วิธีวิจัยการตลาดในอินเตอร์เน็ตเบื้องต้น

"A satisfied customer is the best business strategy of all." ~Michael LeBoeuf

เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะมองหาลู่ทางเพื่อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ และตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่เรามักจะนึกถึงก็คือการทำวิจัยการตลาด เพราะหลังการประมวลข้อมูลการตลาดเราก็จะพบว่าคนกลุ่มใดบ้างที่มีแนวโน้มสนใจในผลิตภัณฑ์ของเรา อย่างไรก็ตาม การทำวิจัยการตลาดใช้เงินเป็นจำนวนมาก อาจเหมาะสมสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่ตั้งมานาน แต่สำหรับ Start ups (บริษัทเล็กๆ เปิดใหม่) ที่เริ่มกิจการที่ยังมีเงินไม่มากก็สามารถทำวิจัยการตลาดได้เช่นกัน โดยผ่านเครื่องมือของ Google ซึ่งไม่มีค่าใช้จ่าย

เครื่องมือของ Google เปิดเผยข้อมูลว่าแต่ละคำค้น มีผู้นิยมค้นหาจำนวนเท่าไร ซึ่งผู้เป็น media planner หรือ ad planner สามารถประยุกต์นำเอาชื่อผลิตภัณฑ์เพื่อค้นหาแนวโน้มความนิยมได้ นอกจากนี้ Google ยังมีเครื่องมือที่ทำให้เราพบกลุ่มเป้าหมายเรากำหนดไว้ต้องการสินค้าจริงๆ หรือใกล้เคียงมากที่สุด และทราบว่ามีอะไรที่เกี่ยวของหรือเป็นคู่แข่งคู่ค้ากับผลิตภัณฑ์ของเราบ้างที่อยู่ในกระแสความต้องการเดียวกัน อาศัยแนวทาง 4 ข้อดังต่อไปนี้ประกอบกับการฝึกตั้งคำถาม (ซึ่งเราจะแนะนำควบคู่ไปด้วยในบทความนี้) จะช่วยให้เราได้ไอเดียในการทำวิจัยการตลาดขนาดย่อมๆ ได้เลยทีเดียว

กำหนดกลุ่มเป้าหมาย

สิ่งสำคัญที่ผู้ทำการตลาดต้องคำนึงถึงคือการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย โดยพิจารณาว่าสินค้าของเราเหมาะกับใคร? และใครมีความสามารถซื้อ? โดยเราสามารถจับหลักการแบ่งส่วนตลาดผู้บริโภค (Market Segmentation) มาใช้ในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ ซึ่งประกอบด้วย

  • ลักษณะทางประชากรศาสตร์ (Demographics) อาทิ เพศ อายุ การศึกษา รายได้ ฯลฯ
  • ลักษณะทางภูมิศาสตร์ (Geographics) ตำแหน่งที่อยู่ของกลุ่มที่จะทำการตลาด
  • ลักษณะทางจิตวิทยา (Psychographics) คือการตีความคุณค่าของสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกมาในรูปแบบหนึ่ง อาทิ รสนิยม รูปแบบการใช้ชีวิต บุคลิก เป็นต้น ซึ่งมีความเฉพาะเจาะจงกว่าสองลักษณะก่อนหน้า และการกำหนดเป้าหมายในลักษณะนี้ได้อย่างถูกต้อง จะช่วยให้ทำการตลาดได้อย่างแม่นยำ

อย่างไรก็ตาม การกำหนดกลุ่มเป้าหมายไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ Start ups หรือผู้ที่ยังไม่เคยทดลองปล่อยสินค้าออกสู่ตลาดมาก่อน ดังนั้นในการเริ่มต้นจึงควร “กำหนดกลุ่มเป้าหมายจากกว้างไปสู่แคบ” ในระยะแรก ต่อเมื่อเรารวบรวมข้อมูลได้มากพอ เราก็จะสามารถกำหนดเป้าหมายได้เจาะจงมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านมาไป

สำรวจความต้องการของลูกค้า

ในขั้นตอนต่อมา ลองมาสำรวจดูว่าสินค้าที่เรากำลังจะขายมีความต้องการมากน้อยแค่ไหน โดยอาศัยเครื่องมือของ Google ชื่อว่า Google Adwords Keyword Tool (หรือเข้า adwords.google.com ไปที่ Tools and Analysis เลือก Keyword Tool) ลองสมมติว่าเรากำลังจะเปิดร้านขาย “iPad ที่มาบุญครอง” และใช้สินค้าและสถานที่เป็นคำค้น และเลือกสถานที่เป็นประเทศไทย เพื่อให้เห็นภาพรวมความต้องการในพื้นที่ขายสินค้า

ศึกษาการตลาด ด้วย google keyword tool

จากข้อมูลจะพบว่า Keyword Tool จะแสดงความถี่ในการค้นเป็นรายเดือน และแสดงความถี่คำค้นที่ใกล้เคียงกันซึ่งมีหลากหลายกันไป โดยให้ยึดตัวเลขตาม “การค้นหารายเดือนในท้องถิ่น” และแสดงแนวโน้มความสนใจของผลิตภัณฑ์ในแง่ต่างๆ จะเห็นได้ว่าคำค้นที่เราเลือกใช้ (คำหลัก) มีการค้นหาต่ำมาก เมื่อเปรียบเทียบกับคำค้นอื่นๆ และคำค้นที่ได้รับความนิยมมาก อย่างเห็นได้ชัด จะมีคำว่าราคา พ่วงท้ายมาด้วย ซึ่งอาจจะเป็นโจทย์ให้กับเราคิดต่อไปได้อีกว่า “ลูกเล่นทางการตลาดใดบ้างที่จะนำมาใช้กับการตั้งราคาได้?”

ดูทิศทางความนิยมของลูกค้า

เมื่อดูความต้องการสินค้าในตลาดแล้ว ในขั้นต่อมาจะเป็นการใช้เครื่องมือ Google insight for search เพื่อดูแนวโน้มความนิยมในสินค้า ผ่านจำนวนการค้นของคำใน Google และสามารถเลือกคำค้นมากกว่า 1 คำ เพื่อเปรียบเทียบกัน

ศึกษาการตลาด ด้วย google insight for searchหลักสำคัญในการอ่านกราฟ คือสังเกตว่า ”กราฟพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือไม่?  ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่าความต้องการในสินค้าดังกล่าวเพิ่มขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ดีเพราะสะท้อนว่าสินค้าของเราอาจสามารถเกาะกระแสความนิยมได้ต่อไปในอนาคต

นอกจากจะสามารถดูกระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้น เรายังสามารถดูตามปัจจัยตามฤดูกาล ในสินค้าประเภทอื่นๆ (Seasonality) ได้อีกด้วย เช่น ปืนฉีดน้ำ เสื้อกันหนาว ว่ายังมีความต้องการมากขึ้นหรือไม่ เพื่อใช้ตัดสินใจด้านปริมาณสินค้าในแต่ละช่วงของปีว่า “จะเอาออกมาขายปริมาณใดจึงจะเหมาะสมและไม่ล้นตลาด?”

มองหาความต้องการในด้านที่เกี่ยวข้อง

สำหรับการดูความนิยมทางการตลาดที่เกี่ยวข้อง เราสามารถหาดูใน Google และเลือก Related search เพื่อหาคำเกี่ยวข้องกับคำค้นของเราได้ และสามารถนำเอาคำเกี่ยวข้องเหล่านั้นมาพิจารณาว่าสามารถใช้ประโยชน์ และเป็นช่องทางทำเงินได้หรือไม่ สมมติคำเกี่ยวข้องที่พบคือ “new iPad mbk 16GB” แต่ไม่พบ new iPad ความจุอื่นปรากฏขึ้นมา “เป็นไปได้หรือไม่ว่ารุ่น 16 GB อาจได้รับความนิยมมากกว่า?”  หรือ “ควรนำเอาออกมากขายหรือทำการตลาดจำนวนมากกว่าขนาดความจุอื่นๆ?”  หรือหากผลข้างเคียงมีประกาศขาย iPad 2 ด้วย “เป็นไปได้ไหมว่า iPad มือสองกำลังเป็นที่นิยม?” หรือหากพบชื่อเว็บไซต์ของเครือข่ายมือถือหนึ่ง “เป็นไปได้ไหมว่าคนใช้ iPad นิยมใช้บริการจากเครือข่ายดังกล่าว? และเราในฐานะร้านสามารถหาทางเป็นพันธมิตรกับเครือข่ายนั้นเพื่อทำการตลาดร่วมกันได้หรือไม่?” (เช่น ซื้อ iPad แถมซิม และชั่วโมงอินเตอร์เน็ต) เป็นต้น

• • •

แม้ว่าภายหลังทดสอบความเป็นไปได้เกี่ยวกับการตลาดเหล่านี้แล้วคุณกลับพบว่ากลุ่มเป้าหมายไม่ตรงกับผลิตภัณฑ์ตามที่เราคาดไว้ มองในแง่ดี นั่นก็ยิ่งดีเพราะเหมือนการเตือนเราไม่ให้เราต้องละลายเงินไปกับการทำตลาดที่ผิดทาง และทำให้เราตัด leads ที่ไม่ใช่ลูกค้าออกไปได้ตั้งแต่ต้น แต่หากสิ่งเหล่านี้ช่วยกรุยทางเบื้องต้นให้คุณเห็นทั้งทิศทางของผลิตภัณฑ์และลู่ทางทางการตลาดได้อย่างชัดเจนแล้ว นั่นเป็นเรื่องน่ายินดี และเราดีใจด้วยกับคุณจริงๆ

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์