สิทธิบัตร 101

Photo belongs to opensource.com

เมื่อเราได้ประดิษฐ์สิ่งของขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง สิ่งแรกที่ควรทำคือการป้องกันไอเดียของเรานั้นไม่ให้ถูกผู้อื่นลอกเลียนแบบ หลายคนเคยได้ยินเรื่องของ “สิทธิบัตร” ว่าเป็นเครื่องมือที่มีคุณค่าเเละพลังมากๆ ในการทำธุรกิจ (แต่ไม่ได้เป็นทั้งหมดของความสำเร็จ) เพราะฉะนั้นก่อนที่เจ้าของธุรกิจจะตัดสินใจทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อจดสิทธิบัตรทุกสิ่งอย่างที่คิดค้นขึ้นมาได้ ลองมาดูขั้นตอนเล็กๆ น้อยๆ ที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจ เเละทำให้การตัดสินใจ “จดหรือไม่จด” นั้นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องไม่ผิดพลาด เพราะตัวเลขสถิติที่เคยบอกว่า มีเพียง 2-3% ของสิทธิบัตรทั้งหมดที่ถูกจดในประเทศสหรัฐฯ เท่านั้น ที่สามารถเป็นการคิดค้นที่ทำรายได้ได้จริงในตลาดการซื้อขาย

ก่อนที่เจ้าของธุรกิจจะเริ่มเดินหน้าเข้าสู่การจดสิทิบัตร ขั้นตอนแรกเลยคือการตอบคำถามให้ได้ว่า ไอเดียของเรานั้นสามารถเป็นโอกาสทางธุรกิจได้จริง นั่นหมายความว่า ในฐานะผู้ประดิษฐ์ จะต้องมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในผลิตภัณฑ์ของเรา กลุ่มเป้าหมายของเรา และคู่เเข่งของเรา ต้องก้าวข้ามไปให้ไกลกว่าคอมเมนท์จากคนรอบตัวอย่างครอบครัวหรือเพื่อน แต่ต้องวิเคราะห์สิ่งเหล่านี้จากงานวิจัยทางการตลาด และการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างเป็นลำดับ 

ก่อนที่จะจดสิทธิบัตร ลองพิจารณาขั้นตอนเหล่านี้เพื่อตัดสินใจ

การวิจัยสิทธิบัตร - เป็นขั้นตอนที่ทำให้มั่นใจได้ว่า ไอเดียของเรานั้นไม่ละเมิดหรือฝ่าฝืนหรือซ้ำรอบกับสิทธิบัตรของคนอื่นๆ การที่จะรู้ได้นั้น เราต้องทำในขั้นตอนที่เรียกว่า “การวิจัยสิทธิบัตรขั้นต้น” โดยนักประดิษฐ์หรือเจ้าของไอเดียสามารถว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เข้ามาช่วยเหลือในการทำขั้นตอนนี้ได้

สร้างตัวต้นแบบ (prototype) - สิ่งที่เจ้าของไอเดียควรทำคือการสร้างตัวต้นแบบพื้นฐาน เพื่อกำหนดกการใช้งานของสิ่งประดิษฐ์ของเราเอง และเพื่อให้แน่ใจได้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายของสิ่งประดิษฐ์ของเรานั้นหน้าตาจะเป็นแบบไหน หรือในกรณีที่ระหว่างทางเกิดมีคนทำออกมาคล้ายคลึงกับงานของเรา โดยเปลี่ยนวัสดุหรือสีสัน การทำตัวต้นแบบจะช่วยให้เราสามารถยื่นฟ้องและป้องกันไอเดียของเราได้

วิจัยการตลาด - เป็นขันตอนที่ต้องมีเพื่อนิยามกลุ่มเป้าหมายและสามารถกำหนดขนาดของกลุ่มเป้าหมายได้ เพราะถ้าหากวิจัยการตลาดออกมาเเล้วพบว่า กลุ่มเป้าหมายที่จะซื้อไอเดียของเรานั้นยังน้อยเกินไป เราก็อาจจะต้องใช้เวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มากขึ้นอีก เพื่อให้ไอเดียของเรานั้นสามารถขายได้จริงในเชิงการค้า

กำหนดราคากับโรงงาน -  เพื่อกำหนดว่าค่าใช้งานที่โรงงานผลิตนั้นจบตัวเลขที่เท่าไหร่ ในกรณีที่ราคานั้นมากกว่าราคาตลาดจะคืนทุนมาได้ นวัตกรรมที่คิดค้นขึ้นมานั้นอาจทำให้ขาดทุนมากกว่ากำไรได้

นิยามคำว่าสิทธิบัตร

เจอขั้นตอนเข้าไปมากมายขนาดนี้ เราลองมาดูกันว่า นิยามของคำว่าสิทธิบัตรที่แท้จริงนั้นคืออะไร? 

สิทธิบัตรคือ คือสิทธิ์ที่หน่วยงานรัฐเป็นคนมอบให้กับผู้ประดิษฐ์คิดค้น มอบให้เพื่อได้รับเป็นสิทธิพิเศษ ในช่วงเวลาหนึ่งๆ ในรูปแบบหนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์คิดค้นหรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่มีลักษณะตามที่กำหนดในกฎหมาย กฎกระทรวง และระเบียบว่าด้วยสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่ง ที่เกี่ยวกับการประดิษฐ์คิดค้นหรือการออกแบบ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นนั้นนำไปทำใหม่ สิทธิบัตรรไม่ต่างจากต้นทุนที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์หรือต้นทุนทางธุรกิจอื่นๆ นั่นหมายถึงคุ้มครองในนวัตกรรมที่สามารถจำหน่ายได้ ซื้อขา่ยได้ เเละมีลิขสิทธิ์ได้

ประโยชน์ของการจดสิทธิบัตร

ในกรณีที่คุณมีแผนว่าจะผลิตสินค้าเเละขายสินค้านั้นด้วยตัวเอง สิทธิบัตรสามารถเข้ามาช่วยในแง่การเป็นเครื่องมือพิสูจน์ให้เห็นถึงความตั้งใจในการลงทุนด้านการออกแบบ การผลิต และการทำการตลาด นั่นเพราะคุณจะถือไพ่เหนือกว่าคู่เเข่งเจ้าอื่นๆ ที่ไม่มีสิทธิบัตรเป็นของตัวเอง และความสบายใจที่ได้รู้ว่าสิ่งประดิษฐ์ที่คิดค้นนั้นถูกปกป้องอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และผู้ที่ล่วงละเมิดสิทธิบัตรของเราจะได้รับการลงโทษอย่างเป็นไปตามกฎหมายนั่นเอง

ในกรณีที่คุณมีแผนว่าจะผลิตสินค้าเพื่อให้บริษัทอื่นนำไปขาย การจดสิทธิบัตรจะกลายเป็นต้นทุนที่มีมูลค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเจรจาต่อรอง สิทธิบัตรจะเป็นอำนาจที่คุณสามารถนำมาเป็นเงื่อนไขในการเจรจาราคาได้ และสิทธิบัตรเองก็ยังทำให้บริษัทนั้นๆ รู้สึกสบายใจและมีความเชื่อมั่นว่าพวกเขาเองจะไม่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์ หรือถูกฟ้องร้องว่าผู้ผลิตอย่างคุณนั้นไม่ได้ขโมไอเดียใครมานำเสนอ ถ้าหากคุณอนุญาต การใช้ไอเดียของคุณในการผลิตสินค้าภายในบริษัทก็จะเป็นไปอย่างถูกต้องทุกประการ 

ข้อควรระวังของการจดสิทธิบัตร

ในประโยชน์ก็มีโทษที่พึงระวัง ผู้ประดิษฐ์ต้องตระหนักไว้เสมอว่า การคุ้มครองจากสิทธิบัตรนั้นมีขอบเขตจำกัด เพราะในความเป็นจริงนั้นไม่ได้มี “ตำรวจตรวจสิทธิบัตร” ที่จะคอบมาทำหน้าที่ตรวจตราว่าไอเดียของเรานั้นไม่ได้ถูกขโมยไป หากเกิดเหตุการณ์การลอกเลียนไอเดียขึ้นจริง อย่าลืมว่าในฐานะผู้ประดิษฐ์นั้นจะต้องเสียทั้งเงินเเละเวลาเพื่อขั้นตอนต่างๆ ในทางกฎหมาย นอกจากนี้ เรื่องของการเรียกร้องสิทธิบัตรนั้นยังเป็นเรื่องที่เฉพาะเจาะจงมาก หมายความว่า มีเพียงเส้นบางๆ ทืจะตัดสินได้ว่าสินค้า A และ B นั้นลอกเลียนแบบกันหรือไม่ หลายครั้งไปที่เราเห็นสินค้าใหม่เปิดตัวโดยบริษัทใหญ่ เเล้วอีกเพียง 2-3 สัปดาห์ก็ถูกบริษัทคู่เเข่งนำเสนอสินค้าที่มีความ “คล้ายคลึง” กัน โดยที่ไม่สามารถฟ้องร้องกันได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดเมื่อตัดสินใจจะจดสิทธิบัตร แม้หลายครั้งเสียงจากทนายหรือที่ปรึกษาทางด้านธุรกิจส่วนใหญ่จะแนะนำให้จดสิทธิบัตรไว้เป็นอันดีที่สุด แต่อย่าลืมว่าการตัดสินใจในเชิงธุรกิจก็ไม่ควรผูกไว้กับใครเพียงคนเดียว เเละคนที่รู้จักสิ่งประดิษฐ์ชิ้นๆ หนึ่งได้ดีที่สุดก็ไม่ใช่ใครนอกจากผู้ที่คิดค้นขึ้นมา ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะเข้าใจให้ถ่องแท้ว่าสิทธิบัตรเป็นเครื่องมือที่มีคุณค่า แต่ก็ไม้ใช้สิ่งที่การันตีได้ว่าคุณจะไม่ต้องเผชิญกับการเเข่งขันที่สูงมากในตลาดการจัดจำหน่ายจริง ดังนั้น หากไตร่ตรองได้ครบถ้วนเเล้ว จะตัดสินใจจดหรือไม่จดนั้นขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ในการบริหารไอเดียของคุณเอง

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าดูรายละเอียดขั้นตอนการจดทะเบียนสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรจากเว็บไซต์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้จากลิ้งก์นี้ http://www.ipthailand.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id...

 

ข้อแนะนำขั้นตอนการจดทะเบียนสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร (แบบละเอียด) จากเว็บไซต์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ที่ >> 

https://www.ipthailand.go.th/index.php?option=com_content&view=article&i...)

 

 

และถ้าหากอยากรู้เรื่องเอกสารต่างๆ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากบทความ “ขั้นตอนการจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ใหม่” ได้ที่ >> 

http://incquity.com/articles/grow-your-biz/intellectual-property-process

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์