วัดผลพนักงานจากแบบประเมิน

แบบทดสอบที่ดีจะทำให้คุณรู้จักพนักงานมากขึ้น

 การจัดการทดสอบและประเมินผลสำเร็จ ของการทำงานเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการในแวดวงธุรกิจทุกคนให้ความสำคัญมาก เพราะการประเมินผลนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถทราบถึงผลการดำเนินงานใน เรื่องต่างๆที่ตัวผู้ประกอบการเองต้องการทราบ เพื่อจะนำไปใช้พัฒนาปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่ ผิดพลาดหรือใช้ต่อยอดเพิ่มเติมในส่วนที่ประสบความสำเร็จแล้ว  ซึ่งการประเมินผลสามารถใช้ตรวจสอบในเรื่องต่างๆได้มากมาย 

ในบทความนี้จะเป็นเรื่องของการ ประเมินผลงานของพนักงานบริษัทคุณโดยใช้รูปแบบใบประเมินผล เนื่องจากมีความใกล้ตัวกับคุณมากที่สุดและสามารถใช้ชี้วัดประสิทธิภาพในการ ทำงานของตัวพนักงานรวมไปถึงประสิทธิผลความสำเร็จของบริษัทที่จะได้รับจากการ จ้างพนักงานที่ถูกประเมินในอนาคต อีกทั้งการเลือกใช้รูปแบบที่เป็นเอกสารในการทำการ ประเมินพนักงานก็สามารถสร้างเองได้ง่าย สะดวก และยังให้ผลที่แม่นยำน่าเชื่อถือในระดับหนึ่ง โดยสิ่งที่ควรทราบเพื่อทำความเข้าใจและรวมไปถึงรูปแบบการประเมินผลพนักงานในลักษณะต่างๆมีดังต่อไปนี้

1. ประเภทคำถาม

การตั้งคำถามถือเป็นหัวใจสำคัญในแบบประเมินพนักงานที่สร้าง ขึ้น เพราะจะสามารถช่วยทำให้คุณได้ทราบถึงข้อเท็จจริงในด้านต่างๆ ที่คุณจำเป็นที่จะต้องนำมาใช้ประกอบข้อมูลและตรวจสอบเพื่อใช้ในการพิจารณาประเมินผลพนักงาน ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้รูปแบบของคำถามอยู่ด้วยกัน 2 ประเภทดังต่อไปนี้

  • คำถามแบบปลายปิด หรือแบบมีโครงสร้าง (structured or closed form)

คำถามปลายปิดจะเฉพาะเจาะจง ในขณะที่คำถามปลายเปิดจะสามารถแสดงความเห็นได้มากกว่า 

คำถามในแบบประเมินประเภทนี้ในแต่ละข้อจะประกอบด้วยคำถามหรือข้อความที่ถามเฉพาะเจาะจงลงไปโดยไม่ต้องให้ผู้ใช้ต้องเขียนอธิบายเพิ่มเติมลง ไป ซึ่งจะมีคำตอบกำหนดไว้ให้เลือกตอบอยู่แล้ว โดยคำตอบที่เราเป็นผู้กำหนดให้นั้นแต่ละคำตอบจะต้องเป็นอิสระจากกัน ซึ่งข้อดีของแบบประเมินประเภทนี้คือสามารถทำการประเมินและให้คะแนนวัดผลได้โดยง่าย อีกทั้งยังมีความตรงไปตรงมาผู้ที่ทำแบบประเมินไม่ต้องเสียเวลาในการคิดคำตอบ หรือต้องมาคอยอธิบายเหตุผลมากนัก  

ผลที่ได้จากคำตอบจะอยู่ในลักษณะที่พร้อมนำไปใช้วิเคราะห์เพื่อประกอบในการพิจารณาผลการประเมินได้ทันทีว่าพนักงานผู้นั้นจะผ่านหรือไม่ผ่าน แต่มีข้อระวังก็คือ คำตอบที่คุณสร้างขึ้นนั้นต้องครอบคลุมมากพอ มิเช่นนั้นจะเกิดปัญหากับผู้ที่ใช้แบบประเมินได้ เนื่องจากบางครั้งผู้ที่ทำแบบประเมินอาจจะไม่เห็นด้วยกับคำตอบใดคำตอบหนึ่งที่คุณได้ทำการกำหนดเอาไว้ให้ แต่จำเป็นต้องตอบมาข้อหนึ่งในจำนวนนั้น จึงเลือกตอบมาอย่างมั่วๆ ทำให้แบบประเมินนั้นขาดความเที่ยงตรง ซึ่งจะส่งผลต่อการประเมินได้ในที่สุด 

  • คำถามแบบปลายเปิดหรือแบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured or open form)

คำถามในแบบประเมินประเภทนี้ จะมีลักษณะที่มีแต่คำถามไม่มีการกำหนดคำตอบให้แต่อย่างใด ผู้ที่ทำแบบประเมินสามารถเขียนคำตอบได้อย่างอิสระตามใจชอบ ซึ่งคำถามประเภทนี้จะให้ข้อเท็จจริงที่อยู่ในรูปแบบทัศนคติและความคิดเห็น ที่สมบูรณ์แบบได้มากกว่าในแบบแรก แต่ก็มีข้อพึงระวังอยู่เช่นกันคือ เรื่องการนำคำตอบมาใช้ในการวิเคราะห์จะมีความยุ่งยากมากอันเนื่องมาจากการมีอิสระของผู้ที่ทำแบบประเมินเองที่จะเลือกตอบตามใจชอบ ซึ่งก็มีอยู่บ่อยครั้งเหมือนกันที่ผู้ที่ทำแบบประเมินให้ข้อมูลที่คุณไม่ต้องการรู้หรือไม่สนใจตอบลงมาในใบประเมินและจะทำให้คุณเสียเวลาโดยใช่เหตุ

2. การกำหนดคำตอบ

การกำหนดคำตอบในแบบประเมินเป็นสิ่งที่สำคัญมากพอๆกับการตั้งคำถาม เพราะการที่คุณระบุรูปแบบของคำตอบที่คุณต้องการได้ลงไปในแบบประเมินนั้นจะช่วยให้คุณสามารถทราบข้อมูลที่คุณวิเคราะห์ในขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งการกำหนดคำตอบนี้หรือที่เรียกอีกอย่างว่า ระดับการวัดข้อมูล หมายถึง การกำหนดค่าของคำตอบเป็นระบบตัวเลข หรือกำหนดค่าที่ไม่ใช่ตัวเลข ซึ่งเราสามารถแบ่งระดับการวัดข้อมูลเป็น 4 ระดับ ตามความเหมาะสมสำหรับนำมาปรับใช้กับแบบประเมินพนักงาน โดยมีดังต่อไปนี้

  • มาตรนามบัญญัติ (nominal scale)

เป็นการกำหนดคำตอบที่เป็นเป็นการวัดข้อมูลในระดับที่ต่ำที่สุด โดยเป็นการกำหนดชื่อเรียกหรือค่าของข้อมูล เช่น ระดับตำแหน่ง หน้าที่ที่รับผิดชอบ เป็นต้น อาจมีการกำหนดเป็นตัวเลขเพื่อใช้จำแนกสิ่งต่างๆก็ได้ ซึ่งตัวเลขที่กำหนดขึ้นตามมาตรบัญญัตินี้นั้นต้องไม่มีความหมายที่อยู่ในรูปเชิงปริมาณ เช่น เลขที่บ้าน หมายเลขโทรศัพท์ หรืออาจมีการกำหนดตัวเลขให้กับสิ่งต่างๆก็ได้เหมือนกัน เช่น กำหนดให้เลข 1 แทนตำแหน่งผู้จัดการ เลข 2 แทนตำแหน่งพนักงานทั่วไป ซึ่งตัวเลขพวกนี้ไม่ได้บอกความหมายในเชิงปริมาณ แต่เป็นตัวเลขที่บอกให้ทราบเพียงว่าอะไรอยู่ในพวกใดเท่านั้น 

  • มาตรเรียงลำดับ (ordinal scale)

เป็นการเรียงลำดับข้อมูลตามลักษณะหนึ่งๆ ซึ่งมีความสัมพันธ์กันในลักษณะดีกว่า ยากกว่า เห็นด้วยมากกว่า เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าการวัดในระดับนี้นั้นนอกจากจะจำแนกสิ่งต่างๆออกเป็นพวกๆ แล้วยังสามารถบอกได้ว่าสิ่งไหนมีความดี ความชอบ หรือความนิยมที่มากกว่ากัน

ในการวัดระดับนี้มักจะมีการกำหนดอันดับเป็นตัวเลขให้แก่สิ่งต่างๆ โดยที่ตัวเลขดังกล่าวไม่สามารถบอกความแตกต่างของแต่ละระดับความชอบว่าแตกต่างกันเป็นปริมาณมากน้อย เท่าไหร่ เช่น เรียงความที่ชนะการประกวดมี 3 อันดับ คือ ชนะเลิศอันดับที่ 1 อันดับที่ 2 และอันดับที่ 3 ซึ่งเราไม่สามารถระบุได้ว่าชนะเลิศ อันดับที่ 1 เขียนเรียงความได้ดีกว่าอันดับที่ 2 มากน้อยเพียงใด และช่องว่างความแตกต่างระหว่างเรียงความที่ได้ที่ 1 กับที่ 2 ไม่จำเป็นต้องเท่ากับความแตกต่างของเรียงความอันดับที่ 2 กับอันดับที่ 3 ก็ได้ ขอเพียงแค่กำหนดความมากกว่าหรือน้อยกว่าได้โดยที่ไม่ต้องอ้างอิงในเรื่องปริมาณก็เป็นใช้ได้แล้ว

  • มาตราอัตราส่วน (ratio scale)

เป็นการวัดระดับข้อมูลขั้นสูงสุด มีค่าการวัดที่เป็นตัวเลขและมีความหมายในเชิงปริมาณอย่างแท้จริง คือนอกจากจะมีคุณสมบัติการจำแนกและเรียงลำดับแล้ว ระดับการวัดข้อมูลประเภทนี้ยังมีจุดศูนย์ที่แท้จริง (absolute zero point) หรือจุดเริ่มต้นของการวัดที่เป็นศูนย์แท้นั่นเอง เช่น เกณฑ์การให้คะแนนตัวเองในการทำงานตั้ง 1-10 คะแนนเป็นต้น

  • การแสดงความคิดเห็น

การแสงความคิดเห็นของผู้ทำประเมินแท้ที่จริงแล้วไม่สามารถนำมาตีความออกมาเป็นตัวเลขเพื่อใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้ แต่จะมีประโยชน์ในด้านที่ได้รับทราบข้อคิดเห็นและทัศนคติที่มีรายละเอียดที่มากกว่าและลึกกว่าที่จากผู้ที่ทำการประเมินนั่นเอง

3. รูปแบบการใช้

รูปแบบการใช้แบบประเมิน พนักงานนี้จะเป็นวิธีการใช้และแนวทางการปฏิบัติที่จะนำเอาแบบประเมินมาใช้เก็บข้อมูลในการ ประเมินพนักงาน ซึ่งแต่ละรูปแบบจะได้ข้อมูลในการประเมินที่แตกต่างกันออกไปแม้ว่าจะเป็นการ ประเมินพนักงานคนเดียวกันทั้งหมด โดยรูปแบบการประเมินที่น่าสนใจมีทั้งหมด 6 รูปแบบดังต่อไปนี้

  • การประเมินโดยผู้บังคับบัญชา (Supervisor Evaluation)

เป็นการประเมินพนักงานโดย เจ้านาย ผู้บังคับบัญชา ผู้จัดการ จะเป็นโดยตรงหรือมาจากแผนกอื่นก็ได้ ขอให้เป็นผู้ที่มีอำนาจที่อยู่สูงกว่าพนักงานที่ถูกประเมินก็พอ ซึ่งในหลายบริษัทมักใช้การประเมินพนักงานใน 2 ระดับ โดยจะให้ผู้บังคับบัญชา 2 คนทำการประเมินลูกน้อง อาทิเช่น ต้องการประเมินพนักงานบัญชีใหม่ โดยกำหนดให้ผู้จัดการฝ่ายบัญชีเป็นผู้ประเมินคนที่ 1 และกรรมการผู้จัดการเป็นคนประเมินคนที่ 2 ซึ่งการประเมินด้วยวิธีนี้จะมีข้อดีตรงที่ผู้ทำการประเมินจะสามารถลงรายละเอียดได้ดีกว่าคนอื่นๆ เพราะเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงสามารถสังเกตเห็นพฤติกรรมของลูกน้องที่ถูก ประเมินอยู่ตลอดเวลานั่นเอง (ดาวน์โหลดใบประเมินแบบ Supervisor Evaluation

  • การประเมินโดยตัวพนักงานเอง (Self Evaluation) 

วิธีนี้จะให้พนักงานผู้ถูกประเมินทำการประเมินการทำงานของตนเองว่าเป็นอย่างไรบ้าง แล้วจึงให้พนักงานคนดังกล่าวนำไปเขียนลงในแบบประเมินที่ได้จัดเตรียมไว้ให้ โดยตัวพนักงานจะต้องเป็นคนที่ให้คะแนนความสามารถในการทำงานของตนเองว่าสมควรจะได้คะแนนในระดับใด ซึ่งวิธีนี้จะมีข้อดีก็ตรงที่ให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในการประเมิน แต่มีข้อควรระวังตรงที่วิธีนี้ไม่สามารถจะใช้ได้ผลสักเท่าไหร่นักเมื่อมี เรื่องของการขึ้นเงินเดือน การรับโบนัส และการเลื่อนตำแหน่งเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะจะทำให้พนักงานคนดังกล่าวเกิดความลำเอียงเข้าข้างตนเอง ซึ่งจะทำให้ผลการประเมินขาดความน่าเชื่อถือในที่สุด (ดาวน์โหลดใบประเมินแบบ Self Evaluation) 

  • การประเมินโดยผู้บังคับบัญชาและตัว พนักงานที่ถูกประเมินเอง (180 Degree Evaluation )

เป็นการประเมินที่มาจาก 2 ทาง คือตัวคุณผู้เป็นผู้บังคับบัญชาและพนักงานคนดังกล่าว ซึ่งการประเมินด้วยวิธีนี้จะต้องให้มีการกำหนดค่าน้ำหนักลงไปในการประเมินด้วยว่า ถ้าผู้บังคับบัญชาประเมินจะคิดเป็นเป็นกี่เปอร์เซ็นต์และพนักงานประเมินคิดเป็นกี่ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งข้อดีของรูปแบบนี้คือจะทำให้ตัวของหัวหน้างานกับพนักงานคนดังกล่าวได้มี โอกาสพูดคุยและปรับตัวเข้าหากัน แต่พึงระวังไว้อีกเช่นกันว่าวิธีนี้อาจทำให้เกิดปัญหาข้อขัดแย้งอันมีที่มา เกี่ยวกับเรื่องทัศนคติที่ไม่ตรงกันระหว่างเจ้านายและลูกตามมาก็เป็นได้ (ดาวน์โหลดใบประเมินแบบ 180 Degree Evaluation)

  • การประเมินโดยลูกค้า (Customer Evaluation)

การประเมินโดยลูกค้านี้จะช่วยทำให้คุณได้รับทราบข้อเท็จจริงมากที่สุดวิธีการหนึ่ง เวลาที่พนักงานหรือลูกน้องคนดังกล่าวของคุณไม่ได้อยู่ต่อหน้าคุณ หรือที่เรียกกันง่ายๆว่าการประเมินลับหลัง เพราะจะเป็นการประเมินโดยที่ตัวของคุณหรือผู้บังคับบัญชาและพนักงานต่างก็ไม่มีส่วนร่วมในการประเมินนี้เท่าๆกัน ทำให้ตัดปัญหาเรื่องความลำเอียงและทัศนคติที่ไม่ดีที่มีต่อกันออกไปได้ โดยเป็นการประเมินโดยคนกลางที่เป็นบุคคลที่สาม ซึ่งการประเมินในลักษณะนี้จะยิ่งมีประโยชน์สูงสุดถ้าใช้ในการประเมินงานที่เกี่ยวข้องกับการบริการ แต่อาจมีข้อเสียตรงที่บางครั้งลูกค้าผู้ที่ทำการประเมินให้พนักงานอาจจะไม่ค่อยใส่ใจในการทำประเมิน เพราะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องและหน้าที่ของตน จึงทำให้ผลของการประเมินอาจจะไม่ตรงกับความเป็นจริงในบางครั้งนั่นเอง (ดาวน์โหลดใบประเมินแบบ Customer Evaluation)

  • การประเมินโดยเพื่อนผู้ร่วมงาน (Colleagues Evaluation)

วิธีใช้เพื่อนของพนักงานที่ถูกประเมินมาเป็นผู้วิเคราะห์ให้คะแนนและประเมินผลนั้น ก็ถือว่าเป็นวิธีที่ดีอีกวิธีหนึ่ง โดยเพื่อนร่วมงานจะมาจากแผนกหรือฝ่ายเดียวกันหรือไม่ก็ได้ เพราะเพื่อนร่วมงานจะเป็นผู้ที่สังเกตพฤติกรรมการทำงานของพนักงานที่ถูกประเมินคนดังกล่าวได้ดีที่สุดผู้หนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งผู้ร่วมงานอาจจะมองเห็นในสิ่งที่ตัวคุณไม่เคยมองเห็นในตัวพนักงานคนดังกล่าวมาก่อนเพราะด้วยความที่เป็นเจ้านายกับลูกน้องมาขวางกั้นเอา ไว้ เช่น การมีน้ำใจให้ความช่วยเหลือผู้อื่น เป็นต้น ซึ่งวิธีนี้จะเหมาะมากที่สุดสำหรับงานที่ต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม  แต่ก็มีข้อพึงระวังไว้ว่าอาจจะมีการเอื้อประโยชน์ให้แก่กันเกิดขึ้น และก็ไม่ควรนำใบประเมินของพนักงานผู้นี้ไปให้พนักงานที่เป็นคู่อริกันไม่ชอบหน้ากันมาก่อนเป็นผู้ประเมินโดยเด็ดขาด เพราะผลที่ออกมานอกจากจะไม่ตรงแล้วยังอาจจะแย่กว่าที่คิดก็เป็นได้ (ดาวน์โหลดใบประเมินแบบ Colleagues Evaluation)

  • การประเมินโดยบุคคลทุกด้านที่เกี่ยวข้อง (360 Degree Evaluation)

การประเมินในรูปแบบสุดท้ายนี้ถือเป็นการประเมินขั้นสูงสุดในเรื่องของการเปิดรับข้อมูลจากทุกด้าน จะได้ผลที่ครอบคลุมจากทุกส่วน เป็นวิธีทางที่เป็นประชาธิปไตยมากเพราะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกด้าน ทำให้มีข้อมูลประกอบการประเมินที่มากขึ้น แต่วิธีการนี้ก็มีข้อด้อยในเรื่องของการวิเคราะห์ข้อมูลที่อาจจะมีมากจนเกิน ไปทำให้เสียเวลาค่อนข้างมาก อีกทั้งไม่อาจป้องกันการเอื้อประโยชน์ให้แก่กันได้อยู่ดี (ดาวน์โหลดใบประเมินแบบ 360 Degree Evaluation)

4. การวิเคราะห์ผลการประเมิน

การประเมินที่ทำอย่างมีประสิทธิภาพจะส่งผลดีให้กับทั้งพนักงานและบริษัท

การวิเคราะห์การประเมินนี้สามารถทำ ได้ในหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเลือกเอาแบบไหน ถ้าเป็นวิธีการที่เร็วหน่อยและมีผู้ประเมินไม่มาก ก็สามารถใช้วิธีการอ่านและวิเคราะห์ในด้านต่างๆที่ผู้ทำการประเมินใส่ข้อมูลด้วยในแบบประเมินด้วยตัวของคุณเองได้ โดยใช้การอ่านแบบรวมๆและจับจุดเด่นในใจความสำคัญความน่าจะเป็นสูงสุดที่บ่งบอกออกมาทางแบบประเมิน

ถ้ามีแบบประเมินเป็นจำนวนมากก็อาจจะใช้เครื่องคิดเลขหรือโปรแกรมสำเร็จรูปทางที่ชื่อว่า SPSS นำ มาใช้คิดช่วยประเมินผลจะทำให้ได้ข้อมูลที่ละเอียดและแม่นยำมากขึ้น โดยสามารถให้รายละเอียดในส่วนที่เป็นกราฟและวิเคราะห์ตัวแปรต่างๆได้อย่างละเอียด

การประเมินผลงานพนักงานเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากทั้งต่อตัวคุณเองและทางบริษัท จึงจะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ อย่าทำโดยไม่ใส่ใจขอแค่ผ่านไปทีแบบนี้ถือว่าใช้ไม่ได้ และควรทำการตรวจสอบภูมิหลังของผู้ที่จะมาทำการประเมินให้กับพนักงานที่ถูก ประเมินเสียก่อนว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ที่ถูกประเมินมากขนาดไหน และทุกๆครั้งที่ทำการประเมินควรควบคุมตรวจสอบดูด้วยความโปร่งใสที่สุด เพราะจะทำให้ผลการประเมินมีความเที่ยงตรงน่าเชื่อถือและจะทำให้ใบประเมินผล การทำงานของพนักงานคุณมีค่ามากกว่ากระดาษธรรมดาๆแผ่นหนึ่ง 

 

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์