การคำนวณหาผลตอบแทนจากสัดส่วนของผู้ถือหุ้น

คนที่ถือหุ้นมากก็จะได้รับผลตอบแทนกลับคืนมามาก แต่ในทางกลับกันหากธุรกิจล้มเหลวผู้ที่จะต้องเจ็บตัวมากที่สุด

ธุรกิจเป็นจำนวนมากมักจะใช้การริเริ่มสร้างกิจการในลักษณะของการร่วมหุ้นเป็นหลัก เพราะมันเป็นสูตรสำเร็จที่ช่วยเอื้อประโยชน์ต่อการลงมือสร้างกิจการใหม่เป็นอย่างมาก ซึ่งการร่วมหุ้นทางธุรกิจนั้นแน่นอนว่าผู้ถือหุ้นแต่ละคนจะได้เงินปันผลจากการดำเนินธุรกิจที่แตกต่างกัน หรือกล่าวง่ายๆ ก็คือคนที่ถือหุ้นมากก็จะได้รับผลตอบแทนกลับคืนมามาก แต่ในทางกลับกันหากธุรกิจประสบความล้มเหลวขาดทุนผู้ที่จะต้องเจ็บตัวมากที่สุดก็คือผู้ที่เป็นหุ้นส่วนใหญ่นั่นเองดังนั้นเรื่องของการคำนวณหาผลตอบแทนจากสัดส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity) จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะสิ่งนี้จะทำให้ผู้ประกอบการได้ทราบว่าธุรกิจมีกำไรสุทธิจากสัดส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นแต่ละคนอยู่ในสถานภาพเช่นไร ซึ่งวิธีการคำนวณสามารถทำได้ดังนี้

สูตร

ผลลัพธ์ที่ได้พิจารณาจากร้อยละของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำและเงินกู้เป็นหลัก

หากค่าที่ได้จากการคำนวณเป็นบวกนั่นแสดงว่าธุรกิจมีกำไรสุทธิปิดตัวในแดนบวก และผู้ถือหุ้นจะได้รับส่วนแบ่งในอัตราหุ้นที่ตนเองถือครองอยู่ในมือ แต่ถ้าหากค่าที่ได้ออกมาเป็นลบนั่นหมายถึงธุรกิจกำลังประสบปัญหาภาวะการขาดทุนสะสม และผู้ถือหุ้นจะไม่ได้รับเงินคืนจากการลงทุนเลยแม้แต่บาทเดียว และอาจจะต้องรับผิดชอบในหนี้สินที่บริษัทได้สร้างขึ้นร่วมกันกับหุ้นส่วนรายอื่นๆ ด้วย แต่จะมากหรือน้อยนั้นจะขึ้นอยู่กับจำนวนหุ้นที่ถือครองอยู่ในมือเป็นหลัก

ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นพิจารณาความเหมาะสมเทียบเคียงจากร้อยละของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำหรือเงินกู้เป็นหลัก หากผลลัพธ์ที่ได้มามีค่ามากกว่านั่นหมายถึงผู้ประกอบการสมควรที่จะลงทุนในโครงการนี้ต่อไป

ตัวอย่าง

คุณกันต์ร่วมหุ้นกับเพื่อนอีกหนึ่งคนเปิดร้านอาหารที่ใจกลางเมือง โดยธุรกิจมีกำไรสุทธิอยู่ 8,000,000 บาท และคุณกันต์มีหุ้นที่ตนเองถืออยู่ 50% เท่ากันกับหุ้นส่วนอีกหนึ่งคน ซึ่งคุณกันต์ลงทุนไปทั้งหมด 3,000,000 บาท เท่ากันกับเพื่อนอีกเช่นกัน โดยสามารถแทนค่าตามหลักสมการได้ดังนี้

คำนวณ

ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาคือ 2.67 ซึ่งเป็นค่าที่อยู่ในแดนบวกจึงสรุปได้ว่าธุรกิจมีกำไรสุทธิ และคุณกันต์ก็จะได้รับกำไรตามส่วนแบ่งของหุ้นที่ตนเองถืออยู่เป็นการตอบแทน

ถ้าค่าที่ได้มากกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากไม่มากก็ไม่ควรลงทุนต่อ

แต่ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ลึกลงไปอีกหนึ่งขั้นจะเห็นได้ว่าค่าที่ได้ออกมานั้นมีค่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของอัตราเงินฝากประจำไม่มาก (สมมติในกรณีที่ดอกเบี้ยเงินฝากประจำอยู่ในอัตราร้อยละ 5) จึงทำให้กิจการนี้อาจจะไม่สมควรลงทุนต่อยอดเพิ่มขึ้นไปอีก เนื่องจากค่าที่ได้มันน้อยเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่น่าจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากกว่า อันเนื่องมาจากการได้ผลกำไรที่ดูจะน้อยไปเสียหน่อยเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนหุ้นและส่วนของเงินลงทุนที่คุณกันต์ครอบครองอยู่ในมือ

ผลตอบแทนจากการลงทุนถือเป็นอีกหนึ่งมิติของการบริหารสินทรัพย์ที่ผู้ประกอบการจะต้องใส่ใจให้มาก เพราะเงินทุนทุกบาททุกสตางค์เป็นสิ่งที่มีค่ามากต่อการทำธุรกิจ และผู้ประกอบการจะต้องใช้เงินลงทุนที่มีอยู่ให้คุ้มค่าพร้อมทั้งได้ผลตอบแทนกลับคืนมามากที่สุด จึงจะเรียกได้ว่าเป็นการลงทุนของอัจฉริยะทางการเงินผู้มีวิสัยทัศน์อย่างแท้จริง

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์