7 สิ่งที่พนักงานมักเลือกเก็บไว้ในใจ

"Sometimes silence is not golden -- just yellow." ~Anonymous • photo belongs to stev.ie

ความเงียบเป็นอุปสรรคสำคัญระหว่างพนักงานกับเจ้านายเสมอ ไม่ว่าช่องว่างนั้นจะเกิดจากความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

เป็นธรรมดาที่เมื่อพนักงานพบปัญหาในการทำงาน หรือแม้แต่ความยุ่งยากใจ ความรู้สึกแรกของทุกๆ คนก็คงอยากจะเล่าให้คนอื่นหรือแม้แต่ผู้บังคับบัญชาเพื่อขอความช่วยเหลือ ติดอยู่แต่เพียงว่าปัญหาบางประเภทนั้นกลับมีคุณสมบัติที่ทำให้แม้อยากจะพูดแต่ก็คงบอกได้ไม่เต็มปากนัก ความวุ่นวายใจเหล่านี้เมื่อค่อยๆ สะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จากเรื่องที่ดูเหมือนเรื่องเล็กน้อยหลายๆ เรื่อง มันจะค่อยๆ เติบใหญ๋กลายเป็นความบาดหมางแบบที่หาสาเหตุไม่ได้ในที่สุด

หลายครั้งไม่ว่าจะอยากให้คุณรู้มากแค่ไหนก็ตาม พนักงานจะเก็บบางเรื่องไว้ในใจเพราะเกรงว่าอาจไม่เหมาะสมหากพูดออกไป หรืออาจกลัวจะกลายเป็นตัวเองโดนเพ่งเล็งไปด้วยซ้ำทั้งที่มีความตั้งใจดี หรือถ้าจะให้เราพูดตรงกว่านั้น เราคงต้องบอกว่าหลายปัญหาเหล่านั้น หลายครั้งเกิดจากตัวผู้บังคับบัญชาเองที่มีมุมมองหรือให้ความช่วยเหลือที่ดีไป แต่กลับไม่ตรงกับที่พนักงานต้องการ เราเชื่อว่า 7 ประโยคต่อไปนี้ คือคำบอกใบ้ปัญหาที่ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการบังคับบัญชา เราลองมาเปิดใจกว้างรับฟังปัญหาเหล่านี้ไปด้วยกัน

1.“ไม่ต้องเล่าเรื่องส่วนตัวของท่านก็ได้ครับ”

การฟังเรื่องส่วนตัวของคนที่เราไม่สนิทบางครั้งก็ทำให้รู้จักกันมากขึ้น แต่ก็ไม่ใช่เสมอไป ซ้ำร้ายจะยิ่งทำให้เกิดความกระอักกระอ่วนใจระหว่างผู้สนทนาทั้งสองฝ่ายมากขึ้นเพราะอาจจะไม่รู้ว่าจะถามอะไรต่อไปดี การทักทายลูกน้องด้วยเรื่องส่วนตัวของตัวเองนั้นยิ่งยากโดยเฉพาะกับพนักงานใหม่ที่กำลังกังวลว่าตัวเองจะทำงานได้ดีหรือไม่ บางทีสิ่งที่เขาอยากจะได้ยินจากเจ้านายมากกกว่าคงจะเป็นเรื่องงาน ด้วยความที่ยังใหม่ในบริษัทและไม่ค่อยรู้อะไร คุณอาจเริ่มใช้งานเป็นตัวประสานความสัมพันธ์ในระยะแรกก่อนเพราะนอกจากจะเพิ่มความมั่นใจให้กับพนักงานแล้ว เขายังได้ชื่นชมความชำนาญในหน้าที่การงานของคุณด้วย หลังจากนั้นเราค่อยเข้าสู่เรื่องส่วนตัวก็ยังไม่ช้าเกินไป

2.“งานกำลังเข้าเลยครับท่าน”

บางครั้งเจ้านายแวะทักทายพนักงานที่กำลังง่วนกับงานอยู่อาจไม่ใช่ความคิดที่ดี ยิ่งจะทำให้งานหยุดชะงักและทำงานต่อเนื่องได้ลำบากกว่าเดิม และในสายตาของลูกน้องหลายคนอาจมองว่าทำแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับการตรวจตราแถวประจำวันของทหารเลย! อย่างไรก็ดี หากเจ้านายอยากจะแสดงความมีอัธยาศัยด้วยการเข้าไปทักทายลูกน้องก็ควรอาศัยจังหวะที่เหมาะสม หากเห็นว่าลูกน้องดูเหมือนจะยุ่งอยู่ ก็อาจจะแค่เดินผ่านแล้วก็ข้ามไปก่อน ทำอย่างนั้นอาจทำให้เขาสบายใจยิ่งกว่าต้องรอต้อนรับคุณในเวลาฉุกละหุกอย่างนั้น และบางครั้งหากดูท่าทางว่าพนักงานกำลังต้องการช่วยเหลือ (อาจเป็นงานประเภทที่ต้องออกแรงนิดหน่อย) เจ้านายก็อาจจะยื่นมือเข้าไปช่วยสักนิด และอาจใช้ช่วงเวลาระหว่างนั้นในการชวนคุย บางทีการสนทนาอาจจะออกรสชาติมากกว่าเดินไปถามว่าวันนี้มีทำอะไรอยู่บ้างก็เป็นได้

3.“ท่านอยากรู้จริงๆ หรือถามพอเป็นพิธีครับ?”

เชื่อได้เลยว่า พนักงานส่วนใหญ่เมื่อถูกเจ้านายถามคำถามเรื่องชีวิตส่วนตัว เป็นต้นว่า “ลูกๆ ของคุณเป็นยังไงบ้าง” หรือ “จะแวะไปที่ไหนหลังเลิกงาน” พวกเขาไม่ได้ไม่เชื่อว่าเจ้านายจะสนใจเรื่องนั้นจริงๆ และอาจมองว่าเป็นการทักทายกันอย่างเสียไม่ได้เพื่อกลบความรู้สึกอึดอัด ขณะที่บังเอิญเดินสวนกัน หารู้ไม่ว่านั่นอาจยิ่งสร้างความรู้สึกอึดอัดมากเป็นเท่าตัว ทางที่ดีถ้าไม่รู้ว่าจะชวนคุยเรื่องอะไร ชวนคุยเรื่องงานถือเป็นหัวข้อที่ปลอดภัยที่สุด เนื่องจากในที่ทำงานก็เป็นเรื่องปกติที่พนักงานสนใจ “เรื่องงาน” เหนือ “เรื่องส่วนตัว” แต่ถ้าหากไม่รู้จะคุยอะไรจริงๆ ลองทักทายด้วยรอยยิ้มก็สามารถทำให้บรรยากาศผ่อนคลายมากขึ้นและดูไม่ละลาบละล้วงเกินไป

อีกวิธีที่จะแสดงให้พนักงานเห็นว่าเจ้านายเป็นห่วงเขาในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง ไม่ใช่ลูกน้อง คือการทำตามทฤษฎี 20% นั่นคือ เจ้านายควรเป็นฝ่ายพูดไม่เกิน 20% เป็นการแสดงให้พนักงานว่าเห็นว่าเจ้านายใส่ใจและพร้อมรับฟัง

ส่วนการทักทายกันด้วยเรื่องส่วนตัวก็ต้องใช้เวลานานพอสำหรับการทำความรู้จักกัน ซึ่งต้องผ่านกระบวนการอย่างค่อยเป็นค่อยไป แน่นอนว่าบทสนทนาของคนที่รู้จักกัน 2 ปียอมไม่เหมือนคนที่รู้จักกันมา 10 ปี และในทางเดียวกัน การพูดคุยเรื่องส่วนตัวระหว่างเจ้านายและลูกน้อง ก็ต้องรู้จักตัวตนของแต่ละฝ่ายอย่างดีและนานพอจึงจะสามารถเปิดบทสนทนาทำนองนี้ได้อย่างลื่นไหลโดยไม่ขัดเขิน และเป็นการถามด้วยความรู้สึกที่รับรู้ได้จริงๆ

4. “ถ้าท่านเชื่อใจผม ถ้าอย่างนั้นให้ผมทำงานสำคัญๆ ดูบ้างได้ไหมครับ?”

การให้งานที่สำคัญแก่ลูกน้อง ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าเจ้านายไว้วางใจ เมื่อมีโอกาส ควรมอบงานประเภทนี้ให้พนักงานลองทำบ่อยๆ อาจเป็นงานที่ท้าทายความสามารถหรือเป็นงานที่ยาก แต่หากเมื่อพนักงานได้ลองแล้ว จะสามารถสร้างความมั่นใจให้แก่พนักงานคนนั้นได้ด้วย

5. “ถ้าท่านไว้ใจผม แล้วก็อุตส่าห์ให้งานสำคัญขนาดนี้มาแล้ว งั้นขอผมออกไอเดียบ้างได้ไหมครับ?”

ขั้นกว่าของการให้งานที่สำคัญ คือการให้งานโดยให้พนักงานคิดเอง เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้เขาออกแบบงานได้ หากต้องการให้งานไม่ออกนอกแผนที่กำหนดไว้ คุณควรให้คำแนะเบื้องต้น ต่อจากนั้นจึงปล่อยให้พนักงานได้ลองคิดวางแผนในส่วนสาระสำคัญ ด้วยวิธีนี้พนักงานจะรู้สึกว่าเจ้านายเคารพความสามารถและไว้ใจตนเอง

6.“จริงๆ ผมอยากก็อยากทำงานที่นี่ไปนานๆ นะ แต่มันก็…”

โดยเฉลี่ยคนเปลี่ยนงานหลายครั้งก่อนจะเข้าช่วง 30 บางคนออกไปเพราะที่ใหม่ให้เงินดีกว่า แต่หลายคนก็ออกเพราะทนเจ้านายไม่ได้ สาเหตุที่พนักงานลาออกไม่ตายตัวเสมอไป เจ้านายที่อยากคงลูกน้องเอาไว้ ไม่อยากให้สมองไหลไปที่อื่น ก็ควรมองหาสาเหตุที่ทำให้พนักงานลาออกด้วยการสังเกตความเคลื่อนไหวของพนักงานอย่างใกล้ชิด วิธีที่จะแสดงคำตอบที่ชัดเจนมากอันหนึ่งคือการทำผลสำรวจ เช่นหัวข้อความพึงพอใจในที่ทำงาน ผลสำรวจก็จะบอกได้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่พนักงานพอใจและไม่พอใจ เมื่อพบคำตอบแล้ว เป็นหน้าที่ของเจ้านายที่วางแผนเพื่อขจัดปัญหาเหล่านี้ออกไป ซึ่งหากทำได้สำเร็จ อัตราการลาออกในบริษัทก็จะเป็นไปอย่างมีเหตุผลและเหมาะสมจริงๆ

7. “อันที่จริง แค่ขอบใจก็พอแล้วครับ”

แน่นอนว่าการให้สิ่งตอบแทนในรูปแบบเงินทองสิ่งของสามารถสร้างแรงจูงใจ แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะเหนือสิ่งอื่นใดที่ลูกน้องต้องการได้รับจากเจ้านายคือ “คำขอบคุณ” แม้เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่คำขอบคุณที่ตรงไปตรงมา และได้รับหลังความยากลำบากหรือเหนื่อยล้าก็สามารถทำให้เขารู้สึกประสบความสำเร็จในเรื่องเล็กๆ นั้นได้เหมือนกัน

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์