กฎหมายแรงงานที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องรู้

รู้ไว้ก่อน จะได้จัดการกับพนักงานได้ถูกวิธี

 ในการดำเนินธุรกิจสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างสูง และจะขาดเสียไม่ได้ก็คือ พนักงานหรือแรงงาน นั่นเอง ซึ่งการคัดเลือกรับพนักงานเข้ามาร่วมงานกับบริษัทนับเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องคัดเลือกให้ตรงกับหลักเกณฑ์ความสามารถที่บริษัทพึงต้องการจะได้จากพนักงานคนดังกล่าว เมื่อสามารถคัดเลือกได้ตามความต้องการแล้ว บริษัทก็ยังมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลพนักงานคนดังกล่าวให้ได้รับสิทธิที่พึงจะได้ตามข้อบังคับทางกฎหมายที่ระบุไว้ให้ปฏิบัติตาม ซึ่งกฎหมายที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงก็คือกฎหมายแรงงานนั่นเอง

กฎหมายแรงงาน คือ กฎหมายที่บัญญัติถึงสิทธิและหน้าที่ของนายจ้าง ลูกจ้าง องค์การของนายจ้าง และองค์กรของลูกจ้าง รวมทั้งมาตรการที่กำหนด ให้นายจ้าง ลูกจ้างและองค์กรดังกล่าวปฏิบัติต่อกันและรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การจ้างงาน และการใช้งาน การประกอบกิจการและความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเป็นไปโดยเหมาะสม

สำหรับผู้ที่เพิ่มเริ่มประกอบธุรกิจใหม่เราได้รวบรวมข้อกฎหมายแรงงานที่จำเป็นต้องทราบเอาไว้เพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้องมานำเสนอดังต่อไปนี้

1. ความสมบูรณ์ของการทำสัญญาจ้างแรงงาน

ซึ่งตามกฎหมายได้ทำการระบุไว้ว่า นายจ้างและลูกจ้างมีสิทธิที่จะแสดงเจตนาทำสัญญาจ้างแรงงานกันโดยสามารถทำได้ทั้งที่เป็นหนังสือหรือปากเปล่าก็ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และกฎหมายคุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งถ้าเกิดมีการกระทำที่ส่อไปในทางที่จะขัดต่อกฎหมายดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ อาทิเช่น การทำสัญญาจ้างงานเป็นเวลา 6 เดือน โดยให้ทำตามที่นายจ้างสั่งเท่านั้น แต่ถ้าเกิดนายจ้างสั่งให้ไปขนของหนีภาษีมาจากท่าอากาศยาน สัญญาการจ้างงานก็จะถือเป็นโมฆะทันที เพราะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง  

2. การคุ้มครองกำหนดเวลาในการทำงาน

ผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจจะต้องเป็นผู้กำหนดเวลาทำงานปกติของลูกจ้างไม่ให้เกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีหลักเกณฑ์การแบ่งได้ดังต่อไปนี้

  • งานอุตสาหกรรมไม่เกินสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง       
  • งานขนส่งไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง   
  • งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายตามที่กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดไว้ ต้องไม่เกินสัปดาห์ละ 42 ชั่วโมง
  • งานพาณิชยกรรม หรืองานอื่นๆ ที่นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถูกกำหนดไว้ไม่เกิน 54 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ 

3. สิทธิของลูกจ้างในการพักผ่อนระหว่างทำงาน

ในวันทำงานปกติคุณซึ่งถือเป็นนายจ้างต้องกำหนดให้ลูกจ้างมีเวลาพักอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ภายหลังจากที่เริ่มทำงานไปแล้วไม่เกิน 5 ชั่วโมง แต่คุณกับลูกจ้างสามารถที่จะตกลงกันได้ว่า จะอนุญาตให้มีเวลาพักน้อยกว่า 1 ชั่วโมงก็ได้ แต่แต่ละครั้งต้องไม่น้อยไปกว่า 20 นาที และเมื่อนำมานับรวมกันแล้วต้องไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง ภายใน 1 วัน

4. สิทธิของลูกจ้างในการมีวันหยุด

โดยสามารถแบ่งชนิดของวันหยุดออกไปได้เป็น 3 ประเภท คือ

  • วันหยุดประจำสัปดาห์ ลูกจ้างมีสิทธิหยุดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน โดยที่วันหยุดประจำสัปดาห์ต้องมีระยะห่างกันไม่เกิน 6 วัน ซึ่งคุณสามารถที่จะทำการตกลงกับลูกจ้างได้ว่าจะให้หยุดกี่วัน และหยุดวันไหนบ้างตามแล้วแต่จะตกลงกับลูกจ้าง หรือสามารถเลื่อนวันหยุดประจำสัปดาห์ออกไปก่อนและให้มีการคิดสะสมก็สามารถที่จะทำได้เช่นกัน 
  • วันหยุดตามประเพณี ในหนึ่งปีคุณผู้เป็นนายจ้างต้องทำการประกาศวันหยุดออกมาให้ลูกจ้างทราบ โดยจะต้องไม่น้อยกว่า 13 วัน ต่อหนึ่งปี ซึ่งถ้าวันหยุดตามประเพณีในวันใดเกิดไปตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ก็ให้ทำการเลื่อนวันหยุดตามประเพณีวันนั้นไปหยุดในวันทำงานถัดไป หรือที่เรียกกันว่าวันหยุดชดเชยนั่นเอง 
  • วันหยุดพักผ่อนประจำปี ถ้าลูกจ้างที่บริษัทของคุณทำงานมาติดต่อกันครบ 1 ปี ลูกจ้างของคุณมีสิทธิที่จะหยุดพักผ่อนประจำปีได้อย่างน้อย 6 วันทำงาน หรือคุณสามารถที่จะไปตกลงให้ลูกจ้างของคุณเลื่อนวันหยุดประจำปีออกไปสะสมในปีหน้าก็ทำได้

5. สิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุด

ถ้าคุณมีความประสงค์ที่จะให้ลูกจ้างของคุณมาทำงานในวันหยุด คุณต้องทำการจ่ายค่าจ้างไม่น้อยกว่า 2 เท่าของค่าจ้างปกติในวันทำงานสำหรับผู้ที่ไม่ใช่ลูกจ้างประจำ ส่วนลูกจ้างประจำที่กินเงินเดือนจะได้ค่าทำงานในวันหยุดในอัตราเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัวของค่าจ้างในวันทำงานปกติ

6. สิทธิในการลาของลูกจ้าง

ลูกจ้างของคุณมีสิทธิลาป่วยได้ไม่เกิน 30 วัน และยังคงได้ค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างปกติ อีกทั้งมีสิทธิลาเพื่อเข้ารัยราชการทหารโดยได้รับค่าจ้างตลอดแต่ต้องไม่เกิน 60 วัน ลูกจ้างที่เป็นสตรีและกำลังมีครรภ์สามารถลาคลอดได้ทั้งก่อนและหลังจากคลอดแต่ต้องไม่เกิน 90 วัน และได้รับค่าจ้างตามปกติ นอกจากนี้ในกรณีที่ลูกจ้างของคุณมีสถานภาพเป็นผู้นำสหภาพแรงงานต่างๆ ก็สามารถทำการลาเพื่อไปดำเนินกิจกรรมต่างๆของทางสหภาพได้ด้วย

7. สิทธิในการได้รับการคุ้มครองแรงงาน

โดยในส่วนนี้จะเป็นสิทธิพื้นฐานที่กำหนดโดยหน่วยงานของรัฐเพื่อที่จะช่วยเหลือลูกจ้าง โดยได้ทำการออกมติต่างๆ เช่น มติของคณะรัฐมนตรีที่มีมติเห็นชอบประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 3) เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2552 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้น อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในแต่ละจังหวัด แต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างกันออกไป ซึ่งคุณสามารถไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าแรงขั้นต่ำของแต่ละจังหวัดได้ที่เว็บไซต์หลักของกระทรวงแรงงาน ที่นี่ 

แต่มีข้อสำคัญที่คุณควรจำไว้อยู่หนึ่งอย่างว่า คุณไม่สามารถที่จะจ่ายเงินค่าจ้างที่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำได้โดยเด็ดขาด จะมีข้อยกเว้นเดียวคือ ลูกจ้างคนดังกล่าวยังอยู่ในช่วงของการทดลองงาน ซึ่งคุณจะต้องทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรแจ้งให้ลูกจ้างคนดังกล่าวทราบตั้งแต่ต้น โดยมีระยะทดลองปฏิบัติงานไม่เกิน 60 วัน   ค่าล่วงเวลา ถ้าบริษัทของคุณให้ลูกจ้างทำงานเกินเวลามากกว่าปกติที่กำหนด คุณต้องทำการจ่ายค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 1 เท่าครึ่ง ของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในเวลางานปกติสำหรับในส่วนของเวลาที่ได้ทำเพิ่มขึ้นมา หรือถ้าคุณให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันหยุดคุณจะต้องจ่ายค่าจ้างถึง 3 เท่า ของค่าจ้างปกติในวันทำงานสำหรับจำนวนชั่วโมงที่ทำล่วงเวลามาจากปกติ

อนึ่งก็มีลูกจ้างบางลักษณะที่ไม่สามารถเบิกค่าล่วงเวลาได้ คือ ลูกจ้างที่คุณใช้ให้ไปทำงานนอกสถานที่ไม่มีสิทธิเบิกค่าล่วงเวลาได้ เว้นเสียแต่จะทำการตกลงกับคุณไว้ก่อนหน้านี้ หรือลูกจ้างที่มีตำแหน่งงานเป็นผู้อำนวยการ ผู้จัดการ หัวหน้างาน ก็ไม่มีสิทธิเบิกค่าล่วงเวลาเช่นกัน ค่าทำงานในวันหยุด ถ้าเกิดคุณให้ลูกจ้างมาทำงานในวันหยุดคุณก็ต้องทำการจ่ายค่าจ้างเพิ่ม ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กรณี คือ

  • กรณีที่ 1 ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้าง คุณต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มไม่น้อยกว่า 1 เท่า ของค่าจ้างในวันทำงานตามปกติโดยคิดตามจำนวนชั่วโมงที่ทำงานในวันหยุด              
  • กรณีที่ 2 ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้าง คุณต้องจ่ายค่าจ้างการทำงานในวันหยุดไม่น้อยกว่า 2 เท่าของค่าจ้างในวันทำงานตามปกติโดยคิดตามจำนวนชั่วโมงที่ทำงานในวันหยุด ห้ามนำหนี้อื่นมาหักค่าจ้าง ซึ่งพอถึงเวลาในการจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้าง ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด คุณไม่สามารถที่จะนำหนี้อื่นมาหักค่าจ้างมิได้ ตัวอย่างเช่น ลูกจ้างกู้เงินกู้ในส่วนของพนักงานไป หรือทำการกู้ยืมเงินจากคุณผู้เป็นเจ้าของโดยตรง คุณไม่สามารถจะหักเงินค่าจ้างของลูกจ้างเพื่อมาชำระหนี้สินที่ลูกจ้างมีต่อตัวคุณได้

8. สิทธิได้รับเงินทดแทน

เมื่อลูกจ้างของคุณประสบอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายในขณะทำงานลูกจ้างมีสิทธิและสามารถได้เงินทดแทนจากบริษัทของคุณโดยจำแนกตามประเภทดังต่อไปนี้

  1. ค่ารักษาพยาบาล ลูกจ้างของคุณมีสิทธิได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลจากทางบริษัทคุณในจำนวนวงเงินไม่เกิน 30,000 บาท 
  2. ค่าทดแทน เมื่อลูกจ้างประสบอุบัติเหตุหรือล้มป่วยจนถึงแก่ความตาย กฎหมายระบุให้คุณต้องจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนดังต่อไปนี้
  • ร้อยละ 60 ของเงินเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานติดต่อกันได้เกิน 3 วัน ไม่ว่าลูกจ้างนั้นจะเสียอวัยวะตามข้อ 8.2.2 ด้วยหรือไม่ก็ตาม โดยเริ่มจ่ายตั้งแต่วันแรกที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ ไปจนตลอดเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้ แต่ระยะเวลาต้องไม่เกิน 1 ปี 
  • ร้อยละ 60 ของเงินเดือน ในกรณีที่ลูกจ้างมีการสูญเสียอวัยวะบางส่วน โดยจ่ายตามประเภทอวัยวะที่สูญเสีย และตามระยะเวลาที่กระทรวงมหาดไทยจะกำหนดด้วย แต่ระยะเวลาต้องไม่เกิน 10 ปี 
  • ร้อยละ 60 ของเงินเดือน ในกรณีที่ลูกจ้างเกิดทุพพลภาพ หรือพิการ โดยจ่ายตามประเภทของการพิการของร่างกาย ตามระยะเวลาที่กระทรวงมหาดไทยได้กำหนด แต่ต้องไม่เกิน 10 ปี 
  • ร้อยละ 60 ของเงินเดือน ในกรณีที่ลูกจ้างถึงแก่ความตาย มีกำหนดระยะเวลาในการจ่าย 5 ปี ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ คุณต้องจ่ายเงินให้กับลูกจ้างตามความเป็นจริงในการฟื้นฟูสมรรถภาพให้กับร่างกาย แต่จำนวนวงเงินต้องไม่เกิน 20,000 บาท ค่าทำศพ บริษัทของคุณต้องดำเนินการในการจ่ายค่าทำศพในจำนวนวงเงิน 3 เท่าของเงินเดือนลูกจ้างที่เสียชีวิต โดยต้องไม่น้อยกว่า 5,000 บาท และไม่เกิน 10,000 บาท หรือสามารถติดต่อเพื่อดูรายละเอียดและหลักฐานข้อมูลเพิ่มเติม ที่นี่ อย่างไรก็ตามลูกจ้างจะหมดสิทธิได้รับเงินทดแทนในกรณีที่ดื่มเครื่องดื่มที่เป็นของมึนเมาจนขาดสติ และการจงใจทำให้ตนเองและผู้อื่นประสบอันตราย เช่น ต้องการได้รับเงินทดแทนจึงเอามือแหย่เข้าไปในเครื่องจักร 

คุณและบริษัทของคุณมีสิทธิที่จะเลิกจ้างลูกจ้างได้ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ สัญญาในการจ้างงานหมดหรือสิ้นสุดลง ในกรณีที่ทำการจ้างลูกจ้างโดยใช้การทำสัญญาและมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนระบุไว้ในสัญญาการจ้างงาน เมื่อครบตามกำหนดระยะเวลาในสัญญานายจ้างมีสิทธิสามารถเลิกจ้างได้ เว้นเสียแต่จะมีข้อตกลงระหว่างนายจ้างและลูกจ้างที่อาจจะทำการต่อสัญญาหรือจ้างเป็นพนักงานประจำ 

ในกรณีที่ลูกจ้างกระทำความผิดนี้ คุณในฐานะที่เป็นนายจ้างสามารถทำการเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องทำการจ่ายเงินชดเชยใดๆทั้งสิ้น เช่น ทำการทุจริตในหน้าที่ หรือกระทำความผิดทางอาญา ทำให้คุณผู้เป็นเจ้าของบริษัทและตัวบริษัทเองได้รับความเสียหาย ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับกฎระเบียบในการทำงานของทางบริษัท ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วัน กระทำการโดยประมาททำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้วว่าให้จำคุก 

การบอกเลิกจ้างในกรณีที่เป็นพนักงานประจำ ไม่ได้มีการใช้สัญญาการจ้างงานกันแต่อย่างใด การเลิกจ้างจึงจำเป็นต้องมีการบอกกล่าวล่วงหน้า โดยสามารถบอกกล่าวด้วยวาจาอย่างน้อย 1-2 เดือนก่อนที่จะทำการเลิกจ้างเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญา และทำการจ่ายค่าจ้างจนครบวงที่กำหนด นายจ้างและลูกจ้างตกลงทำการเลิกสัญญา ในกรณีนี้เป็นลักษณะที่นายจ้างและลูกจ้างต่างนั่งลงและจับมือพูดคุยกันโดยดี และยอมรับการเลิกสัญญาจ้างด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งลักษณะดังที่กล่าวมาในข้อนี้ทำให้สามารถเลิกจ้างได้ในทันที การเลิกจ้างในกรณีที่เป็นความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง 

ลักษณะการเลิกจ้างในกรณีนี้มักเกิดจากคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเกิดการกระทำผิดขึ้น โดยไม่ว่าจะเป็นในกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้ คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งสามารถบอกเลิกสัญญาได้ในทันที ตัวอย่างเช่น         

  • การทำงานของลูกจ้างตกเป็นพ้นวิสัยโดยลูกจ้าง         
  • ลูกจ้างไร้ฝีมือ
  • นายจ้างโอนสิทธิหรือลูกจ้างโอนหน้าที่ให้บุคคลภายนอกโดยคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอม
  • ลูกจ้างกระทำความผิดโดยเข้าลักษณะอันร้ายแรง เช่น  จงใจขัดคำสั่งของนายจ้างหรือทำการละเลยไม่ทำตามคำสั่งที่ได้รับมา, ทิ้งหน้าที่และงานที่รับผิดชอบ,  กระทำผิดความผิดร้ายแรง, ทำงานอื่นโดยไม่สนใจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาจากนายจ้าง 
  • สิ่งหนึ่งที่กฏหมายแรงงานได้แฝงไว้ก็คือ การปฎิบัติต่อกันอย่างเป็นธรรม และการเอาใจเขามาใส่ใจเรานั่นเอง 

เห็นได้ว่าในส่วนของกฎหมายแรงงานนั้นมีสาระใจความสำคัญอยู่เป็นจำนวนมากที่ไม่อาจจะละเลยได้ เพราะมีความละเอียดที่ค่อนข้างสูง มีเนื้อหากฎเกณฑ์รวมถึงข้อบังคับทางกฎหมายที่ค่อนข้างครอบคลุมในทุกด้านที่เกี่ยวข้องกับนายจ้างและลูกจ้าง สมควรที่เจ้าของธุรกิจมือใหม่จะต้องทำการศึกษาอย่างถี่ถ้วนให้รอบคอบ เพราะสิ่งหนึ่งที่กฎหมายแรงงานได้แฝงและซ่อนเร้นเอาไว้นอกจากตัวกฎระเบียบข้อบังคับทางกฎหมายแล้ว ก็คือนัยยะและปรัชญาในการใช้ชีวิตที่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เป็นการขีดเส้นใต้และเริ่มสร้างบรรทัดฐานในสิ่งที่ผู้มีอำนาจและอยู่เหนือกว่าพึงกระทำต่อผู้น้อยที่อยู่ใต้การบังคับบัญชาอย่างทัดเทียมและมีเหตุผล ที่สำคัญยังเป็นการสร้างสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงมี นั่นคือสิทธิของความเป็นคน ที่ควรจะได้รับการปกป้องคุ้มครองในเรื่องค่าจ้าง ดูแลเมื่อเจ็บป่วย มีเวลาพักผ่อนตามความเหมาะสม ให้ความเข้าใจและทำการยอมรับในความแตกต่าง ซึ่งพอมาคิดดูให้ดีๆแล้วกฎหมายแรงงานก็เปรียบเสมือนสุภาษิตที่ว่ารู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรานั่นเอง

     

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์