6 สิ่ง ธนาคารใช้พิจารณาก่อนอนุมัติสินเชื่อธุรกิจ

Photo By rinkjustice with Creative Common 2.0

การขอสินเชื่อจากธนาคารเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบธุรกิจมักจะใช้เป็นตัวเลือกแรกในการหาเงินทุนมาให้กับทางบริษัท จึงกลายเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงเรื่อยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่ด้วยความที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงจากผู้คนในวงการนี้เอง ส่งผลทำให้มีผู้ประกอบการเป็นจำนวนมากแห่แหนกันมาใช้บริการสินเชื่อจากทางธนาคารอย่างล้นหลาม ในขณะที่ธนาคารก็ปล่อยให้กู้สินเชื่อได้ในจำนวนและวงเงินที่จำกัด เลยกลายเป็นที่มาของการพิถีพิถันอย่างที่สุดในการพิจารณาให้สินเชื่อกับลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่บริษัทที่ต้องการจะขอสินเชื่อมักจะเอาความต้องการของตนเองเป็นหลักในการกู้เงินว่าจะมีวิธีการเขียนและนำเสนออย่างไรให้ผ่านการพิจารณาและได้รับเงินกู้ จนละเลยสิ่งที่ธนาคารต้องการไป กลายมาเป็นจุดอ่อนของการขอสินเชื่อเพราะยึดถือเอาความต้องการของตนเองมาเป็นหลัก ส่งผลให้มีโอกาสสูงที่จะถูกปฏิเสธกลับมา

วิธีแก้ทางในเรื่องปัญหาดังกล่าวที่ดีที่สุดก็คือต้องลองเปิดใจกว้างและลองมองดูในมุมของธนาคารว่ามีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาตัดสินใจอย่างไรจึงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดของปัญหานี้ โดยผู้บริหารของธนาคารพาณิชย์ที่มีชื่อแห่งหนึ่งได้แนะนำสิ่งที่ใช้พิจารณาการอนุมัติสินเชื่อจากมุมมองความต้องการของธนาคารไว้ดังต่อไปนี้

จำนวนเงินที่ต้องการกู้

สิ่งที่ทุกธนาคารใช้พิจารณาก่อนเป็นอันดับแรกนั่นก็คือเรื่องของจำนวนเงินที่ผู้ประกอบการยื่นคำร้องขอกู้กับทางธนาคาร โดยจำนวนเงินที่ขอกู้ถือเป็นตัวชี้เป็นชี้ตายของการอนุมัติเลยทีเดียว ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดของผู้ประกอบการคือจะต้องมีการคำนวณเรื่องของจำนวนเงินมาเป็นอย่างดี คือ อย่าขอมากหรือน้อยเกินไปจากความต้องการที่แท้จริงเพราะจะกลายเป็นที่มาและแหล่งเพาะพันธ์ุปัญหาทางการเงินในอนาคต ถ้าตัดสินใจในเรื่องของจำนวนเงินที่ต้องการขอกู้จากทางธนาคารผิดพลาด

มูลค่าของหลักประกัน

มูลค่าของหลักประกันจะเข้ามามีบทบาทในเรื่องของจำนวนวงเงินที่จะได้รับการอนุมัติจากธนาคาร เพราะต้องเข้าใจหลักการเบื้องต้นของการวางหลักประกันก็เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้หากเกิดข้อผิดพลาดที่ผู้กู้ไม่สามารถใช้คืนเงินตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา ทางธนาคารก็จะทำการยึดหลักประกันที่ได้นำมายื่นเอาไว้เพื่อทำการขายทอดตลาดเพื่อชดเชยความเสียหาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย ดังนั้นมูลค่าของหลักประกันจึงมีอิทธิพลอย่างมากต่อทั้งตัวธนาคารและผู้ขอเงินกู้ถ้าหลักประกันมีมูลค่ามากเงินกู้ที่จะได้รับก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ถ้าน้อยเงินกู้ที่ได้รับก็ลดน้อยตามลงไปเช่นกัน โดยธนาคารจะพิจารณาให้จำนวนเงินกู้ตั้งแต่ 60% - 150% ของมูลค่าหลักประกัน ทั้งนี้และทั้งนั้นขึ้นอยู่กับโอกาสและมูลค่าที่ธนาคารจะนำหลักทรัพย์ที่นำมาค้ำประกันดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในอนาคตด้วย โดยหลักประกันที่มีมูลค่าดีที่สุดและเป็นที่ยอมรับจากทุกๆธนาคารก็คือ สถานประกอบการและที่ดิน

ระยะเวลาการชำระหนี้

เรื่องของระยะเวลาการชำระหนี้ส่วนมากจะเป็นการตกลงพร้อมใจกันของทั้ง 2 ฝ่ายมากกว่า ซึ่งระยะเวลาที่ดีที่สุดก็คือระยะเวลาที่เหมาะสมไม่เร็วหรือนานจนเกินไปเมื่อเทียบกับวงเงินที่ขอกู้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องของผู้ประกอบการเองที่จะเป็นต้องเป็นผู้กำหนดและยื่นข้อเสนอต่อรองที่เหมาะสมโดยต้องคำนึงถึงความสามารถในการหาเงินมาผ่อนชำระหนี้ในแต่ละงวดด้วย โดยระยะเวลาที่ธนาคารพอใจจะอยู่ในช่วงตั้งแต่ 5 – 10 ปี ไม่ควรมากกว่านั้นสำหรับธุรกิจใหม่ แต่ถ้าเป็นธุรกิจของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่อยู่ในวงการมานานบวกกับมีผลประกอบการอันสวยหรูและมีความสัมพันธ์กับธนาคารที่ดีเลิศ ระยะเวลาสูงสุดก็จะยาวนานกว่านั้นมาก

อัตราดอกเบี้ยธนาคาร (MMR, MLR, MOR)

สิ่งนี้ถือเป็นสิ่งที่ธนาคารให้ความสนใจมากที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะดอกเบี้ยถ้าพูดกันภาษาชาวบ้านเดินถนนแล้วก็คือกำไรจากการปล่อยเงินกู้ของธนาคารนั่นเอง โดยดอกเบี้ยของแต่ละธนาคารจะมีการคิดในอัตราที่ไม่เหมือนกันแต่จะไม่เกินไปจากที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงควรทำความเข้าใจในรายละเอียดของเงื่อนไขสัญญาเป็นพิเศษก่อนจะจรดปากกากู้เงิน ซึ่งในปัจจุบันธนาคารที่มีขนาดเล็กมักจะเรียกเก็บดอกเบี้ยเป็นจำนวนเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่าธนาคารขนาดใหญ่อยู่พอสมควรเพราะมีช่องทางการระดมทุนและต้นทุนที่สูงกว่ามาก แต่ในทางกลับกันธนาคารขนาดเล็กจะมีตัวช่วยในเรื่องที่ปล่อยเงินกู้ง่ายกว่าธนาคารขนาดใหญ่มากเป็นพิเศษ จึงดึงดูดความสนใจจากผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี

จำนวนเงินที่ต้องชำระคืนต่อเดือน

ธนาคารจะใช้ข้อมูลของข้อตกลงในจำนวนเงินที่ผู้ประกอบการจะต้องชำระคืนในแต่ละงวดมาใช้พิจารณาประกอบการอนุมัติเงินกู้ด้วย เพราะนั่นหมายถึงจำนวนเงินที่จะนำมาใช้หมุนเวียนภายในธนาคารนั่นเอง ถ้ามีการตั้งจำนวนเงินที่ผ่อนชำระคืนต่อเดือนสูงธนาคารก็จะพึงพอใจมากเป็นพิเศษและจะทำการคิดอัตราดอกเบี้ยในจำนวนที่ถูกลง แต่ถ้าแต่ละเดือนชำระคืนเงินต้นค่อนข้างน้อยก็จะถูกคิดอัตราดอกเบี้ยที่แพงมาก เพื่อเป็นการชดเชยการเสียโอกาสที่ทางธนาคารจะนำเงินดังกล่าวไปลงทุนเพื่อทำกำไรในธุรกิจอื่นๆ

รายได้สุทธิเฉลี่ยต่อเดือน

ในบรรดาทุกข้อที่กล่าวมาทั้งหมดข้อสุดท้ายนี้เป็นสิ่งที่ทางธนาคารจับตามองและนำไปใช้เป็นบรรทัดฐานในการพิจารณามากที่สุดว่าจะอนุมัติเงินกู้ให้กับผู้ประกอบการหรือไม่ เพราะข้อมูลรายได้ที่ทางผู้ประกอบการส่งไปให้นั้น ทางธนาคารจะนำไปใช้คิดคำนวณในเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ว่ามีศักยภาพมากขนาดไหน ซึ่งจะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้กับทางธนาคารอีกด้วย

ดังนั้นธุรกิจที่ต้องการสินเชื่อจากทางธนาคารจะต้องเดินบัญชีการใช้จ่ายเงินในบริษัทให้ดีเป็นพิเศษและมีรายรับเข้ามาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ จากการเรียนรู้ถึงแง่คิดและมุมมองการพิจารณาอนุมัติเงินกู้ของธนาคารแก่ผู้ประกอบการทางธุรกิจ จะเห็นได้ว่าทั้งหลายทั้งปวงที่ธนาคารทำไปก็เพื่อสร้างมั่นคงและรับประกันความอยู่รอดของตัวธนาคารเอง ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องทำความเข้าใจในมุมมองดังกล่าวของธนาคารเองด้วย เพื่อนำมาช่วยปรับใช้ในแนวทางการขอสินเชื่อให้ตรงกับความต้องการของตนอีกทั้งยังพิชิตใจธนาคารได้ในที่สุด จึงจะสามารถเป็นผู้ชนะและได้ประโยชน์ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์