กลยุทธ์สร้าง Social Marketing ให้เกิดผล!

Photo belongs to mkhmarketing

ยุคก่อนหน้านี้วิธีการทำการตลาดให้กับแบรนด์ก็ทำได้ง่ายๆ แค่ซื้อโฆษณาทีวี เล่าเรื่องเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สัก 30-40 วินาที เพียงเท่านี้คนที่อยู่หน้าจอทีวีในตอนนั้นก็รู้จักแบรนด์ของเรากันมากมายแล้ว แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เทคโนโลยีเริ่มมีการพัฒนามากขึ้นการตลาดเดิมๆ ก็แทบไม่มีผลต่อลูกค้าอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเข้ามาของ Internet ก็ยิ่งทำให้พลังของการทำการตลาดนั้นสามารถแพร่ไปในวงกว้างมากขึ้นโดยใช้เวลาน้อยลง

จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่กลยุทธ์ Social Marketing จะเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการทำการตลาดของธุรกิจมากขึ้น ซึ่งหลายๆ ธุรกิจต่างก็ให้ความสำคัญกับ Social Marketing กันค่อนข้างมาก แต่น่าเสียดายที่หลายๆ องค์กรนั้นก็กลับสูญเงินเปล่าไปกับการทำ Social Marketing ไปผิดวิธีโดยที่ไม่เกิดผลประโยชน์ใดๆ กับองค์กร เพื่อให้เกิดการสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์อีก ทาง Incquity จึงอยากจะแนะนำแนวทางการสร้างกลยุทธ์ Social Marketing เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพกับองค์กรให้ได้มากที่สุดด้วยวิธีดังนี้

การตลาดสอดคล้องภาพลักษณ์

ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งที่ทำให้ Social Marketing นั้นไม่มีผลกับลูกค้าอย่างแรกเลยเป็นเพราะมีนักการตลาดน้อยคนนักที่จะรู้จริงๆ ว่า Content ที่พวกเขาส่งออกไปบนโลก Social กำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่ Content บางอย่างอาจเกิดขึ้นตามกระแส Content บางอย่างอาจถูกถ่ายทอดโดยไม่ไตร่ตรอง จนทำให้เนื้อหา Content จริงๆ ที่เราต้องการสื่อออกไปนั้นไม่ได้เป็นเครื่องตอกย้ำให้ผู้คนทั่วไปจดจำแบรนด์ได้เลย

ซึ่งทางที่ถูกนั้นการสร้าง Content บนโลก Social ควรที่จะพิจารณาให้ดีก่อนว่าภาพลักษณ์ของแบรนด์เรามีลักษณะเป็นอย่างไรก่อนที่จะสื่อความ Content ให้มีความสอดคล้องกับแบรนด์มากขึ้น ตัวอย่างเช่นแบรนด์อย่าง Apple ก็จะมีภาพลักษณ์ในเรื่องของความเรียบง่าย ซึ่งถ้าสังเกตดูโฆษณา Apple แต่ละตัวก็จะยึดแนวทางเดิมในการใช้ความเรียบง่ายเล่าเรื่องเสมอ หรืออย่างแบรนด์ Red Bull ที่เป็นเครื่องดื่มชูกำลัง ก็มักจะสร้างภาพลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับ Life Style แบบ Extreme และ Content ส่วนมากมักก็มักจะไปผูกอยู่กับพวกกิจกรรม Extreme อย่างการแข่งรถหรือกีฬาจำพวกนี้อยู่เสมอๆ ซึ่งวิธีนี้ก็จะทำให้ผู้คนจดจำภาพลักษณ์และจุดเด่นของแบรนด์ได้มากขึ้น

หาโครงสร้างที่มีประสิทธิภาพ

รายการทีวี รายการวิทยุ ต่างก็มีการจัดผังโปรแกรมต่างๆ ตามเวลา เพื่อให้รายการมีความหลากหลาย และสามารถเลือก Content ที่ตรงกับกลุ่มผู้ดูหรือผู้ฟังได้ตรงตามความเหมาะสม ซึ่งสำหรับ Social Marketing ก็เช่นกัน การที่เราจะลง Content แต่ละครั้งนั้นควรมีแผนเวลาที่ค่อนข้างชัดเจน โดยอาจเริ่มวิเคราะห์จากกลุ่มลูกค้าตัวเองก่อนก็ได้ว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร เช่น ถ้าลูกค้าเราอยู่ในกลุ่มวัยทำงาน ก็อาจคิดได้ว่าช่วงเวลาที่โพสต์ Content ที่ดีที่สุดอาจเป็นช่วงก่อนพักกลางวัน หรือก่อนเลิกงานก็ได้ เป็นต้น การมีโครงสร้างของ Content เช่นนี้จะช่วยให้การทำ Social Marketing เป็นระบบระเบียบแบบแผนมากขึ้นว่าในแต่ละช่วงเวลานั้นเราจะลง Content ที่มีลักษณะอย่างไร และควรเลือกใช้ Content หลากหลายแบบเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซากด้วย หลังจากทดลองดูผลตอบรับของลูกค้าแล้วก็ควรปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมขึ้นเรื่อยๆ จนเห็นผลที่ดีที่สุดแล้วจึงเลือกใช้โครงสร้างนั้นในการทำ Social Marketing ในอนาคตต่อไป

ไม่ใช่แค่ลูกค้าแต่ควรสร้าง Community

ลูกค้าที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน และมีความชอบในแบรนด์เดียวกัน เมื่อมีโอกาสมาแลกเปลี่ยนทัศนคติกันหรือมีโอกาสรวมตัวกันเพื่อได้พูดถึงหรือแสดงความเห็นในแบรนด์ที่ตัวเองรักมักจะก่อให้เกิดเป็น Community ของกลุ่มลูกค้าที่มีความแข็งแกร่ง เหนียวแน่น และมีความจงรักภักดีมากกว่าแบรนด์ที่แม้ว่าจะมีลูกค้ามากมายกระจายกันออกไปโดยที่ไม่มีจุดร่วมใดที่เชื่อมโยงพวกเขาเอาไว้เลย อีกทั้งเมื่อเกิด Community แล้วประโยชน์ทีเราจะได้รับคือเราจะได้แนวทางความเห็นของสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ไปในทางเดียวกันและชัดเจนมากขึ้น รวมไปถึงการที่กลุ่ม Community เหล่านี้พร้อมที่จะออกมาปกป้องแบรนด์เมื่อถูกโจมตีอีกด้วย

ดังนั้นนอกจากตัวแบรนด์เองที่จะต้องสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าแล้ว แบรนด์ควรจะต้องเป็นสื่อกลางที่จะสานสัมพันธ์ให้กับกลุ่มลูกค้าด้วย โดยอาจจะผ่านทางการรวมตัวเพื่อจัดกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม หรือวิธีง่ายๆ อย่างการจัดทำ Fan Page หรือ Group บนโลก Social Network ขึ้นมา เพื่อเป็นช่องทางที่ลูกค้าจะได้ร่วมแสดงความเห็นต่างๆ หรือพูดคุยกันจนเกิดเป็น Community ได้ด้วย

จำกัด Social Media ให้ถูกจุด

ทุกวันนี้มีเครื่องมือ Social Media หรือช่องทางต่างๆ ในการนำเสนอ Content ให้เราได้เลือกใช้มากมาย จนบางครั้งก็ดูเหมือนจะมากเกินไปหากเราเลือกใช้ไปทุกๆ ตัวมี เพราะนอกจากจะทำให้ดูแลได้ไม่ทั่วถึงแล้ว ยังเป็นการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์อีกด้วยถ้าหากว่ามีหลายเครื่องมือที่กลุ่มลูกค้าเราไม่ได้ใช้ ทางออกอย่างหนึ่งก็คือเราควรพิจารณาก่อนว่ากลุ่มลูกค้าเรานั้นนิยมใช้เครื่องมือ Social Media ตัวไหนกันบ้าง และสินค้าของเรานั้นเหมาะกับชิ้นไหน ก่อนที่จะเลือกใช้ Social Media สัก 3-4 ชนิด อย่างเช่น สำหรับร้านขายของ Handmade ที่เน้นรูปผลิตภัณฑ์ที่เป็นสินค้าที่ต้องการขาย ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ดูแล้วพบว่ากลุ่มลูกค้าส่วนมากมักเล่น Facebook และ Instragram ก็ควรที่จะพาตัวเองให้เข้าไปอยู่ใน Social media นั้นๆ  ส่วนปัจจัยต่อมาเมื่อดูแล้วว่าแบรนด์ของเราเป็นสินค้าสวยๆ งามๆ ขายไอเดียก็อาจเพิ่มไปลง Social Media อย่าง Pinterest ที่เป็นแหล่งรวบรวมผู้ที่สนใจสินค้าแนวนี้เพิ่มเข้าไปอีกก็ได้

• • •

การทำ Social Marketing นั้นอาจดูเป็นเรื่องง่ายสำหรับหลายๆ คน แต่หากต้องการทำ Social Marketing ให้เกิดผลสูงสุดและคุ้มค่ากับกับที่ลงทุนไปแล้วนั้น เรื่องง่ายๆ ก็อาจก็กลายเป็นเรื่องยากได้เช่นกัน ดังนั้นก่อนที่จะลงทุนไปกับ Social Media แล้ว ลองศึกษาทั้ง 4 หัวข้อข้างต้นให้ละเอียดดูก่อนว่าเราลงมือทำตามแล้วหรือยัง เพราะทั้ง 4 หัวข้อนี้ต่างก็เป็นแนวทางที่น่าสนใจและเหมาะที่จะใช้ในการเริ่มต้นทำ Social Marketing ไม่น้อยเลยทีเดียวทั้งการปรับการตลาดให้เข้ากับภาพลักษณ์ ใช้โครงสร้างเข้าช่วย การสร้าง Community หรือแม้แต่การเลือกใช้เครื่องมือก็ถือเป็นสิ่งสำคัญแทบทั้งนั้น

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์