สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พุทธศักราช 2554 ที่ผ่านมา ซึ่งไม่ต้องบอกก็คงจะรู้กันเป็นอย่างดีว่าผลการเลือกตั้งในครั้งนี้เป็นอย่างไร และใครกำลังจะก้าวขึ้นมานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอันทรงเกียรติแห่งราชอาณาจักรไทยคนต่อไป ซึ่งถ้าไม่มีการพลิกโผ (เป็นเรื่องยากมากๆ) ชาวไทยจะได้สัมผัสกับนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน
แต่ก็อย่าพึ่งตีปีบฉลองชัยกันให้เอิกเกริกมากนักเพราะอำนาจที่ว่าที่รัฐบาลชุดใหม่กำลังจะมีอยู่ในมือนั้นมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่มีต่อชีวิตของคนไทยไปอีก 65 ล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังกลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปากท้องของประชาชนโดยตรง ซึ่ง INCquity ได้ขออาสาลงพื้นที่จริงเพื่อไปสำรวจความต้องการของภาคธุรกิจทั้งรายเล็กจนไปถึงรายใหญ่กับความต้องการที่พวกเขาอยากจะได้จากรัฐบาลชุดใหม่ โดยความต้องการของผู้ประกอบการส่วนใหญ่นั้นออกมาค่อนข้างจะตรงกัน โดยล้วนมีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้
นำความปรองดองและสามัคคีกลับคืนสู่ประเทศ
เพราะที่นี่คือประเทศไทยและช่วง 5 ถึง 6 ปีหลังสุดเราถูกแบ่งแยกจากความเป็นพี่เป็นน้องกันด้วยสี ซึ่งสาเหตุจะด้วยล้วนมาจากอะไรก็แล้วแต่อย่ายกเอามาเป็นประเด็นเพราะเรื่องจะไม่จบอย่างที่คนไทยบางส่วนกำลังหลงทางกันอยู่ในขณะนี้แน่นอน โดยรัฐบาลใหม่ที่กำลังใกล้่จะเข้ามาบริหารประเทศอยู่ในเร็ววันนี้จะต้องรีบดำเนินการในเรื่องของการสร้างความปรองดองพร้อมทั้งนำความสามัคคีมาสู่ประชาชนให้เร็วที่สุด เพราะนั่นจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก สามารถทำธุรกิจได้อย่างสะดวก เกิดความเชื่อมั่นในหมู่นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ ซึ่งสุดท้ายแล้วจะส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ Gross Domestic Product (GDP) ขยายตัวได้อย่างรวดเร็วด้วย
มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่ยอดเยี่ยม
ระบบเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศจะเห็นได้จากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง “กลุ่มจี 7” ล้วนแล้วแต่มีขนาดเศรษฐกิจภายในประเทศที่ทั้งใหญ่ แข็งแกร่ง มีประสิทธิภาพและมูลค่ารวมที่สูงมาก ดังนั้นรัฐบาลจะต้องมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่ดีเยี่ยมพร้อมทั้งแข็งแกร่งมากพอเพื่อความได้เปรียบในเวทีการแข่งขันในระดับภูมิภาคและมองไกลไปสู่ในระดับโลกด้วย ซึ่งแผนเศรษฐกิจของรัฐบาลจะถูกใช้เป็นแม่แบบให้กับองค์กรธุรกิจภายในประเทศเพื่อให้มีการดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกันทั้งในภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายในเรื่องของภาษี การส่งออก การควบคุมและจัดการค่าเงินบาท มาตรการช่วยเหลือภาคเอกชน แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ฯลฯ เป็นต้น อันจะก่อให้เกิดเป็นความร่วมมือที่จะได้รับผลประโยชน์ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย คือ เอกชนมีกำไรมากขึ้น ส่วนรัฐบาลก็สามารถเรียกเก็บภาษีได้เยอะขึ้น มีเงินมาพัฒนาประเทศให้ก้าวเดินไปข้างหน้าได้ในท้ายที่สุด เรียกได้ว่าชนะด้วยกันทั้ง 2 ฝ่ายนั่นเอง
ทีมเศรษฐกิจต้องเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกัน
การบริหารงานทางด้านเศรษฐกิจมีความแตกต่างจากงานภาคส่วนอื่นๆ ตรงที่ “ความเชื่อมั่น” เพราะงานบริหารทางด้านนี้ไม่มีโอกาสให้แก้ตัวจึงกลายเป็นสมการที่พูดง่ายๆ ก็คือห้ามผิดพลาดโดยเด็ดขาด ดังนั้นทีมงานทางด้านเศรษฐกิจที่ได้รับการมอบหมายงานมาจากประมุขฝ่ายบริหารจะต้องเป็นมือเศรษฐกิจที่ดีที่สุด ได้รับความเชื่อถือและยอมรับในฝีมืออันเป็นที่ประจักษ์จากทุกฝ่าย การบริหารงานและควบคุมนโยบายจึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุด
มีความชัดเจนในเรื่องนโยบายแรงงาน
รัฐบาลชุดใหม่นี้มีนโยบายทางด้านแรงงานที่ค่อนข้างจะหวือหวาและเป็นที่ถูกอกถูกใจประชาชนอยู่พอสมควรจนกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งนโยบายที่ว่านี้ก็คือการรับประกันเงินเดือนผู้จบปริญญาตรีเริ่มต้นที่ 15,000 บาท และค่าแรงขั้นต่ำสำหรับผู้ใช้แรงงานอยู่ที่วันละ 300 บาท โดยนโยบายตัวนี้หากทำได้จริงก็จะถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับประชาชนที่ส่วนใหญ่อยู่ในระบบการทำงานในลักษณะของการเป็นลูกจ้างซะส่วนมาก แต่เรื่องนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่น่าหนักอกสำหรับเจ้าของธุรกิจทุกๆ คน เพราะแต่ละบริษัทมีอัตราเริ่มต้นของเงินเดือนสำหรับนักศึกษาที่จบใหม่กับผู้ใช้แรงงานที่แตกต่างกันมาก แถมจำนวนเงินที่อยู่ในนโยบายหาเสียงก็สูงกว่าความเป็นจริงค่อนข้างเยอะเมื่อใช้ระบบคิดแบบถัวเฉลี่ย รัฐบาลจึงจำเป็นที่จะต้องออกมาอธิบายในเรื่องนี้ให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจในหลักการและวิธีปฏิบัติเป็นการด่วน
สานต่อนโยบายเดิมของรัฐบาลชุดก่อน
ต้องยอมรับว่าหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ประเทศไทยมีพัฒนาการเจริญเติบโตที่ค่อนข้างช้านั้น สาเหตุหลักมาจากการขาดความต่อเนื่องในเรื่องของนโยบายการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน เรียกได้ว่าเปลี่ยนกันทุกๆ 4 ปีเลยก็ว่าได้ หรืออาจจะน้อยกว่านั้นถ้าเป็นในกรณีที่รัฐบาลชุดดังกล่าวมีอายุทางการบริหารประเทศที่สั้นกว่ากำหนด ซึ่งสาเหตุอาจจะเป็นเพราะมีหลักการทางนโยบายที่ต่างกันหรือเป็นเพราะการเมืองก็มิแน่ชัด โดยสิ่งที่ผู้ประกอบการธุรกิจต้องการที่จะได้มากที่สุดก็คือความต่อเนื่องและสานต่อนโยบายเดิมของรัฐบาลชุดก่อนถ้่านโยบายดังกล่าวประสบความสำเร็จและเป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจจริง แต่ในขณะเดียวกันถ้าพวกเขาพิจารณาดูแล้วพบทางเลือกที่ดีกว่าจากนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ พวกเขาก็พร้อมที่จะรับได้หากจะยุบนโยบายเก่าของรัฐบาลชุดก่อนทิ้งไปไม่ได้มีัปัญหาแต่ประการใดเลย
ปรับลดราคาสินค้าให้เข้าสู่สมดุล
ประชาชนเป็นจำนวนมากค่อนข้างที่จะเข้าใจคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงมากในยุคที่ข้าวของเครื่องใช้ทั้งอุปโภคและบริโภคราคาแพงอย่างเช่นทุกวันนี้ เพราะส่วนใหญ่มักจะคิดกันว่าการที่สินค้าราคาแพงขึ้นนั้นผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือ ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และกลุ่มนายทุน ซึ่งความจริงแล้วมิได้เป็นเช่นนั้นเสมอไปเนื่องจากการที่สินค้ามีราคาแพงนั้นผู้ที่ได้รับผลกระทบก่อนเป็นฝ่ายแรกก็คือภาคธุรกิจนั่นเอง เพราะจะต้องรับสินค้ามาขายในราคาที่สูงขึ้นในลักษณะแบบจำยอม แต่ในขณะเดียวกันผู้บริโภคกลับมีสิทธิที่จะตัดสินใจเลือกซื้อหรือปฏิเสธก็ได้ จึงทำให้สามารถขายสินค้าได้น้อยลงในภาวะที่ต้นทุนของสินค้ามีราคาแพงจนส่งผลให้ได้กำไรถดถอยลงเรื่อยๆ เรียกได้ว่าแบกรับภาระความเสี่ยงไว้แต่เพียงผู้เดียว จึงกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่จะต้องเข้ามาควบคุมพร้อมทั้งปรับลดราคาของสินค้าให้เข้าสู่ภาวะสมดุลให้จงได้
สามารถร่วมมือกับภาคธุรกิจได้
รัฐบาลมิอาจจะบริหารประเทศพร้อมทั้งผลักดันนโยบายทางเศรษฐกิจของตนให้ประสบความสำเร็จได้เลย ถ้าปราศจากความร่วมมือจากองค์กรที่เป็นตัวแทนจากภาคธุรกิจ เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย ฯลฯ ผู้ประกอบการและนักธุรกิจเป็นจำนวนมากจึงต้องการที่จะเห็นรัฐบาลเข้ามารับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ พร้อมทั้งทำงานร่วมกับตัวแทนของพวกเขา เพื่อจะได้ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็วและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดมากที่สุดเมื่อพบเจออุปสรรคด้วย อันเป็นที่มาจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างฝ่ายรัฐที่เป็นผู้ให้กรอบนโยบายกับภาคธุรกิจที่เป็นผู้ลงมือปฏิบัติจริงในสนามธุรกิจ
มีเสถียรภาพทางการเมืองสูง
นโยบายของรัฐที่ได้ป่าวประกาศกึกก้องอย่างสวยหรูจะกลายเป็นแค่ลมปากชวนเชื่อเท่่านั้น ตราบใดที่รัฐบาลอันเป็นผู้กุมอำนาจฝ่ายบริหารและผลักดันนโยบายในการปกครองประเทศมีสถานะภาพในสภาผู้แทนราษฎรที่ค่อนข้างลุ่มๆ ดอนๆ ขาดความแข็งแกร่งและเฉียบขาดในการควบคุมพรรคร่วมรัฐบาลแถมยังเปราะบางต่ออำนาจของฝ่ายตรวจสอบด้วย เหตุผลก็เนื่องมาจากรัฐบาลแทบจะดำเนินการพัฒนาและบริหารประเทศไม่ได้เลย เนื่องจากพวกเขาจะต้องวิ่งเข้าวิ่งออกภายในสภากันเป็นว่าเล่นเพื่อยกมือนับองค์ประชุมไม่ให้สภาล่ม สมาธิทั้งหมดจึงกลับกลายไปจดจ่ออยู่ที่ตรงส่วนนั้นแทนที่จะเอาเวลาที่มีมามุ่งพัฒนาบริหารประเทศ ภาคเอกชนจึงต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพทางการเมืองอยู่ในระดับที่สูงด้วย
มีความเป็นนิติรัฐพร้อมธรรมาภิบาลที่สูงกว่ามาตรฐาน
เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ภาคธุรกิจใฝ่ฝันถึงมาตลอดจากรัฐบาลในทุกยุคทุกสมัยของประเทศไทยสำหรับเรื่องของความเป็นนิติรัฐและการมีหลักธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ จะผิดแผกแตกต่างจากในอดีตก็ตรงที่ภาคเอกชนค่อนข้างจะจับตามองพร้อมทั้งเรียกร้องถวิลหา 2 สิ่งนี้มากเป็นพิเศษจากรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งรัฐบาลใหม่จะต้องรีบพิสูจน์ตัวเองในเรื่องนี้ให้ได้เร็วที่สุดด้วย
หัวใจแกนกลางของระบอบประชาธิปไตยก็คือการยอมรับและปฏิบัติตามมติของเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งรัฐบาลชุดใหม่ที่ได้มาจากการเลือกตั้งครั้งนี้ก็มีจุดกำเนิดที่เป็นการเห็นพ้องต้องกันของคนส่วนใหญ่ให้เข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศเช่นเดียวกันด้วย จะแตกต่างในหลักการแห่งการได้มาก่อนหน้านี้อยู่เพียงอย่างเดียวก็คือรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยนั้น จะต้องเป็นรัฐบาลของประชาชนทุกๆ คน มิสามารถที่จะเป็นตัวแทนหรือนอมินีของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือแม้กระทั่งเสียงส่วนใหญ่ที่เป็นผู้สนับสนุนได้ ซึ่งถ้าหากรัฐบาลใหม่สามารถทำตามหลักการที่กล่าวมาข้างต้นได้ รับรองเลยว่าอนาคตของประเทศไทยไปได้ไกลอย่างแน่นอน
