วิธีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

Photo By pedrosimoes7 with Creative Common 2.0

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นอีกหนึ่งสวัสดิการที่สำคัญและดูจะมีความหมายมากในมุมมองของพนักงาน เพราะกองทุนนี้จะเป็นแหล่งรายได้สำคัญหลังจากที่เกษียณอายุ ดังนั้นพนักงานจึงค่อนข้างฝากความหวังไว้กับกองทุนนี้และอยากจะให้บริษัทของตนจัดตั้งกองทุนนี้ขึ้นด้วย ซึ่งวิธีการและขั้นตอนในการจัดตั้งก็ไม่ได้ยุ่งยากและเสียค่าใช้จ่ายมากนัก โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. จัดตั้งคณะกรรมการ

ขั้นตอนแรกที่ผู้ประกอบการและพนักงานจะต้องทำก็คือการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมกัน โดยมีบุคคลจากทั้งสอง ฝ่ายเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการในสัดส่วนที่เท่าๆกัน โดยจำนวนคณะกรรมการอาจจะมีหลายคนก็ได้แต่ต้องไม่มากหรือน้อยจนเกินไปเพราะจะทำให้เกิดความยุ่งยากในการบริหารงาน โดยคณะกรรมการที่คัดเลือกขึ้นมาทำหน้าที่นั้นต้องมีคุณสมบัติที่ครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรู้ วิสัยทัศน์ในการบริหาร ความน่าเชื่อถือ ฯลฯ เป็นต้น

บริษัทที่เข้ามาทำหน้าที่บริหารกองทุนจะต้องไม่เกี่ยวข้องกับทั้งทางผู้ประกอบการและลูกจ้างเพื่อความโปร่งใส

2. คัดเลือกและว่าจ้างบริษัทจัดการ

หลังจากที่ผู้ประกอบการและลูกจ้างได้จัดตั้งคณะกรรมการแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการคัดเลือกและว่าจ้างบริษัทจัดการ ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมา โดยกรรมการจะต้องพิจารณาว่าจ้างบริษัทจัดการกองทุนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าวเป็นการเฉพาะและต้องได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ด้วย ซึ่งบริษัทที่จะมาทำหน้าที่บริหารกองทุนส่วนนี้จะต้องไม่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการและลูกจ้างไม่ว่าทางหนึ่งทางใดเพื่อความโปร่งใสในการบริหารเงิน ซึ่งการบริหารและจัดการเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นมีกฎเกณฑ์ทางกฎหมายและบัญชีที่เข้มงวดมาก ดังนั้นการพิจารณาว่าจ้างจึงต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวังรอบคอบพร้อมทั้งครอบคลุมในเนื้อหาทุกด้าน และควรเปิดโอกาสให้บริษัทจัดการกองทุนต่างๆได้เข้ามานำเสนอผลงานและรูปแบบที่จะเข้ามาจัดการกองทุนให้กับผู้ประกอบการและลูกจ้างจากหลายๆบริษัท เพื่อเป็นการเพิ่มตัวเลือกให้มากขึ้นซึ่งมันจะเป็นผลดีต่อการคัดเลือกในท้ายที่สุด

3. ทำสัญญาว่าจ้าง

หลังจากได้คัดเลือกบริษัทจัดการที่ดีที่สุดแล้วก็มาถึงขั้นตอนในส่วนของการทำสัญญาว่าจ้างระหว่างกัน โดยขอแนะนำให้คณะกรรมการเลือกที่จะทำสัญญาที่ต้องไม่มีระยะเวลาที่สั้นจนเกินไปนัก เพราะการบริหารกองทุนเป็นลักษณะของการลงทุนระยะยาวและต่อเนื่อง ดังนั้นหากมีระยะเวลาของสัญญาที่สั้นเกินไปจะทำให้การบริหารเงินของกองทุนขาดความต่อเนื่องอันเกิดจากการต้องเปลี่ยนบริษัทจัดการบ่อยๆนั่นเอง นอกจากนี้ก่อนที่จะลงนามในสัญญาทุกครั้งคณะกรรมการต้องตรวจสอบรายละเอียดภายในก่อนให้เรียบร้อยถ้ามีส่วนไหนที่ไม่เข้าใจหรือคลาดเคลื่อนไปจากที่ตกลงกันไว้ตอนมานำเสนองานต้องรีบทักท้วงโดยทันที

4. จดทะเบียนจัดตั้งกองทุน

หลังจากดำเนินการผ่านทุกขั้นตอนจนสำเร็จลุล่วงแล้ว ก็มาถึงในส่วนของขั้นตอนการจดทะเบียนจัดตั้งกองทุน ซึ่งบริษัทจัดการในบางที่จะเข้ามาดำเนินการแทนให้ทั้งหมด หรือไม่ก็เข้ามาดำเนินการให้ในบางส่วนเท่านั้น แต่โดยรวมแล้วบทบาทของบริษัทจัดการจะเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ขั้นตอนนี้เป็นต้นไป โดยกองทุนที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นนั้นจะเป็นแบบนิติบุคคลทั้งหมด ซึ่งขั้นตอนของการจัดตั้งกองทุนนั้นส่วนใหญ่จะเน้นไปที่งานทางด้านการติดต่อระหว่างคณะกรรมการกองทุนกับทางฝ่ายของ ก.ล.ต. รวมไปถึงการส่งเอกสารและรายละเอียดต่างๆเสียส่วนใหญ่

5. บริหารกองทุนและรายงานผลการดำเนินการ

ผู้ประกอบการจะต้องเอาเงินเข้ากองทุนภายใน 3 วันนับตั้งแต่วันจ่ายเงินเดือนมิเช่นนั้นจะถูกปรับ

ส่วนนี้เป็นขั้นตอนสุดท้ายและกินระยะเวลาที่ยาวนานตราบเท่าที่บริษัทยังมีกองทุนนี้อยู่ ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องแต่งตั้งพนักงานขึ้นมาทำหน้าที่ในระบบส่งเงินและเกี่ยวกับเรื่องของทะเบียนขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อดูแลในส่วนดังกล่าวซึ่งอาจเป็นพนักงานที่มาจากฝ่ายบัญชี ฝ่ายบุคคล หรือฝ่ายอื่นๆที่มีความเกี่ยวข้องผสมรวมกันก็ได้ เพื่อทำหน้าที่เก็บรายละเอียดการส่งเงินสะสมของพนักงานที่เป็นสมาชิกแต่ละรายรวมไปถึงเงินสะสมทั้งหมดของกองทุนด้วย ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องเอาเงินเข้ากองทุนภายใน 3 วันนับตั้งแต่จ่ายเงินเดือนมิเช่นนั้นจะโดนค่าปรับ นอกจากนี้ควรตรวจสอบการส่งเงินเข้ามาภายในกองทุนเป็นประจำด้วยเพื่อเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้และยากที่จะแก้ไขในภายหลัง ส่วนในเรื่องของการลงทุนนั้นจะเป็นหน้าที่ของบริษัทจัดการที่จะนำเงินที่ผู้ประกอบการและลูกจ้างส่งเข้ากองทุนเพื่อนำเอาไปลงทุนในเรื่องต่างๆตามนโยบายที่ร่างไว้ในสัญญา ซึ่งคณะกรรมการจะเป็นผู้ตรวจสอบดูว่าบริษัทจัดการนั้นนำเงินไปลงทุนตามนโยบายที่กำหนดให้หรือไม่และผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร ซึ่งฝ่ายของบริษัทจัดการกองทุนก็จะมีหน้าที่รายงานอย่างสม่ำเสมอว่านำเงินไปลงทุนในส่วนใดบ้าง ผลกำไรเป็นอย่างไร ในทุกๆเดือนและสรุปเมื่อครบรอบปี และผู้ประกอบการก็จะนำไปแจ้งให้สมาชิกได้ทราบปีละ 2 ครั้งในท้ายที่สุด

ระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะประสบความสำเร็จได้ตามเป้าหมายก็ต่อเมื่อทั้งผู้ประกอบการและลูกจ้างมีความเข้าใจตรงกัน ซึ่งนั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือจากทุกฝ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฟากของผู้ประกอบการซึ่งถือเป็นหัวเรือใหญ่ของกองทุนนี้นั่นเอง

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์