การประชาสัมพันธ์ผ่านวิดีโอคลิปนี้นั้นเป็นการประชาสัมพันธ์ที่มีการลงทุนมากขึ้น เนื่องจากต้องมีค่าการผลิตคลิปวิดีโอ นักแสดงหรืออื่นๆ ซึ่งทำให้วิดีโอที่ออกมานั้นต่างจากโฆษณาโดยปกติ มีความน่าดึงดูด ไม่จงใจขายสินค้าหรือบริการมากจนเกินไป และทำให้เกิดการส่งต่อไปเรื่อยๆโดยคนดูเอง
การเกิดการประชาสัมพันธ์ออนไลน์ผ่านวิดีโอคลิปนี้ เริ่มมาจากการเกิดของ Youtube ในปี 2005 ด้วยแนวคิดของผู้ก่อตั้งคือ Chad Hurley และ Steve Chen ในการสร้างเว็บไซท์ที่เอาไว้แลกเปลี่ยนวีดีโอกัน จากที่เดิมเป็นเว็บไซท์แลกเปลี่ยนวิดีโอคลิป กลับกลายเป็นว่าผู้ใช้นำวิดีโอไปฝากไว้แทนแล้วลิงก์จากบล็อกของตัวเองมายัง Youtube ทำให้ Youtube นั้นเกิดการเติบโตอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นผู้ใช้บริการบางคนของ Youtube เริ่มอัพโหลดรายการทางทีวีของสหรัฐอเมริกาบางรายการเข้าไปอยู่ใน Youtube และมีคนชมจำนวนมาก ก็เริ่มทำให้บริษัทหลายบริษัทเข้ามามาสนใจการทำโฆษณาออนไลน์ผ่านวิดีโอคลิปโดยเข้าไปใช้ Youtube เป็นเครื่องมือกัน
บริษัทแรกที่่ทำคือ Nike กับโฆษณาที่มี Ronaldinho ใส่รองเท้าของ Nike เล่นฟุตบอล ทำให้คลิปดังกล่าวเกิดการส่งต่อกันอย่างมากจนกลายเป็นคลิปยอดนิยมของ Youtube ในเวลานั้น จากคลิปดังกล่าวทำให้หลายบริษัทต้องลงมาประชาสัมพันธ์ผ่านคลิปวิดีโอใน Youtube กัน หลายบริษัทอย่างเช่น Levi’s ก็ประสบความสำเร็จในการโฆษณาผ่านวิดีโอคลิปในปี 2008 ด้วยคลิปที่มีชื่อว่า Backflip Into Jeans ซึ่งเป็นวิดีโอที่สร้างขึ้นเพื่อให้เกิดการโฆษณาแบบปากต่อปากไป หรือโฆษณาแบบวิดีโอคลิปของ Nike
อีกตัวอย่างเช่น Kobe Jumps Over Car ก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการประสบความสำเร็จทางการโฆษณาด้วยวิดีโอคลิปอีกเจ้านั้นได้แก่ Blendtec บริษัทที่ทำเครื่องปั่นที่ใช้กันประจำในห้องครัวซึ่งในอดีตที่มียอดขายตกต่ำจนเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงมาทำการโฆษณาด้วยรายการทางวิดีโอคลิปที่มีชื่อว่า Will it blend? แล้วทำการโฆษณาผ่าน Youtube ซึ่งในวิดีโอคลิปจะนำเสนอ การนำเสนอที่โลดโผนของเครื่องปั่นคือการนำสิ่งของมาปั่นในเครื่องปั่นจนละเอียดเป็นผุยผง ทำให้บริษัท Blendtec นั้นสามารถมียอดขายที่เพิ่มขึ้นได้ถึง 5 เท่า
ในไทยนั้นก็เริ่มมีวิดีโอคลิปที่ได้รับความนิยมจนเป็นติดอันดับของต่างชาตินั้นคือโฆษณาของ Pantene ในชุดที่สาวที่เป็นใบ้ นั้นกลับได้รับความนิยมจากต่างชาติเป็นจำนวนมากเช่นกัน นอกจากจะใช้วิดีโอคลิปเพื่อการโฆษณาแล้ว ยังสามารถใช้วิดีโอคลิปเพื่อการรณรงค์ในโครงการต่างๆได้ อย่างเช่นในปี 2009 ทาง Volkswagen ได้ออกมาทำโครงการเพื่อสังคมที่มีชื่อ Fun Theory โดยให้คนนั้นร่วมทำคลิปที่ส่งเสริมให้คนในประเทศสวีเดนนั้นเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เพื่อให้สังคมและตัวเองนั้นดีขึ้น โดยคลิปที่คนร่วมส่งมานั้นทำให้เกิดการส่งต่อกันไปและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนอยากมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น
ในไทยเองก็มีการรณรงค์โฆษณาเช่นนี้อยู่ดังตัวอย่างเช่นการโฆษณาของ มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง ในคลิปที่มีชื่อว่า YouSex: Girls and condom ซึ่งมีคนเข้ามาดูจำนวนมากและหลากหลาย หรืออย่างงานอีเว้นท์ของคนไอทีอย่าง barcampbangkok ครั้งที่ 2 นั้นก็ได้จัดทำวิดีโอคลิปเพื่อประชาสัมพันธ์กันออก ทำให้มีคนร่วมส่งคลิปมาเป็นจำนวนมาก จะเห็นได้ว่าพลังของวิดีโอคลิปนั้นก่อให้เกิดการส่งต่อหรือความร่วมมือและการเกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อสินค้าและบริการนั้นได้อย่างทันที
อย่างไรก็ตามก็ต้องจำไว้ว่าไม่ใช่ทุกๆ วิดีโอบน Youtube ที่จะได้รับการชม การส่งต่อ หรือการบอกเล่าแบบปากต่อปาก เนื่องจาก Youtube นั้นมีวิดีโออัพโหลดต่อวันจำนวนมาก ทำให้วิดีโอของสินค้าและบริการของเรานั้นอาจจะไม่ได้ถูกค้นพบ เพราะฉะนั้นการโพสวิดีโอบน Youtube นั้นจำเป็นต้องมีเครื่องมืออื่นๆ เพื่อทำให้เกิดการกระจายของคลิปเช่นการใช้ บล็อก Facebook หรือ Twitter และการให้คำอธิบายคลิปเพื่อสื่อถึงคลิปให้เข้าใจได้ด้วยไม่กี่ประโยค รวมถึงการทำ SEO หรือการใช้คีย์เวิร์ดของคลิปให้เหมาะสมเพื่อที่จะทำให้ค้นพบง่ายขึ้น
การสร้างวิดีโอนั้นอาจจะไม่จำเป็นต้องลงทุนสูงเหมือนในโฆษณาตามสื่อทั่วไป ไม่จำเป็นต้องใช้กล้องแบบมืออาชีพ เพียงแต่เนื้อหาในคลิปนั้นต้องมีแรงดึงดูดและไม่เหมือนใคร ดังคลิปต่างๆที่ยกตัวอย่างไปข้างต้น การสร้างเนื้อหาที่ดีของวิดีโอคลิปนั้นอาจจะทำให้เกิดการส่งแบบปากต่อปาก
เคล็บลับที่ทำให้วิดีโอคลิปนั้นเป็นที่นิยม
- การทำวิดีโอคลิปให้สั้น โดยทั่วไปแล้ววิดีโอที่ประสบความสำเร็จสูงๆ นั้นมักมีความยาวประมาณ 15-30 วินาที ซึ่งหากเกินกว่านี้ควรจะตัดออกเป็นชุดๆ เพื่อให้เกิดการติดตามต่อมา วิดีโอคลิปนั้นต้องออกแบบมาให้ง่ายต่อการดัดแปลง ซึ่งเจ้าของสินค้าหรือบริการนั้นต้องยอมรับว่าจะมีการคัดลอกวิดีโอคลิปไปทำใหม่จากผู้อื่น ซึ่งยิ่งมีการดัดแปลงมากแสดงว่ามีการได้รับความนิยมมาก อย่างเช่นคลิปวิดีโอ David After Dentist นั้นมีมีคนชมกว่า 45 ล้านคนและมีการดัดแปลงจากผู้ชมคลิปเป็นรูปแบบต่างๆ กันไป
- อย่าทำวิดีโอให้เป็นโฆษณาเหมือนโทรทัศน์ ซึ่งเรื่องนี้จะเหมือนการโฆษณาผ่าน Social Media ทั่วๆไป เพราะคนชมวิดีโอคลิปนั้นไม่ต้องการที่จะดูโฆษณา แต่ต้องการที่จะดูอะไรที่มีความตื่นตาตื่นใจและจะส่งต่อเรื่องนั้นหากมันดึงดูดความสนใจพอ อย่างเช่น Evian Roller Babies ที่มีคนดูกว่า 27 ล้านคน และหลายๆ สื่อโทรทัศน์ในไทยก็ได้พูดถึงคลิปชิ้นนี้ หรือ โฆษณาของ Dove ที่มีชื่อว่า Dove evolution ซึ่งมีคนชมกว่า 10 ล้านคน
- สร้างกระแสด้วยการทำให้ช็อก โดยการทำให้คลิปนั้นหักมุม หรือมีเรื่องราวให้ไปคิดต่อเอาเองว่าเกิดอะไรขึ้นดังเช่นตัวอย่างคลิปโปรโมทภาพยนต์อย่าง District9 ที่ทำคลิปออกมาให้คิดต่อว่าภาพยนตร์จริงๆนั้นคืออะไร หนัาตัวอย่างวิดีโอก่อนการเล่นรวมถึงชื่อวิดีโอนั้น ควรจะสร้างให้มีแรงดึงดูดให้คนเข้ามาชมได้ จากเคล็บลับดังกล่าวก็สามารถทำให้วิดีโอคลิปของสินค้าและบริการนั้นถูกคนชมจำนวนมากได้ไม่ยาก
นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีเครื่องมือที่เอาไว้ติดตามว่าคลิปของสินค้าและบริการที่ออกไปนั้นได้ผลแค่ไหน ด้วยการใช้เว็บไซต์มีชื่อว่าTubemogul และ Vidmatrix ที่เอาไว้ติดตามจำนวนผู้ชม จำนวนผู้แสดงความเห็น และการจัดอันดับ โดยเว็บไซต์ดังกล่าวจะสามารถแสดงการวิเคราะห์ออกมาเป็นรูปแบบกราฟที่สวยงามได้ นอกจากนี้ยังสามารถตรวจอันดับของวิดีโอคลิปนั้นได้จากเว็บไซต์ที่มีชื่อว่า viralvideochart.unrulymedia.com ซึ่งจะทำให้เรารู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของการชมในแต่ละสัปดาห์ได้
ตอนหน้าก็จะกล่าวถึงเครื่องมือประชาสัมพันธ์อีกหนึ่งตัว ที่สามารถทำให้เกิดการโปรโมตของสินค้าและบริการของเราอย่างเช่น Facebook ซึ่งสามารถนำทั้งวิดีโอคลิป บล็อกของสินค้าและบริการเราลงไปใส่ได้
