แนวคิดการตลาดง่ายๆ “จงทำให้คน รัก แบรนด์”​

“Mass advertising can help build brands, but authenticity is what makes them last. If people believe they share values with a company, they will stay loyal to the brand.” ~ Howard Schultz, photo belongs to lrumiha

ผู้ประกอบการแต่ละรายคงต้องเคยได้ยินคำว่าการตลาดกันมาบ้าง แต่แนวทางการตลาดของแต่ละคนช่างแตกต่างกันออกไปหลายทิศทาง บางคนก็ยังสงสัยว่าการตลาดนั้นคืออะไร ทำไมต้องใช้ในการทำธุรกิจ เราใช้การตลาดขายสินค้า เรียกลูกค้า เพิ่มยอดการขายหรือทำโฆษณาจัดโปรโมชั่นลด แลก แจก แถม เพียงเท่านี้หรือเปล่า ด้วยคำถามที่เกิดในใจผู้ประกอบการหลายๆ คนและความไม่มั่นใจกับหลักของการตลาดเช่นนี้ อาจทำให้เม็ดเงินที่เราทุ่มลงไปกับการทำการตลาดนั้นอาจเสียเปล่าไปมหาศาลกับการทำการตลาดที่เราไม่ได้เข้าใจและเข้าถึงอย่างแท้จริง

หลักคิดต่อไปนี้จะทำให้เข้าใจแก่นหรือใจความสำคัญของแต่ละส่วนในการทำการตลาดมากยิ่งขึ้น

ใจความสำคัญของการตลาดคือทำอย่างไรให้ “คน รัก แบรนด์”

การตลาดคือ ศิลปะของการขายที่ช่วยให้ปริมาณการขายของเราเพิ่มมากขึ้น และจุดมุ่งหมายของการตลาดนั้นก็เพื่อให้เราเข้าใจลูกค้าได้เป็นอย่างดี

สิ่งที่คนมักเข้าใจผิดมากที่สุดเกี่ยวกับการทำการตลาดก็คือ การตลาดเป็นการขาย ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วการขายนั้นเป็นหน้าที่ของเซลล์ แต่ความหมายของการตลาดจริงๆ นั้นก็คือ ศิลปะของการขายที่ช่วยให้ปริมาณการขายของเราเพิ่มได้มากขึ้นต่างหาก และจุดมุ่งหมายของการตลาดนั้นก็เพื่อให้เราเข้าใจลูกค้าได้เป็นอย่างดี เพื่อหยิบยื่นสินค้าและบริการที่เหมาะสมให้กับลูกค้าเหล่านี้ และทำให้สินค้าและบริการของเรานั้นสามารถขายตัวเองได้ จนทำให้ลูกค้าเกิดความต้องการอยากซื้อ และยอมเสียเงินเพื่อซื้อของเราในที่สุด

แนวคิดหลักๆ ของการทำการตลาดแบ่งได้ 3 คำดังนี้ คน รัก แบรนด์ โดย 3 คำนี้คือหัวใจสำคัญของการทำการตลาดอย่างจริง

1. คน

แบ่งกลุ่มลูกค้าออกเป็นส่วนๆ ตามพฤติกรรมและความชอบเพื่อนำมาวิเคราะห์ว่า ตลาดส่วนใดน่าจะมีโอกาสที่เราจะตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้มากที่สุด

เนื่องจากเราไม่สามารถทำให้ผู้บริโภคทุกคนพอใจได้ทั้งหมด เพราะแต่ละคนนั้นต่างมีข้อแตกต่างไม่ว่าจะเป็นเรื่อง อายุ เพศ สภาพแวดล้อมรอบตัว หรือแม้แต่ไลฟ์สไตล์ที่ทำให้คนเรานั้นมีความชอบ และพอใจกับสิ่งต่างๆ แตกต่างกันออกไป บางคนไม่ชอบอาหารอย่างเดียวกัน บางคนไม่ชอบเล่นกีฬา บางคนชอบเดินห้างหรือบางคนชอบไปเที่ยวต่างจังหวัด ซึ่งทั้งหมดนี้คือข้อแตกต่างของแต่ละคนที่ทำให้เราต้องแบ่งกลุ่มลูกค้าออกเป็นส่วนๆ ตามพฤติกรรมและความชอบเพื่อนำมาวิเคราะห์ว่า ตลาดส่วนใดน่าจะมีโอกาสที่เราจะตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้มากที่สุด ซึ่งเราจะเรียกตลาดส่วนนั้นว่ากลุ่มเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น ถ้าเราทำร้านอาหารในย่านชานเมืองเราก็ควรต้องศึกษาให้ดีก่อนว่าพฤติกรรมของคนแถวนั้นเป็นอย่างไร มีกำลังซื้อมากแค่ไหน ซึ่งถ้าเป็นชุมชนที่มีฐานะน้อยถึงปานกลางเราก็ต้องตั้งราคาที่ไม่สูงมากนักเพื่อให้ลูกค้าของเรามีกำลังที่จะซื้อได้

2. รัก

เมื่อเราทำธุรกิจอะไรสักอย่างขึ้นมา สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากก็คือการทำให้กลุ่มเป้าหมายนั้นรักและผูกพันในสินค้าและบริการของเรา โดยการที่จะทำให้ลูกค้าจะรักเรานั้นก่อนอื่นเราต้องมั่นใจในคุณภาพของสิ่งที่เราหยิบยื่นให้กับลูกค้าเหล่านั้นเสียก่อนว่ามีความคุ้มค่าพอที่จะให้บรรดาลูกค้าเหล่านี้จะยอมเสียเงินเพื่อซื้อหรือใช้บริการกับเราหรือเปล่า เมื่อเรามั่นใจว่าคุณภาพเรามีเพียบพร้อมแล้ว การช่วยเหลือสังคมก็ถือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำได้ไม่ยาก อย่างการช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยการบริจาคสิ่งของต่างๆ หรือลงแรงตามพื้นที่เพื่อช่วยเหลือผู้คนเหล่านั้น และสุดท้ายคือพยายามหาช่องทางเพื่อสื่อสารกับลูกค้าให้ได้อยู่เสมอ อาจจะผ่านทางอีเมลหรือทาง Social Network ต่างๆ ว่าเรายังคอยเสนอสิ่งดีๆ ให้กับพวกเขาอยู่เสมอ เพียงเท่านี้ลูกค้าก็จะรักเราได้อย่างไม่ยากเลย

Social Network

3. แบรนด์

การที่คนเรานั้นยอมซื้อของที่รู้ทั้งรู้ว่าต้นทุนไม่สูงแต่ราคาขายสูงมากๆ ได้นั้น เป็นเพราะแบรนด์ที่เป็นสิ่งที่สร้างมูลค่าให้กับสินค้าและบริการนั้นๆ ทำให้จากเสื้อยืดตัวละ 300-400 บาท แต่เมื่อแปะแบรนด์มีชื่อเสียงอย่าง Nike หรือ Adidas ลงไปก็ทำให้ลูกค้าพร้อมที่จะจ่ายในราคา 1,200 บาทได้ ดังนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่สร้างแบรนด์ขึ้นมาเพื่อให้สินค้านั้นสามารถขายตัวเองได้

การสร้างแบรนด์นั้น เราอาจจะเริ่มจากการหาเอกลักษณ์ของแบรนด์ว่าอะไรที่ทำให้เราโดดเด่นและแตกต่างจากเจ้าอื่นจนเป็นที่ต้องการของลูกค้า ซึ่งเกิดจากขั้นตอนดังนี้

- Brand Awareness คือการรับรู้การมีอยู่ของแบรนด์ เช่น การสร้างโลโก้หรือชื่อที่บ่งบอกว่าเป็นแบรนด์ของเรา

- Brand Preference คือ การสร้างความพอใจให้กับลูกค้า เช่นการจัดโปรโมชั่น รวมไปถึงกิจกรรมที่ทำเพื่อสังคมต่างๆ

- Brand Loyalty คือการสร้างความภักดีที่ลูกค้ามีให้กับแบรนด์ โดยการสื่อสารถึงลูกค้าอยู่เสมอ และย้ำเตือนเกี่ยวกับเอกลักษณ์ของแบรนด์อยู่เสมอ เพื่อให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจที่จะแนะนำให้ผู้อื่นๆ และอยากใช้ต่อไปนานๆ

ระดับความต้องการของการตลาด Needs และ Wants

DemandsNeeds, Wants และ นี่คือ 3 คำสำคัญของการทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า ซึ่ง Needs นั้น เป็นความต้องการที่เป็นพื้นฐานของมนุษย์ที่ขาดไม่ได้หรือที่เราเรียกกันว่าปัจจัย 4 ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค แต่ในปัจจุบันความต้องการที่จำเป็นนั้นมีในเรื่องอื่นด้วยเช่น การศึกษา การพักผ่อนและความบันเทิงที่เข้ามาประกอบในชีวิต

แต่เมื่อเราระบุเฉพาะเจาะจงสิ่งที่อยากได้มากขึ้น จากสิ่งที่ Need จะแปรเปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่เรา Want หรือก็คือเป็นความต้องการหรือความปรารถนาอยากได้เพื่อตอบสนองความต้องการของเราแทน เช่น การกินอาหารนั้นเป็นความต้องการที่จำเป็นและขาดไม่ได้ แต่ทว่าสิ่งที่เราเลือกกินอย่างแฮมเบอร์เกอร์ ข้าวราดแกง หรืออาหารญี่ปุ่นนั้นจัดเป็น Want ที่เราเลือกว่าเราอยากจะกินอะไร

หน้าที่ที่แท้จริงของนักการตลาดก็คือการเป็นผู้ที่สร้างความอยากซื้อ อยากใช้บริการ

เนื่องจากความต้องการของที่จำเป็นอย่าง Need นั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์อยู่แล้ว ทำให้สิ่งที่นักการตลาดต้องเข้าไปสร้างให้เกิดขึ้นมาให้ได้ก็คือ Want เพราะหน้าที่ที่แท้จริงของนักการตลาดก็คือการเป็นผู้ที่สร้างความอยากซื้อ อยากใช้บริการ หรือต้องทำให้ผู้คนมาซื้อในที่พวกเขาไม่ต้องการ หรือเลือกสินค้าแบรนด์ของเราแทนที่จะเลือกสินค้าประเภทเดียวกันแต่เป็นของแบรนด์อื่นๆ ของคู่แข่งที่มีอยู่มากมายในตลาดให้ได้ อย่างเช่น พวกสินค้าแบรนด์ต่างๆ ที่นักการตลาดมักสร้างภาพขึ้นมาว่า สินค้าเหล่านี้จะช่วยยกระดับสถานะทางสังคมของผู้ซื้อ จนทำให้ผู้คนอยากซื้อเพราะอยากดูดีในสังคม

ทำการตลาดกันที่ไหนได้บ้าง Marketplace, Marketspace และ Metamarket

เมื่อเราพูดถึงการตลาดแล้ว สิ่งต่อไปที่ขาดไม่ได้เลยก็คือสถานที่ที่ใช้รวมตัวผู้ซื้อและผู้ขาย ในการทำการซื้อ-ขายสินค้าเฉพาะอย่างหรือที่เราเรียกกันว่า ตลาด ซึ่งในส่วนของตลาดนี้เราสามารถแบ่งแยกความแตกต่างของตลาดได้ด้วยลักษณะของตลาดได้ดังนี้

Marketplace

Marketplace คือตลาดทั่วๆ ไปที่ผู้คนนั้นใช้ทำการซื้อ-ขายกัน เช่น ตามห้างหรือซุปเปอร์มาเก็ตต่างๆ เป็นสถานที่ในโลกจริงๆ ที่ต้องเดินทางออกไปถึงจะสามารถซื้อขายสินค้าได้ ต่างกับ Marketspace ที่เป็นการยกตลาดไปไว้บนโลกออนไลน์เพื่อให้ผู้คนซื้อ-ขายสินค้ากันผ่านทาง Internet เช่น เว็บไซต์ขายของ หรือประมูลของอย่าง eBay ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะมีผู้ใช้ตลาดลักษณะนี้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตข้างหน้า

ส่วน Meta Market คือตลาดใหญ่ๆ ที่มีตลาดสินค้าย่อยๆ อยู่ภายใน โดยที่กลุ่มสินค้าย่อยนั้นล้วนสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด อย่างเช่น ธุรกิจรถยนต์ ที่จะมีตลาดย่อยๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย อย่างโชว์รูมขายรถ บริษัทไฟแนนซ์ ร้านแต่งรถ อู่ซ่อมรถ และอื่นๆ ที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับตลาดใหญ่อย่างตลาดรถยนต์แห่งนี้

• • •

สุดท้ายแล้วแนวคิดของการตลาดนั้นไม่ยากอย่างที่คิด หัวใจสำคัญของการตลาดอยู่ที่วิธีการทำอย่างไรให้ “คน” ซึ่งคือเป้าหมายลูกค้าของเรา มา “รัก” ที่จะใช้และพร้อมที่จะบอกต่อ ใน “แบรนด์” ที่เป็นสัญลักษณ์ของสินค้าและบริการของเราให้ได้ โดยเลือกเจาะตลาดให้ถูกกลุ่ม จากนั้นสร้างความต้องการให้ผู้คนให้ได้ เพียงเท่านี้ก็ถือว่าเราได้บรรลุการตลาดขั้นพื้นฐานไปเรียบร้อยแล้ว

 

photos belong to webtreats, V&A Steamworks and The Cleveland Kid

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์