ความคิดของผู้ประสบความสำเร็จในธุรกิจยุคก่อนๆ ที่มักจะได้เห็นออกมาเผยแพร่กันตามโทรทัศน์ กับคำถามที่ว่าเพราะเหตุใดคุณถึงประสบความสำเร็จในธุรกิจที่ทำอยู่ เกือบจะเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของนักธุรกิจที่ถูกสัมภาษณ์มักจะตอบอยู่สองอย่างว่า “เพราะโชคเข้าข้าง” และ “โอกาสวิ่งเข้ามาหาพอดี” จนนักธุรกิจยุคใหม่หลายคนที่ต้องการประสบความสำเร็จต่างนอนฝันและรอโอกาสที่จะวิ่งเข้ามาชนกับตัวเองบ้าง เพื่อที่จะได้กลายเป็นนักธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จคนต่อไป ซึ่งเป็นวิธีการคิดที่ผิด
บนโลกแห่งความเป็นจริงมันจะเป็นไปได้อย่างไรที่คนเราจะประสบความสำเร็จโดยที่ไม่ได้ลงมือทำอะไรเลยเพียงแค่รอโอกาสให้วิ่งมาหาเท่านั้น ทางที่ดีที่สุดในการที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจก็คือ การริเริ่มสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับตัวเอง มาดู 7 ขั้นตอน ที่จะช่วยทำความฝันให้เป็นความจริง
ขั้นที่1 มองภาพรวมและให้ความสำคัญไปที่ผลิตภัณฑ์
ขั้นแรกที่ควรทำคือการมองไปที่ภาพรวมของผลิตภัณฑ์ว่ามีข้อดีและข้อเสียอย่างไรบ้าง เมื่อนำมาพิจารณากับผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งในท้องตลาดที่เป็นสินค้าชนิดเดียวกันและสามารถใช้ทดแทนกันได้ หรือที่เรียกกันว่า “สินค้าทดแทน” ซึ่งในความเป็นจริงบริษัทของผู้ประกอบการเองอาจจะเป็นบริษัทที่มีขนาดเล็กและเพิ่งจะนำผลิตภัณฑ์เข้ามาทำการแข่งขันในตลาดที่มีการแข่งขันกันแต่เดิมสูงอยู่แล้ว ความสามารถทางการแข่งขันจึงมีน้อยและไม่อาจสู้กับบริษัทที่มีขนาดใหญ่และอยู่ในท้องตลาดมายาวนานได้อย่างแน่นอน ดังนั้นทางที่ดีที่สุดสำหรับผลิตภัณฑ์และบริษัทก็คือ ต้องทำการค้นหาจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่เป็นความสามารถเฉพาะที่เหนือกว่าผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งออกมานำมาเสนอขายลูกค้าให้จงได้
ขั้นที่2 นำเสนอขายงานผลิตภัณฑ์อย่างเข้าใจง่าย
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่อธิบายได้ง่ายที่สุด คือ ผู้ประกอบการต้องมีความสามารถในการนำงานของบริษัทไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการไปขายให้กับลูกค้าด้วยคำพูดและวิธีการนำเสนอที่เข้าใจง่าย กระชับ อีกทั้งมีพลังในการสร้างแรงดึงดูดให้กับผู้บริโภคหรือลูกค้า ที่พอฟังการเสนอขายจบแล้วมีความต้องการสินค้าโดยทันที ที่สำคัญที่สุดต้องสามารถตอบโจทย์ของลูกค้าได้ว่าทำไมจึงต้องใช้สินค้าของทางบริษัท และสินค้าจะสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างไร เป็นต้น
นอกจากนี้เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมและเป็นการป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ระหว่างการนำเสนองาน ควรทำการทดสอบวิธีการนำเสนองานก่อน ทั้งในเรื่องของข้อความและวิธีการนำเสนอเพื่อเป็นการเช็คความพร้อมก่อนที่จะไปทำการเสนอขายจริงและจะได้แก้ไขข้อผิดพลาดได้ก่อนล่วงหน้าอีกด้วย
ขั้นที่3 เข้าถึงและรอบรู้อย่างแท้จริง
ต้องมีความรอบรู้ในด้านข้อมูลต่างๆที่มีความจำเป็นต่อการสร้างโอกาสทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลในเรื่องที่เกี่ยวกับธุรกิจของผู้ประกอบการเองในด้านต่างๆเช่น ข้อเด่น ขอด้อย ของผลิตภัณฑ์ ความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับการตลาด การจัดการในบริษัท รวมถึงวิธีการจัดเก็บข้อมูลอื่นๆที่มีความสำคัญที่สามารถนำมาใช้ช่วยสร้างโอกาสในธุรกิจด้วย นอกจากนี้ข้อมูลทางการแข่งขันทางการตลาดและข้อมูลของลูกค้าก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากด้วยเช่นกัน
ขั้นที่4 วางแผนธุรกิจที่เหมาะกับบริษัท
ก่อนที่จะสามารถทำการวางแผนธุรกิจที่เหมาะสมกับบริษัทได้นั้น สิ่งแรกที่ต้องเริ่มทำก่อนคือ ทำการสำรวจความต้องการทางตลาดหรือความต้องการของลูกค้าเสียก่อนว่า ลูกค้าต้องการอะไร ต้องการมากขนาดไหน จากนั้นจึงมาไล่ดูในส่วนที่เกี่ยวกับตัวธุรกิจและผลิตภัณฑ์ของว่าสามารถตอบสนองความต้องการในส่วนนั้นได้มากขนาดไหนและอย่างไร จากนั้นจึงเริ่มลงมือวางแผนและเขียนแผนธุรกิจที่เหมาะกับตัวธุรกิจมากที่สุด
เช่น ในกรณีที่บริษัทเพิ่งจะเปิดดำเนินการใหม่มีสินค้าชนิดใหม่ที่ต้องการนำมาวางขายในท้องตลาดก็ควรที่จะระบุกลุ่มเป้าหมายที่มีขนาดเล็กและเฉพาะกลุ่ม ที่มั่นใจว่าสินค้าของทางบริษัทสามารถตอบสนองความความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่มนี้ได้ดีที่สุด อีกทั้งเรื่องการใช้กลยุทธ์ทางด้านราคาที่ถูกกว่ามานำเสนอเพื่อทำการตัดราคาของผลิตภัณฑ์อื่น อันเป็นการสร้างโอกาสให้กับผลิตภัณฑ์สามารถทำการแข่งขันกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ได้ก็เป็นวิธีที่น่าสนใจมากวิธีหนึ่ง ดีกว่าที่จะเลือกตลาดที่ใหญ่และกว้างจนเกินไปที่อาจจะถูกบริษัทที่เป็นเจ้าของตลาดอยู่ก่อนหน้านี้กลืนผลิตภัณฑ์และสินค้าของตัวผู้ประกอบการเองจากใจผู้บริโภคอย่างง่ายดายในที่สุด
ขั้นที่5 ใช้เครื่องมือทางการตลาดที่ดีที่สุดสำหรับบริษัท
เมื่อตัดสินใจในการวางแผนธุรกิจที่เหมาะสมให้กับธุรกิจได้แล้ว ขั้นต่อมาคือการเลือกใช้เครื่องมือทางการตลาดที่เหมาะสมมากที่สุดกับแผนการทางธุรกิจที่ได้วางไว้ก่อนหน้านี้ โดยการประเมินและเลือกใช้เครื่องมือทางการตลาดควรจะมองให้ครบทุกด้านทั้ง 360 องศา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเข้าถึงผู้บริโภคของแผนการตลาด ค่าใช่จ่ายในการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ตามสื่อต่างๆ ที่มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างแตกต่างกัน ซึ่งการดำเนินการใช้เครื่องมือทางการตลาดที่แตกต่างกันจะทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาแตกต่างกันออกไปด้วย
ขั้นที่6 นำแผนไปลงมือปฏิบัติ
ขั้นตอนนี้จะเป็นการนำวิธีและกลยุทธ์ต่างๆที่ได้ทำการวางแผนไว้ล่วงหน้าก่อนหน้านี้ไปลงมือทำการปฏิบัติจริง โดยการปฏิบัติตามแผนอย่างจริงจังนั้นจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมมากที่สุด เพราะจะได้สามารถทำการวัดและประเมินผลได้อย่างแม่นยำว่ากลยุทธ์ที่ได้วางเอาไว้นั้นสามารถนำมาใช้งานจริงได้ดีสักแค่ไหน อีกทั้งการนำแผนไปลงมือปฏิบัติจริงควรจะมีการกำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติงานตามแผนไว้อย่างชัดเจนอีกด้วยว่าแผนดังกล่าวจะมีระยะเวลาในการปฏิบัติงานนานเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม
ขั้นที่7 ทดสอบแผน
ขั้นทดสอบแผนนี้ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ โดยต้องทำการตรวจสอบดูว่าแผนที่ได้วางเอาไว้จนนำไปสู่ขั้นตอนการปฏิบัติจริงก่อนหน้านี้ในขั้นตอนทั้ง 6 ขั้นนั้นมีข้อผิดพลาดอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะได้ทำการปรับปรุงและแก้ไขให้สมบูรณ์ขึ้นต่อไปในอนาคต
การสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่นั้น เป็นเรื่องที่สามารถจะทำให้เกิดขึ้นได้ด้วยตัวของผู้ประกอบการเองไม่จำเป็นต้องรอให้เทวดาที่ไหนมาหยิบยื่นโอกาสให้ทั้งสิ้น สำคัญที่ว่าต้องเริ่มทำการปฏิรูปความคิดในหัวเสียใหม่ ทำความเข้าใจในความหมายที่แท้จริงของคำว่า 'โอกาส' ในแง่มุมของนักธุรกิจว่าหมายถึง สิ่งที่ต้องทำการมุ่งไปหาและไขว่คว้ามาครอบครองด้วยตนเอง มิใช่ความหมายแบบเดิมๆ ที่หมายถึง การรอเวลาที่จะมาถึงโดยไม่ต้องทำอะไรเลย ถ้าผูประกอบการสามารถปฏิบัติตามได้ดังนี้ รับรองว่าสักวันหนึ่งจะต้องได้เห็นภาพของตัวของคุณเองปรากฏอยู่ในโทรทัศน์ในฐานะนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอนที่สุด
