ทุกครั้งที่เกิดปัญหา นั่นคือโอกาสแห่งการเปลี่ยนแปลง

"Everyone sees drama from his own perspective." Jean-Marie Le Pen • photo belongs to arjin j
 มุมมองที่มีต่อปัญหานั้นเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าปัญหาจะเล็กน้อยหรือยิ่งใหญ่สักแค่ไหน มีวิธีแก้ไขมากกว่าหนึ่งวิธีเสมอ แค่เราเปิดใจและมองปัญหาในมุมมองอื่นๆ (และหลายครั้งหมายถึงมุมมองของคนอื่นๆ) ประกอบด้วย

เรื่องนี้เล่าโดย วาเนสซา เมริท นอร์นเบิร์ก แห่ง เมทัลมาเฟีย บริษัทผู้จัดจำหน่ายเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับที่มีมากกว่า 5,000 สาขาใน 23 ประเทศ

เมื่อเดือนที่แล้ว มีคนที่แผนกจัดการสินค้าของเราคนหนึ่งมาขอเข้าพบและบอกกับฉันว่าลูกชายของเธอนั้นมีปัญหาเกี่ยวกับการเรียน ทำให้เธออยากขอกลับบ้านก่อนเวลาเพื่อที่จะช่วยลูกชายของเธอทำการบ้าน ด้วยเหตุผลนี้เธอจึงขอเปลี่ยนเวลาทำงานจาก 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น ไปเป็น 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นแทน แต่หลังจากที่ผ่านไปได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ก็ดูเหมือนทุกๆ อย่างในแผนกจะแย่ลง เพราะตั้งแต่ขาดเธอไปทั้งทีมต้องดิ้นรนกันอย่างสุดๆ ในทุกๆ เย็นเพื่อที่จะเคลียร์รายการสั่งสินค้าทั้งหมด ผลที่ตามมาอีกอย่างก็คือคนในทีมที่เหลือและมีลูกเหมือนกันก็เริ่มจะไม่พอใจกันแล้ว ว่าทำไมเธอถึงได้สิทธิ์เหล่านี้เพียงคนเดียวโดยที่พวกเขาไม่ได้บ้าง ด้วยปัญหาที่ตามมาเหล่านี้ ทำให้ฉันเกือบที่จะตัดสินใจเปลี่ยนเวลาทำงานของเธอกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว แต่ด้วยความเข้าใจและเห็นใจว่าเธอก็แค่พยายามจะเป็นทั้งแม่และพนักงานที่ดีในเวลาเดียวกัน ก็ทำให้ฉันต้องเปลี่ยนความคิดนี้ไปเลย และตัดสินใจที่จะลองมองปัญหานี้ในมุมอื่นๆ ดูบ้าง

เมื่อฉันได้ลองมองในมุมกลับกันดูใหม่ว่า บางทีปัญหาจริงๆ นั้นอาจจะไม่ได้อยู่ที่ตารางเวลางานใหม่ แต่อยู่ที่การนำมันมาใช้ต่างหาก เพราะว่าชั่วโมงสุดท้ายของการทำงานนั้นถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดสำหรับการจัดการรายการสั่งสินค้าและถือเป็นช่วงที่เร่งรีบมากๆ ที่ต้องมานั่งเคลียร์รายการสินค้าที่ค้างอยู่ทั้งหมดของแต่ละวันอีกด้วย พอคิดได้เช่นนี้ก็เลยคิดต่อไปอีกว่า แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าจะเปลี่ยนตารางเวลางานทั้งทีมให้เป็นเวลาเดียวกันโดยเริ่มต้นที่ 7 โมงครึ่งไปจนถึง 4 โมงครึ่ง หมายความว่าทุกรายการสินค้าทั้งหมดจะต้องถูกจัดการภายในบ่ายสองโมงแทน นี่จึงถือเป็นความท้าทายใหม่ที่ทั้งทีมจะต้องปรับตัวและหาทางที่จะทำงานให้ได้เร็วขึ้นเพื่อให้เสร็จทันตามกำหนด และอีกอย่างความคิดนี้อาจจะต้องถูกโยนทิ้งไปเลยถ้าหากใครสักคนมาไม่ทัน 7 โมงครึ่ง เพราะคนอื่นก็คงเลือกที่จะทำตามบ้างอย่างแน่นอน

วันหนึ่งฉันได้ลองนำความคิดนี้ของฉันไปเสนอกับคนในทีมและอธิบายถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นว่าการเปลี่ยนเวลาให้มาทำงานเช้าขึ้นกว่าเดิมและเลิกงานเร็วขึ้นกว่าเดิม เพื่อที่จะให้ลูกทีมที่มีลูกๆ ได้กลับบ้านทันเวลาที่จะไปสอนการบ้านให้กับลูกๆ ของพวกเขาและลูกทีมที่ไม่มีลูกก็ถือว่าได้พักผ่อนเร็วขึ้น ฉันให้เวลาพวกเขาได้ไปคิดทบทวนสิ่งเหล่านี้ในช่วงวันหยุดยาว แล้วค่อยมาให้กับคำตอบกับฉันเป็นรายบุคคลว่าแต่ละคนนั้นอยากลองเปลี่ยนตารางเวลาตามนี้ดูไหม

วันแรกทุกๆ คนมาถึงที่ทำงานกันตอนประมาณ 7 โมง 20 นาที ในสภาพล้าเล็กน้อยและพูดคุยกันน้อยกว่าเดิม แต่พอวันพุธก็เริ่มมีความเปลี่ยนแปลง แต่ละคนเริ่มปรับเปลี่ยนเวลาการนอนของตัวเองให้เร็วขึ้นได้ พวกเขาดูสดชื่นพร้อมที่จะทำงานมากกว่าวันก่อนและพวกเขายังสามารถจัดการกับจำนวนสินค้าได้มากกว่าเดิมอีกด้วย ในวันศุกร์ฉันลองถามอีกครั้งว่าพวกเขาพอใจกับตารางงานใหม่มากกว่าไหม ซึ่งผลที่ออกมาคือพวกเขายิ้มพร้อมๆ กับตอบกลับมาว่า “มันโอเคเลยล่ะ”

ตารางเวลาใหม่นี้นอกจากจะทำให้พนักงานพอใจกันแล้ว ยังส่งผลต่อบริษัทในทางที่ดีขึ้นอีกด้วย โดยก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ระบบใหม่นี้ การจัดการรายการสินค้ามีข้อผิดพลาด 10% ก็ได้ลดลงเหลือเพียงแค่ 5% เมื่อได้เปลี่ยนตารางเวลาไปแล้ว แถมลูกค้าก็ได้รับผลประโยชน์เหล่านี้ไปเช่นกัน โดยลูกค้าจะได้รับสินค้าล่วงหน้าก่อนถึงเวลาที่กำหนด เพราะทางทีมจะต้องรวบรวมและจัดส่งสินค้าทั้งหมดออกไปในช่วงเวลา 4 โมงเย็น จะได้ไม่ต้องไปเร่งรีบทำตอนกระชั้นชิดเหมือนทุกที นอกจากนี้บริษัทยังได้ผลประโยชน์อื่นๆ อีก เช่น ทำให้ทีมได้มีโอกาสพูดคุยกันและมีความตั้งใจที่จะมีส่วนร่วมที่จะช่วยบริษัทในการแก้ปัญหากันเองมากขึ้น

• • •

สิ่งเหล่านี้คงจะเกิดขึ้นมาไม่ได้เลย ถ้าหากฉันคิดเอาเองว่าวิธีที่ฉันคิดตอนแรกเป็นวิธีทีเดียวที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ แต่สิ่งที่ทำให้ฉันเลือกที่จะเปลี่ยนใจไม่ใช่วิธีแรกนั้นเป็นเพราะว่าการตัดสินใจของฉันนั้นอาจจะทำให้บริษัทอาจจะต้องเสียบุคลากรที่ดีที่สุดคนหนึ่งของเราไปเลย และมันอาจทำให้ฉันไม่ค้นพบทางที่ดีกว่ากับทุกๆ ฝ่ายแบบนี้ได้อีกด้วย

 

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์