ขอกู้ยังไงให้ผ่าน

จะขอกู้ทั้งที ก็เอาให้ผ่านตั้งแต่ครั้งแรกไปเลย

ในการดำเนินธุรกิจนั้น เรื่องของการดูแลสุขภาพทางการเงินของบริษัทคุณเป็นสิ่งที่สำคัญอันดับต้นๆ ที่คุณต้องเอาใจใส่ดูแล เนื่องจากเงินถือเป็นสิ่งจำเป็นในการบริหารบริษัทให้สามารถคงสถานะอยู่รอดต่อไปได้ ทั้งในเรื่องของการจ่ายค่าสาธารณูปโภค ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าโทรศัพท์ ค่าระบบอินเทอร์เน็ตภายในสำนักงานออฟฟิศ จ่ายเป็นค่าเงินเดือนของพนักงาน ใช้ซื้อเครื่องมือและเครื่องจักรที่ทันสมัยมาช่วยในการผลิต ใช้เพื่อเพิ่มการลงทุนต่อยอดให้กับธุรกิจของทางบริษัท เช่น การเพิ่มสาขา การลงทุนขยายกิจการให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นในสาขาอื่นๆ

จากที่กล่าวมาเงินจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง แต่ที่มีความสำคัญยิ่งกว่า คือ วิธีการหาเงินมาให้กับทางบริษัท เพราะนอกจากรายได้ของทางบริษัทที่ได้มาในรูปของกำไรจากผลการดำเนินงานแล้ว บางสถานการณ์ในอนาคตความไม่แน่นอนที่บริษัทอาจจะต้องพบเจอในเรื่องความต้องการใช้เงิน ผลกำไรอาจจะไม่มีเพียงพอที่จะสนองกับความต้องการในเวลาสถานการณ์ดังกล่าวได้ทันท่วงที อาทิ การลงทุนขยายกิจการเปิดโรงงานเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแห่งและซื้อเครื่องจักรใหม่เข้ามาเสริม เกิดมีความจำเป็นขึ้นมาในช่วงเวลานั้นโดยทันที ถ้าไม่ดำเนินการทำอาจจะสูญเสียส่วนแบ่งในการตลาดได้ การมองหาเงินทุนสำรองที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด โดยแหล่งเงินทุนมีอยู่มากมาย แต่ที่เรากำลังจะพูดถึง คือ การกู้เงินจากทางธนาคารและสถาบันการเงิน

การกู้เงินจากธนาคารเป็นสิ่งที่เราสามารถพบเห็นได้อยู่บ่อยครั้งและมากที่สุดในวงจรธุรกิจ เพราะสามารถทำได้อย่างทันที เวลาที่ธุรกิจเกิดการขาดสภาพคล่อง หรือต้องการเงินทุนเพื่อนำไปลงทุนขยายกิจการ แต่การได้มาซึ่งคำสั่งอนุมัติให้กู้เงินตามที่เราต้องการจากธนาคารนั้นดูจะเป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่า เพราะต้องอาศัยปัจจัยในหลายอย่างเข้ามาประกอบในการจะได้รับอนุมัติหรือถูกปฏิเสธ ดังนั้นเราจึงมีวิธีการที่จะช่วยเตรียมความพร้อมให้กับบริษัทของคุณให้สามารถได้รับอนุมัติได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้นมานำเสนอดังต่อไปนี้

1. การเขียนแผนหรือเป้าหมายของโครงการที่ชัดเจน

ส่วนนี้ถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดอันดับแรก เพราะทางธนาคารจะเริ่มพิจารณาดูจากตรงส่วนนี้ก่อนว่าผู้ประกอบการต้องการเงินกู้ไปเพื่อวัตถุประสงค์อะไร ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น แผนการดำเนินธุรกิจของทางบริษัทเป็นอย่างไร ดำเนินธุรกิจในด้านไหน แนวโน้มทางการตลาดเป็นอย่างไร ที่ได้ผลดีที่สุดต้องมีในส่วนของเรื่องการทำการวิจัยในด้านต่างๆ ใส่ควบคู่ลงไปด้วย เพราะจะสามารถนำมาวิเคราะห์ประกอบได้ อีกทั้งระยะเวลาในการดำเนินโครงการตามแผน รายรับหรือกำไรที่คาดว่าจะได้จากแผนงาน ระยะเวลาที่จะชำระคืนเงิน ซึ่งความชัดเจนของสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะช่วยทำให้มีโอกาสได้เงินกู้มากขึ้น  

2. กระแสเงินสดของโครงการที่ชัดเจนที่จะนำมาใช้คืนเงินกู้

กระแสเงินสดของโครงการนั้นเป็นหน้าที่ของทางบริษัทที่จะต้องแสดงให้ธนาคารเห็นว่า โครงการที่นำเสนอไปดังกล่าวนั้น มีประโยชน์และความคุ้มค่าและน่าลงทุน ที่สำคัญควรชี้แจงด้วยว่าทางบริษัทสามารถหากระแสเงินสดที่ได้จากการลงทุนในโครงการนี้มาชำระหนี้ให้กับธนาคารได้เป็นจำนวนเท่าไหร่ และใช้เวลาในการผ่อนชำระหนี้ที่กู้ยืมมาจากธนาคารเป็นเวลากี่ปี โดยเราขอแนะนำว่าถ้าจะให้ได้ผลมากกว่า 75% ระยะเวลาของการชำระหนี้คืนควรอยู่ที่ 6 – 12 ปี และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ควรเพิ่มเติมในส่วนของโครงสร้างรายได้ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ว่าเดินทางหรือกระจายไปอยู่ยังจุดไหนของบริษัทบ้าง โดยควรบอกแหล่งที่มาที่ไปให้ชัดเจนมากที่สุด

3. กระแสเงินสดของบริษัท

กระแสเงินสดของทางบริษัทที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันโดยจะไม่นับรวมในส่วนของที่ได้มีการเสนอกู้ลงทุนเพิ่มในโครงการอนาคต ว่ากระแสเงินสดในปัจจุบันเป็นอย่างไร ใช้จ่ายไปในส่วนของอะไรบ้าง มีเงินหมุนเวียนเป็นจำนวนเท่าไหร่ สภาพคล่องทางการเงินเป็นอย่างไร เป็นต้น

4. การจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายที่ชัดเจน

ในส่วนของบัญชีรายรับ – รายจ่าย ควรจะมีการจดบันทึกอย่างระเอียดที่สุดว่ามีเป็นจำนวนเท่าไหร่ รายรับที่ได้มานั้นมาจากแหล่งใดบ้าง เข้ามาเป็นจำนวนเท่าไหร่ รายจ่ายที่ต้องจ่ายออกไปนั้นเดินทางไปที่จุดไหน อย่างไร เท่าไหร่ เพราะนอกจากจะมีประโยชน์ต่อทางธนาคารแล้วยังมีประโยชน์กับตัวของบริษัทคุณเองด้วย

5. ทรัพย์สินที่จะใช้เป็นหลักประกัน

มูลค่าของทรัพย์สินที่จะนำมาใช้เป็นหลักประกันถือได้ว่าเป็นหลักเกณฑ์ที่สำคัญมากที่สุดหลักเกณฑ์หนึ่งเลยทีเดียว เพราะทรัพย์สินจะสามารถกำหนดวงเงินกู้สูงสุดที่จะอนุมัติให้กับโครงการที่นำมาเสนอขอกู้ได้ โดยหลักทรัพย์นี้จะมาทำหน้าที่ในการค้ำประกันเงินกู้ที่ทางธนาคารอนุมัติให้กับบริษัทของคุณ

โดยทรัพย์สินสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ดังต่อไปนี้           

  • อสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ ที่ดิน สิ่งปลูกสร้างต่างๆ เช่น บ้าน ตึก อาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียม โรงงาน คลังสินค้า เป็นต้น            
  • สังหาริมทรัพย์ ได้แก่ รถยนต์ เครื่องจักร วัตถุดิบ สินค้าคงคลัง เป็นต้น            
  • สินทรัพย์อื่นใด ได้แก่ ตราสารทางการเงิน ใบถือหุ้น สมุดบัญชี เงินสด ทองคำ หรือที่นอกเหนือจาก 2 ประเภทก่อนหน้านี้ 

6. ประวัติการชำระหนี้

ระบบเครดิตบูโร (Credit Bureau) และ บัญชีดำหรือแบล็กลิสต์ (Blacklist) ถูกนำมาใช้เพื่อจดจำและทำการบันทึกสร้างประวัติของบริษัทหรือบุคคลที่มีปัญหาในการชำระหนี้ ซึ่งหากบุคคลใดมีรายชื่อปรากฏอยู่ในบัญชีดังกล่าว บุคคลนั้นจะไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ ซึ่งทางที่ดีที่สุดคุณควรจัดระบบโครงสร้างในบริษัทให้ดีเสียก่อนที่จะยื่นขอกู้ ตรวจสอบดูเสียก่อนว่าหุ้นส่วน ผู้บริหาร หรือกรรมการบริษัทมีใครมีชื่อติดอยู่ในบัญชีดังกล่าวหรือไม่ ถ้ามาตรวจสอบพบในภายหลังว่ามี ควรรีบทำการตัดชื่อเขาออกโดยทันที มิเช่นนั้นเราขอรับรองไว้ในที่นี้แทนธนาคารเลยว่าการกู้เงินของคุณจะถูกปฏิเสธกลับมาแน่นอน

7. สัดส่วนการลงทุนร่วมของเจ้าของ

ในข้อนี้จะเป็นการมองในส่วนของการร่วมลงทุนในโครงการของคุณผู้เป็นเจ้าของบริษัท หรือหุ้นส่วนในรายอื่นๆ เพราะถือเป็นปัจจัยที่สำคัญมากในการช่วยพิจารณาถึงความเสี่ยงของบริษัทที่ขอกู้ ว่าจะเกิดมีปัญหาการขาดสภาพคล่องตามมาในอนาคตที่มาจากสาเหตุการบริหารจัดการเงินทุนจากหนี้สินที่มีมากเกินไป

โดยหลักเกณฑ์ทั่วไปจะพิจารณาจากอัตราส่วนหนี้สินรวมของบริษัท(D) ต่อส่วนของผู้ถือหุ้น(E) หรือที่เรียกว่าอัตราส่วน D/E (D/E Ratio) ซึ่งไม่มีข้อกำหนดที่แน่นอนว่าควรจะมีอัตราส่วนอยู่ที่เท่าไหร่ ถึงจะได้รับการอนุมัติเงินกู้ ทำให้สามารถผ่อนผันและยืดหยุ่นได้มาก แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดเราขอแนะนำเป็นการเฉพาะว่า พยายามทำให้มีการลงทุนในส่วนของผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นให้มากที่สุดเอาไว้ก่อน เพื่อที่จะได้เป็นการรักษาระดับของ D/E ไม่ให้ต่ำไปกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม

โดยการคำนวณจะเป็นการคำนวณรวมของทั้งกิจการในบริษัทและต้องรวมจำนวนเงินกู้ที่ได้ยื่นขอกู้ไปกับทางธนาคารด้วย ซึ่งเราจะขอยกตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจง่ายมากขึ้น เช่น บริษัทมีหนี้สินรวมทั้งหมด 10 ล้านบาท โดยมีส่วนของเจ้าของและผู้ถือหุ้นจำนวน 5 ล้านบาท มีความคิดที่จะลงทุนเพิ่มเติมในโครงการหนึ่งเพื่อต่อยอดทางธุรกิจโดยมีมูลค่าโครงการ 8 ล้านบาท โดยที่เจ้าของหรือผู้ถือหุ้นจะออกเอง 2 ล้านบาท และจะยื่นขอกู้จากธนาคาร 6 ล้านบาท และเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นไปอีกเราจึงจะนำเสนอในรูปแบบของตารางดังต่อไปนี้    

  บริษัท(สัดส่วนเดิม)  การลงทุนที่เพิ่มเข้ามา บริษัท(หลังกู้เงิน)
หนี้สิน (D) 10 6 16
ส่วนของเจ้าของ/ผู้ถือหุ้น(E)  5 2 7
อัตราส่วน D/E 2/1 3/1  2.85/1

จากตัวอย่างในตาราง ตัวเลข D/E ที่จะนำมาใช้ในการพิจารณาคือ 2.85/1 เป็นตัวเลขที่บ่งบอกและสะท้อนในภาพรวมของบริษัทหลังจากได้รับอนุมัติเงินกู้มาจากทางธนาคารแล้ว ส่วนตัวเลข 3/1 จะบอกในอัตราส่วนของการลงทุนส่วนที่เพิ่ม ซึ่งนอกจากนี้ในทางจิตวิทยา D/E ยังเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบของเจ้าของบริษัทและผู้ถือหุ้นที่มีต่อตัวบริษัทและโครงการ และยิ่งตัวเลขอัตราส่วนลดน้อยลงมากเท่าไหร่ธนาคารผู้ให้เงินกู้ก็จะมีความมั่นใจมากขึ้นเท่านั้นว่า เจ้าของหรือผู้ถือหุ้นมีความสามารถบวกกับความต้องการที่จะบริหารบริษัทและโครงการดังกล่าวให้ประสบความสำเร็จและสามารถไปรอดได้ในที่สุด การให้เงินกู้ก็จะง่ายตามไปด้วย        

จากที่ได้กล่าวมาถึงขั้นตอนและวิธีการทั้งหมดแล้วนั้น คงจะพอมองภาพออกว่าถ้าบริษัทของคุณมีการจัดการและการเตรียมการที่ดีมาตั้งแต่ต้น การได้รับอนุมัติเงินกู้มาจากธนาคารก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากที่เกินความสามารถแต่อย่างใด แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คือ การปฏิบัติตามแผนของโครงการที่ได้เขียนเอาไว้ รวมถึงการรักษาสัญญาที่ได้ให้ไว้กับทางธนาคาร เพราะถ้าบริษัทคุณไม่สามารถทำได้อย่างที่กล่าวเอาไว้จะมีผลกระทบที่รุนแรงมากกว่าเรื่องเงินที่ต้องชำระคืน สิ่งนั้นคือความเชื่อใจและเครดิตของทางบริษัทคุณที่จะหมดลงในทันที และไม่สามารถหาซื้อได้ที่ไหน หรือมีให้กู้กันโดยทั่วไปด้วย

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์