีคู่แข่งหน้าเก่าและใหม่หันมาจับธุรกิจเหมือนกันก็ตาม แต่บริษัทยังเป็นผู้นำเครือข่ายการให้บริการแบ่งเช่ารถเชิงพาณิชย์ระดับโลก

บุคคลทั่วไปที่อยากเช่ารถจาก Zipcar สามารถสมัครสมาชิกได้ที่เว็บไซต์ www.zipcar.com โดยเสียค่าสมัครสมาชิก $25 ปัจจุบันมีแพ็คเกจให้เลือกสองแบบ ได้แก่แพ็คเกจ “Occasional Driving Plan” และ “Extra Value Plans” (ราคาแพ็คเกจผันแปรไปตามประเทศที่ให้บริการ) ผู้ที่สมัครแพ็จเกจ Occasional Driving Plan จะเสียค่าสมาชิกรายปี $60 ส่วนแพ็คเกจ Extra Value Plans ไม่เสียค่าสมาชิกรายปีแต่จะเก็บเป็นค่าธรรมเนียมรายเดือนแทน ลูกค้าสามารถเลือกจองรุ่นรถที่ต้องการไปใช้ในพื้นที่ที่ต้องการ ซึ่งสามารถเลือกใช้บริการเป็นรายชั่วโมงหรือรายวันก็ได้ อัตราค่าบริการมีหลากหลายขึ้นอยู่กับพื้นที่ รุ่นรถที่ใช้ และเวลาที่ใช้

จุดแข็งคือการผสมผสานเทคโนโลยีและช่องทางการเข้าถึง กลายเป็นนวัตกรรมการเช่ารถ

zipcarZipcar จะเรียกลูกค้าที่เป็นสมาชิกว่า “Zipster” ชาวซิปส์เตอร์จะได้รับ “Zipcard” ไว้ใช้ ช่องทางการแบ่งเช่ารถสามารถทำได้ผ่านเว็บไซต์ ซิปคาร์แอพพลิเคชั่น และโทรศัพท์แจ้งหมายเลขสมาชิก จากนั้นข้อมูลของผู้เช่ารถจะถูกส่งแบบไร้สายไปที่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกติดตั้งอยู่ในรถ ซึ่งรถที่ Zipcar ให้บริการนั้นจะเป็นรถของบริษัททั้งหมด นอกจากนี้ค่ายรถยักษ์ใหญ่จับมือกับ Zipcar นำต้นแบบรถไฮบริดบางรุ่นมาให้ชาวซิปส์เตอร์ได้ใช้งานจริงก่อนใครอย่างเช่น โตโยต้า พริอุส แบบเสียบปลั๊กชาร์จ, Honda Insight Hybrid, Honda Fit EV และ Honda Accord Plug-In Hybrid การที่ค่ายรถยักษ์ใหญ่ร่วมเป็นพาร์เนอร์กับซิปคาร์เพราะต้องการเก็บข้อมูลจริงจากการใช้รถไฮบริดในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคเพื่อนำข้อบกพร่องมาปรับปรุงก่อนปล่อยขายสู่ตลาด

Zipcar ใช้วิธีเช่าโรงรถว่างตามบ้านเพื่อเป็นจุดรับรถทำให้ลูกค้าไม่ต้องไปรับรถไกล

Zipcar ใช้วิธีเช่าโรงรถว่างตามบ้านเพื่อเป็นจุดรับรถทำให้ลูกค้าไม่ต้องไปรับรถไกล ชาวซิปส์เตอร์สามารถใช้ซิปการ์ดแตะที่เครื่องอ่านบนตัวรถหรือใช้ซิปคาร์แอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนปลดล็อกรถยนต์ก็ได้ รอย รัสเซล (Roy Russell) สามีของโรบินเป็นผู้ออกแบบโครงสร้างเทคโนโลยีสารสนเทศให้ โดยเริ่มจากการเก็บข้อมูลตั้งแต่ควรล้างรถเมื่อไหร่ การต่อรองให้ได้ราคาเช่าจุดจอดรถที่เหมาะสม กฎพื้นฐานสำหรับการแบ่งเช่ารถ เช่น ห้ามสูบบุหรี่ ห้ามทิ้งขยะในรถ เป็นต้น พฤติกรรมการใช้รถของผู้บริโภค ข้อมูลธุรกิจการเช่ารถ จากข้อมูลที่ได้นำมาสู่การออกแบบเว็บไซต์ โมบายแอพพลิเคชั่น การเลือกใช้เทคโนโลยี RFID และการเชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้สายผ่านเครือข่ายของ AT&T มาใช้ในการเปิดปิดประตูรถ รถแต่ละคันจะมี RFID Tag ติดที่กระจกรถซึ่งชิพที่ฝังในแท็กจะทำหน้าที่รับส่งข้อมูลรวมทั้งคำสั่งต่างๆ จากศูนย์คอมพิวเตอร์กลาง

รถ Zipcar 1 คันช่วยลดปริมาณรถบนท้องถนนไปได้ 15-20 คัน

สก็อต กริฟฟิธ (Scott Griffith) CEO ของ Zipcar กล่าวว่าปัจจัยที่สนับสนุนให้ Zipcar เป็นธุรกิจแบ่งเช่ารถเชิงพาณิชย์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดมาจากสามปัจจัยหลัก ได้แก่ การเน้นให้ผู้บริโภคเห็นถึงความประหยัด การเลือกใช้เทคโนโลยีสร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่ง และการใช้สื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์ในการสื่อสารกับผู้บริโภค กริฟฟิธยังเปิดเผยข้อมูลผลสำรวจพบว่าสองในสามของสมาชิก Zipcar มีอายุน้อยกว่า 35 ปี ชาวซิปส์เตอร์ 40% ขายรถของตัวเองหรือไม่ก็เหลือรถไว้ใช้ติดบ้านเพียงคันเดียว ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือนจากค่าบำรุงรักษา ค่าน้ำมันและประกันรถยนต์ ที่น่าสนใจคือรถ Zipcar 1 คันช่วยลดปริมาณรถบนท้องถนนไปได้ 15-20 คัน นอกจากนี้งานวิจัยของ “ซูซาน ชาฮีน” นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียสนันสนุนแนวความคิดคาร์แชร์ริ่งว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 50%

• • •

บางครั้งไอเดียดีๆ มักเกิดขึ้นโดยที่เราไม่คาดคิด เช่นเดียวกับซิปคาร์เกิดขึ้นจากการช่างสังเกต ใส่ใจสิ่งรอบตัว ข้อมูลทางธุรกิจเป็นส่วนสำคัญต่อการเริ่มต้นธุรกิจหรือแม้แต่ดำเนินธุรกิจไปแล้วก็ตาม เพราะข้อมูลที่ได้นั้นสามารถสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี ความคิดสร้างสรรค์บวกกับการรู้จักเลือกใช้เทคโนโลยีก่อให้เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่บนพื้นฐานการดำเนินธุรกิจแบบ “ร่วมมือ” ระหว่างผู้ให้บริการและผู้บริโภค และความสำเร็จทางธุรกิจในปัจจุบันไม่ได้วัดกันที่ผลกำไรเพียงอย่างเดียว หากยังรวมถึงธุรกิจนั้นควรมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

 

photos belong to tedeytan, RJ Schmidt and felixkramer

บทความนี้เขียนขึ้นโดย คุณภรภัทร รุจยาชยะกูร 

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์