Milton S. Hershey ผู้ก่อตั้งอาณาจักรช็อกโกแลต Hershey's

Milton S. Hershey, 1857–1945. Photo belongs to kingeroos

Hershey คือนักธุรกิจต้นแบบที่ระดับความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่หน่วยเป็นดอลล่าร์ แต่ประเมินได้จากความฉลาด การเลือกใช้ไหวพริบปฏิภาณอันเป็นเลิศในการก่อสร้างอาณาจักรแห่งช็อกโกแลตจนเป็นตำนานอันโด่งดังมาถึงทุกวันนี้ การดำเนินธุรกิจโรงงานช็อกโกแลตของ Hershey นั้นไม่ได้งดงามเหมือนที่นิยายบางเรื่องเคยกล่าวถึงเอาไว้ แต่เต็มไปด้วยความยากลำบากนานาชนิดที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน นักธุรกิจผู้เป็นพ่อมดใจดีแห่งดินแดนช็อกโกแลตคนนี้ก้าวผ่านอุปสรรคนานับประการมาได้อย่างไร ตลอดเส้นทางเดินจะต้องพบเจอกับอะไรบ้าง รวมถึงวิธีการดำเนินธุรกิจให้กลายเป็นตำนานที่กลายเป็นต้นแบบให้คนรุ่นหลังดำเนินรอยตามมาจนถึงทุกวันนี้ 

หนึ่งล้านแรกยากที่สุด

hershey'sHershey เกิดมาในช่วงยุคสงครามกลางเมือง ในฟาร์มที่เซนทรัล เพนนซิลวาเนีย เขาเติบโตขึ้นมาด้วยการพูดภาษา “เพนนซิลวาเนีย ดัทช์” และยังสืบทอดคาแรกเตอร์บางอย่าง เช่น นิสัยการทำงานหนัก ความเฉลียวฉลาด และการรู้จักประหยัดอดออมติดตัวมาด้วย เขาเติบโตมาอย่างได้รับการศึกษาแบบครึ่งๆ กลางๆ เพราะต้องย้ายโรงเรียนบ่อยครั้งตามการย้ายถิ่นฐานของครอบครัว และไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวเท่าที่ควร ดูเหมือนว่าเขาจะไม่มีทักษะพื้นฐานสำหรับการเป็นผู้บริหาร แต่ความล้มเหลวจากการทำงานของเขาที่กลายมาเป็นต้นทุนชั้นดีในการปูเส้นทางความสำเร็จให้เป็นจริงขึ้นมา Hershey เริ่มต้นงานแรกด้วยการเป็นเด็กฝึกงานในหนังสือพิมพ์เยอรมันเล่มหนึ่ง แต่เขาไม่รู้สึกกระตือรือร้นที่จะอยากทำงานมากนัก เมื่อนั้นเขาจึงชิงลาออกมาเพื่อเป็นพนักงานฝึกงาน (อีกครั้ง) กับ Joe Royer ผู้ผลิตลูกอมและไอศกรีมในเมืองแลนแคสเตอร์ จุดเริ่มต้นในครั้งนั้น Hershey ได้เรียนรู้วิธีการทำลูกอมขั้นพื้นฐานมาทั้งหมด

แต่ความทะเยอะทะยานของเขาก็ยังไม่สิ้นสุด ในปี 1876 ในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีการประกาศอิสรภาพ เขาไปที่นั่นด้วยความหวังว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้กับเขาได้บ้าง Hershey สร้างร้านขายลูกกวาดของเขาด้วยตัวเอง โดยยืมเงินทุนมาจาก Abraham Snavely ผู้เป็นลุงของเขา พร้อมกับลงทุนพิมพ์นามบัตรอย่างประณีต เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ร้านของเขาเอง เขาพาทั้งแม่และป้ามาช่วยงานเขา ซึ่งถือเป็นการทำงานอย่างหนักในการออกร้านครั้งนั้น แต่ปรากฏว่าเขากลับทำรายได้ไม่มากพอที่จะจ่ายให้กับซัพพลายเออร์และผู้คนที่เขาเป็นหนี้อยู่

Hershey ตัดสินใจกลับมาเดนเวอร์ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ: ความรู้, โอกาสในการเรียนรู้จากช่างผลิตลูกอมในเดนเวอร์ และนมสด

อย่างไรก็ตาม ความทะเยอทะยานของเขาก็ยังคงอยู่ แม้ Hershey จะล้มเหลวในฟิลาเดเฟีย แต่เขาก็ยังนำพาโชคชะตาส่วนตัวไปแสวงโชคต่อในอีกหลายเมือง ทั้งเดนเวอร์, นิวยอร์ก, ชิคาโก้ และนิว ออร์ลีนส์ แต่ล้วนไม่มีเมืองไหนเลยที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปเป็นร่าง Hershey ตัดสินใจกลับมาเดนเวอร์ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ: ความรู้, โอกาสในการเรียนรู้จากช่างผลิตลูกอมในเดนเวอร์ และนมสด        

ในปี 1886 Hershey หมดเนื้อหมดตัว เขาตัดสินใจกลับไปแลนแคสเตอร์ แต่กลับไม่มีเงินพอจ่ายค่าขนส่งสิ่งของเครื่องใช้ของเขาเองไปด้วย แต่โชคชะตาก็ไม่ใจร้ายเกินไปนัก เมื่อภาระดังกล่าวนี้ถูกจัดการด้วย William Henry Lebkicker ผู้เคยทำงานกับ Hershey ในฟิลาเดฟีย เป็นผู้รับผิดชอบจ่ายค่าขนส่งให้เขาทั้งหมด หลังจากนั้นทั้งแม่และป้าของเขา ก็กลายมาเป็นผู้ช่วยมือหนึ่งในการคิดค้นสูตรลูกอมคาราเมลรสนม “Hershey’s Crystal A” ที่มาพร้อมกับประโยคเด็ดที่ว่า “melt in your mouth” (ละลายในปาก)

เพราะผมจะสร้างช็อกโกแลต

ด้วยออเดอร์จำนวนมากจากประเทศอังกฤษที่สั่งมายังบริษัทของ Hershey (The Lancaster Caramel Company) ทำให้เขาตัดสินใจกู้เงินจากธนาคารมาเพื่อสนับสนุนการผลิตให้ทันออร์เดอร์ดังกล่าวนี้ เจ้าของออร์เดอร์ชาวอังกฤษจ่ายค่าลูกอมของเขาในครั้งนั้นเป็นเงิน 500 ปอนด์ ทำให้เขาตื่นเต้นมากจนถึงขั้นขับรถไปขึ้นเงินด้วยตัวเองในขณะที่ผ้ากันเปื้อนยังผูกติดกับตัวเขาอยู่ นี่เป็นเหตุการณ์เริ่มต้นที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จหลังจากนั้นมาอย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้นในปี 1894 เขาถูกจัดให้เป็น 1 ในพลเมืองเมืองแลนแคสเตอร์ที่มั่งคั่งที่สุด

โดยสิ่งที่ Hershey ตัดสินใจทำอย่างสม่ำเสมอเลยก็คือ การออกท่องเที่ยวไปในสถานที่อื่นๆ ทั้งเม็กซิโก ยุโรป อังกฤษ ไปจนถึงอียิปต์ ความอยากรู้อยากเห็นของเขาทำให้เขารู้จักเก็บเกี่ยวนำเอาความคิดใหม่ๆ จากที่ได้พบเจอ ทั้งการชมพิพิธภัณฑ์ ร้านค้า สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เขาเดินไปดูทั่วทุกถนน และมองดูการใช้ชีวิตของผู้คนในแต่ละเมืองที่ต่างกันออกไป

Hershey’s

ถ้าลูกอมคาราเมลให้หนึ่งล้านแรกกับ Hershey แต่ช็อกโกแลตให้ความมั่งคั่งที่แท้จริง ในปี 1893 งานแสดงสินค้า World’s Columbian ในชิคาโก้ คืองานที่ Hershey คิดว่าจะเป็นสถานที่ที่ดึงดูดใจกลุ่มเป้าหมายของเขาได้ ในงานนั้น เขาตัดสินใจนำเครื่องสร้างช็อกโกแลตมาไว้ในงาน ทั้งวัสดุ อุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตช็อกโกแลตทั้งหมด ในครั้งนั้น เขาผลิตช็อกโกแลตที่มีความหลากกหลายได้มากถึง 114 ชนิด พอใกล้หมดยุด 80s Hershey เริ่มมองเห็นทิศทางทางการตลาดในอนาคต ว่ามีผู้บริโภคสนใจในช็อกโกแลตของเขามากกว่าลูกอมคาราเมล ในปี 1900 เขาจึงตัดสินใจขายบริษัท The Lancaster Caramel Company ไปในราคา 1 ล้านเหรียญฯ และเริ่มต้นอุทิศตัวให้กับการสร้างดินแดนแห่งช็อกโกแลตของเขาอย่างเต็มตัว

เขาเริ่มลงมือค้นหาพื้นที่สำหรับสร้างโรงงานช็อกโกแลตที่เหมาะสม สถานการณ์นี้ดึงให้เขากลับไปยัง Derry Township เขานำเงินไปซื้อที่ดินที่เคยเป็นบ้านเกิดของเขา ซึ่งเขาเชื่อว่าพื้นที่บริเวณ Central Pennsylvania จะสามารถมอบสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้กับโรงงานของเขาได้อย่างเต็มที่ ทั้งแหล่งน้ำรองรับ นมสดมีคุณภาพ คนงานที่มีทักษะ ส่วนผสมทั้งหมดนี้รวมตัวกันเป็นโรงงานที่สมบูรณ์ขึ้นใน 1905 

ไม่ใช่เป็นนักปราชญ์ แต่เป็นนักลงมือทำ

“ไม่มีใครบอกกับ Hershey ว่าการทำช็อกโกแลตต้องทำอย่างไร? เขาค้นพบวิธีจากประสบการณ์ที่ลงมือทำ” พนักงานที่เคยทำงานร่วมกับเขาพูดถึง Hershey ไว้ การมีส่วนร่วมของพนักงานอย่างใกล้ชิดนี่เองที่กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขากลายเป็นตัวอย่างต่อพนักงานอีกหลายต่อหลายคน

hershey's

ด้วยการรักษามาตรฐานอย่างเข้มงวด ทำให้เขาขึ้นแท่นเป็นนักธุรกิจที่ยอดเยี่ยม เขาเป็นผู้ลงมือทำ ไม่ใช่นักปราชญ์

แม้ว่าเขาจะไม่ได้เริ่มต้นด้วยความตั้งใจที่ชัดเจนว่าจะผลิตช็อกโกแลตแท่งหรือลูกอมนานาประเภท แต่เมื่อในวันที่เขาตัดสินใจอย่างชาญฉลาดเกี่ยวกับความมุ่งมั่นที่เขามีต่อช็อกโกแลตแท่งปะยี่ห้อชื่อของเขาเองแล้ว เมื่อนั้นไม่ว่าจะเป็นช็อกโกแลตประเภทใดก็ตามที่ผลิตภายใต้ชื่อของเขาแล้ว ล้วนประสบความสำเร็จอย่างเป็นปรากฏการณ์ในระยะเวลาอันสั้น ด้วยการรักษามาตรฐานอย่างเข้มงวด ทำให้เขาขึ้นแท่นเป็นนักธุรกิจที่ยอดเยี่ยม เขาเป็นผู้ลงมือทำ ไม่ใช่นักปราชญ์ เขาแทบจะไม่พูดถึงความเชื่อที่เขามี สิ่งที่เขาทำคือการคิดให้หนักว่ามีปัจจัยใดบ้างที่จะสนับสนุนความสำเร็จของเขาได้ รวมไปถึงสามารถเพิ่มคุณค่าให้กับเป้าหมายที่เขามีอยู่ Hershey ค่อยๆ เริ่มต้นพัฒนาตนเองทีละน้อย สั่งสมจากประสบการณ์ และสร้างข้อบังคับพื้นฐานที่เขาสามารถปฏิบัติตามได้อย่างสม่ำเสมอในระยะยาว

• • •

Hershey เชื่อว่าความคุ้มค่าอย่างหนึ่งคือการนำผลประโยชน์ที่ได้รับมาสร้างประโยชน์ต่อสู่คนอื่นๆ เขาเข้าใจว่าการทำงานที่ดีคือธุรกิจที่ดี และมุ่งความตั้งใจของเขาไปยังการทำงานเพื่อสังคมโดยเฉพาะ โดยใช้ทรัพย์สินที่เขามีสร้างโครงการเพื่อสังคม ได้แก่ Industrial School ภายใต้ชื่อของเขา โดยปราศจากคำถามถึงความจริงใจของเขาจากสังคมเลยแม้แต่น้อย

Photo belongs to kingeroostheimpulsivebuyMike Barry

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์