คำถามสำคัญที่ต้องตรวจสอบก่อนตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์

แม้แฟรนไชส์จะเป็นธุรกิจที่เป็นสูตรสำเร็จ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยงใดๆเลย

แฟรนไชส์ดูจะเป็นคำตอบที่ใช่สำหรับใครหลายคนที่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจในช่วงเวลานี้ เพราะความง่ายและมีสูตรสำเร็จในตัวเองเหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แฟรนไชส์จึงได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษสำหรับแวดวงธุรกิจทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก แต่ผู้ประกอบการจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวธุรกิจแฟรนไชส์ที่ให้ความสนใจจะให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับเงินที่ใช้จ่ายหมดไปในการลงทุนจริง การตรวจสอบหาความคุ้มค่าในการลงทุนทางธุรกิจแฟรนไชส์ด้วยวิธีการตั้งคำถามดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในทรรศนะของ เจฟฟ์ เอลกิ้น (Jeff Elgin) นักธุรกิจหนุ่มผู้มีความเชี่ยวชาญเป็นการเฉพาะในแวดวงธุรกิจแฟรนไชส์มากว่า 25 ปี โดยเขาแนะนำให้ตั้งคำถามเพื่อตรวจสอบความน่าลงทุนของธุรกิจแฟรนไชส์ไว้ 4 ข้อน่าสนใจมากโดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. แฟรนไชส์ดีตามที่กล่าวอ้างจริงหรือไม่

ในทรรศนะของเจฟฟ์ เอลกิ้น ถึงแม้คำถามข้อนี้ค่อนข้างกว้างมาก แต่มันก็สำคัญและตรงประเด็นมากที่สุด ก่อนที่ผู้ประกอบการจะตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์ควรไปตรวจสอบตัวพื้นฐานทางธุรกิจแฟรนไชส์เสียก่อนว่ามีความพร้อมมากขนาดไหน ทั้งในเรื่องของการสอนการทำธุรกิจ การฝึกอบรมเรื่องสูตรและกรรมวิธีในการผลิตสินค้าหรือบริการ การขนส่งตัวสินค้าและวัตถุดิบมายังร้านของผู้ประกอบการ ความช่วยเหลือที่ครอบคลุมทุกด้านเกี่ยวกับการหาพื้นที่ขายและการเปิดร้าน รวมไปถึงเรื่องการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาด้วย ซึ่งประเด็นทุกข้อที่กล่าวมาควรต้องสอบถามเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แท้จริง ยิ่งถ้าระบุในสัญญาได้จะยิ่งเป็นการดีเข้าไปใหญ่ อย่าได้ใช้การคาดคะเนโดยเด็ดขาด เนื่องจากเรื่องนี้เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงถึงความอยู่รอดของธุรกิจเลยทีเดียว

2. แฟรนไชส์มีการให้ความสนับสนุนอย่างต่อเนื่องหรือไม่

แฟรนไชส์ในบ้านเราส่วนใหญ่ค่อนข้างมีปัญหาในเรื่องนี้ พูดกันตามความเป็นจริงแบบเปิดหน้าไพ่แล้วต้องยอมรับว่าหลังจากที่ผู้ประกอบการซื้อแฟรนไชส์มาแล้วก็แทบจะไม่ได้เห็นหน้าเจ้าของแฟรนไชส์อีกเลย มีก็แต่เซลล์ที่ทางแฟรนไชส์บริษัทแม่ส่งมาขายวัตถุดิบให้เท่านั้น ซึ่งนั่นไม่ใช่การให้การสนับสนุนหรือดูแล แต่เป็นการขายของทำกำไรของแฟรนไชส์มากกว่า ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์เราต้องตรวจสอบให้ดีก่อนว่าหลังจากที่ผู้ประกอบการตัดสินใจซื้อแล้วจะได้รับความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องต่อไปอีกหรือไม่ทั้งด้านตัวธุรกิจและปัญหาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังต้องตรวจสอบแนวโน้มการทำธุรกิจของบริษัทแม่เจ้าของแฟรนไชส์ด้วยว่ามีแนวโน้มการพัฒนาธุรกิจต่อไปในอนาคตอีกหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่เมื่อแฟรนไชส์ประสบความสำเร็จจนถึงในระดับหนึ่งแล้วก็มักหยุดพัฒนาเอาซะดื้อๆ ผู้ประกอบการจึงต้องตรวสอบดูให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์ด้วย

3. แฟรนไชส์มีโปรแกรมการตลาดที่ดีหรือไม่

สำหรับในบ้านเรามากกว่าครึ่งหนึ่งของธุรกิจแฟรนไชส์ขาดโปรแกรมและการวางกลยุทธทางการตลาด และนอกจากนี้แฟรนไชส์บางตัวยังอยู่ในลักษณะการทำธุรกิจแบบครอบครัวอยู่เลย ดังนั้นผู้ประกอบการต้องตรวจสอบให้ดีเสียก่อนว่าบริษัทแม่ของแฟรนไชส์ที่สนใจมีการวางแผนทางด้านการตลาดหรือไม่ เพราะนั่นจะเป็นตัวช่วยให้ธุรกิจแฟรนไชส์มีความได้เปรียบในการแข่งขันมากขึ้นทั้งในเรื่องราคา โปรโมชั่น และการทำโฆษณาและส่งเสริมการขาย 

4. แฟรนไชส์นี้ต้องลงทุนเท่าไร

การหาคำตอบข้อนี้เป็นเรื่องค่อนข้างละเอียดอ่อนมาก เพราะมีความเกี่ยวข้องกับตัวเลขและการคำนวนหาจุดคุ้มทุนทางธุรกิจ ซึ่งคำตอบที่ได้มักถูกใช้เป็นข้ออ้างอิงในการซื้อแฟรนไชส์ตัวนั้นมาทำธุรกิจหรือปฏิเสธออกไปจากความคิดอย่างทันทีทันใด ดังนั้นข้อนี้จึงมีความสำคัญมาก ผู้ประกอบการต้องรวบรวมตัวเลขที่จัดเป็นต้นทุนทั้งหมดเข้ามาไว้ด้วยกันก่อน ไม่ว่าจะเป็นค่าแฟรนไชส์ ค่าอุปกรณ์ ค่าวัตถุดิบ ค่าเช่าพื้นที่ ค่าจ้างพนักงาน (ถ้ามี) รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่้นๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจด้วย เมื่อได้ยอดเงินที่ต้องลงทุนที่เป็นตัวเลขนิ่งๆ แล้ว จึงค่ำมาคิดตามตรรกะถึงความน่าลงทุนว่าจะคุ้มค่าหรือไม่เมื่อเทียบกับยอดขายจากการประเมินอย่างคร่าวๆ

ไม่ว่าผู้ประกอบการจะหันไปจับหรือเริ่มลงมือทำธุรกิจอะไรก็ควรระลึกไว้เสมอว่าสิ่งหนึ่งที่จะตามไปในทุกๆ ที่ก็คือ “ความเสี่ยง” เพราะการการันตีผลตอบรับและความสำเร็จทางธุรกิจล่วงหน้านั้นเป็นไปได้ยาก ดังนั้นก่อนจะเริ่มลงมือทำธุรกิจทุกครั้งผู้ประกอบการควรใช้วิจารณญาณของตัวเองพร้อมทั้งข้อมูลเจาะลึกและครอบคลุมทุกด้านประกอบการพิจารณาเสมอ เพื่อให้การลงทุนในครั้งนั้นๆ ประสบผลสำเร็จและคุ้มค่าในการลงทุนมากที่สุดนั่นเอง

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์