วิธีคำนวณหาความสามารถในการชำระหนี้สินทางการเงิน

เครดิตทางการเงินคือสิ่งที่ผู้ประกอบการควรรักษาไว้ยิ่งชีพ

ในการทำธุรกิจผู้ประกอบการมิอาจจะเป็นผู้ที่คอยรับผลประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียวได้เสมอไป เพราะระบบธุรกิจในปัจจุบันไม่ได้ใช้ระบบการซื้อขายแลกเปลี่ยนแบบมือต่อมือเหมือนในอดีต เนื่องจากเรากำลังอยู่ในยุคของเศรษฐกิจทุนนิยมที่ผู้ถือเงินสดในมือคือผู้กำหนดแนวทางการทำธุรกิจของอนาคตไว้นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ระบบการเงินจึงวิวัฒนาการไปสู่ความซับซ้อนมากขึ้น และภาระผูกพันทางการเงินจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ดอกเบี้ยจากเงินที่กู้ยืมมาลงทุน การชำระคืนเงินต้น เงินปันผลให้กับลูกค้า ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นหนี้สินที่ผู้ประกอบการจะต้องรับผิดชอบอย่างยากจะหลีกเลี่ยงได้ การคำนวณหาความสามารถในการชำระหนี้สินหรือที่เรียกว่า Fixed Charge Coverage Ratio จึงเป็นตัวช่วยที่จะบอกให้ผู้ประกอบการได้ทราบว่าธุรกิจของตนเองมีความสามารถในการชำระหนี้สินทางการเงินได้มากขนาดไหน ซึ่งการคำนวณก็มีวิธีดังต่อไปนี้

ก่อนอื่นผู้ประกอบการจะต้องหาข้อมูลในตัวแปรทั้ง 5 อย่างนี้ก่อน นั่นคือ

  1. กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี
  2. ดอกเบี้ยเงินกู้
  3. เงินต้นที่ยืมมา
  4. เงินปันผล
  5. อัตราภาษีเงินได้

เมื่อได้ข้อมูลทั้ง 5 มาแล้วก็มาถึงในส่วนของวิธีทำ โดยผู้ประกอบการจะต้องนำกำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีเป็นตัวตั้งแล้วจึงนำมาหารด้วยส่วนที่สองนั่นก็คือดอกเบี้ยบวกเงินต้นบวกเงินปันผลที่หารด้วยในวงเล็บหนึ่งลบด้วยอัตราภาษีเงินได้ ซึ่งหลักสมการของวิธีการนี้จะมีรูปแบบดังต่อไปนี้

สูตร

ผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นจะวิเคราะห์ได้ 3 กรณี คือ

  • ผลลัพธ์ที่ได้มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 1

แสดงว่าธุรกิจของผู้ประกอบการสามารถจ่ายภาระผูกพันทางการเงินได้อย่างไม่มีปัญหา และยิ่งหากมีค่าที่เป็นบวกมากเท่าไหร่นั่นจะยิ่งเป็นการดีเพราะนั่นหมายถึงความสามารถในการจ่ายชำระหนี้สินภาระผูกพันทางการเงินจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

  • ผลลัพธ์ที่ได้มีค่าน้อยกว่า 0

แสดงว่าธุรกิจกำลังประสบปัญหามีผลประกอบการที่ขาดทุน และยังไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะชำระค่าใช้จ่ายทางการเงินนั่นเอง

  • ผลลัพธ์ที่ได้มีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1

แสดงว่ากิจการสามารถจ่ายค่าใช้จ่ายทางการเงินได้เพียงแค่บางส่วนเท่านั้น และกิจการกำลังขาดสภาพคล่องทางการเงิน จึงสมควรต้องหาแหล่งเงินทุนเพื่อทำการสนับสนุนเป็นการด่วน

ตัวอย่างที่ 1

ธุรกิจค้าขายของคุณมะลิต้องการทราบความสามารถในการชำระหนี้สินของตนเอง โดยเธอมีสัดส่วนค่าตัวแปรทั้ง 5 ดังนี้ กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี 500,000 บาท มีค่าดอกเบี้ยทางการเงินจากการกู้ยืมเท่ากับ 10,000 บาท เงินต้นที่ของเงินกู้ 100,000 บาท เงินที่ต้องจ่ายค่าปันผลให้ลูกค้า 70,000 บาท อัตราภาษีเงินได้อยู่ที่ร้อยละ 30% สามารถแทนค่าตามหลักสมการเพื่อหาความสามารถในการชำระหนี้สินทางการเงินได้ดังนี้

ตัวอย่าง 1

จากผลลัพธ์ที่ได้มาคือ 2.38 ซึ่งมีค่าเป็นบวก ทั้งยังมากกว่า 1 อยู่พอสมควร นั่นแสดงว่าธุรกิจของคุณมะลิมีความสามารถในการชำระหนี้สินอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากพอสมควร จึงมั่นใจได้เลยว่าในอนาคตจะไม่มีปัญหาการผิดนัดชำระหนี้แน่นอน

ตัวอย่างที่ 2

ธุรกิจเช่าห่วงยางชายหาดของน้องหญิงก็ต้องการทราบความสามารถในการชำระหนี้สินของเธอเองเช่นกัน โดยเธอมีตัวเลขของตัวแปรทางการเงินทั้ง 5 ดังนี้ กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีอยู่ที่ 120,000 บาท ค่าดอกเบี้ยเงินกู้ 12,000 บาท เงินต้นที่กู้มาอยู่ที่ 95,000 บาท เงินปันผลที่ต้องจ่ายให้ลูกค้า 10,000 บาท อัตราภาษีเงินได้อยู่ที่ 30% สามารถแทนค่าตามหลักสมการเพื่อหาความสามารถในการชำระหนี้สินทางการเงินได้ดังนี้

ตัวอย่าง 2

ผลลัพธ์ที่ได้มาคือ 0.989 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ของกรณีที่ 3 ที่มีค่ากลางอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 นั่นแสดงว่าธุรกิจเช่าห่วงยางชายหาดของน้องหญิงมีความสามารถชำระหนี้สินทางการเงินได้เพียงแค่บางส่วนเท่านั้น และยังเป็นการบ่งบอกอีกด้วยว่าธุรกิจของเธอกำลังจะต้องประสบกับปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงินในอนาคตอย่างแน่นอน จึงสมควรที่จะต้องหาแหล่งเงินทุนเข้ามาสนับสนุนสถานภาพทางการเงินอย่างเร่งด่วนที่สุด

เรื่องของเครดิตทางการเงินถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบัน เพราะเจ้าสิ่งนี้จะถือเป็นหน้าเป็นตาของธุรกิจอย่างหนึ่งซึ่งคู่ค้ามักจะหยิบยกความสามารถในการชำระหนี้สินทางการเงินขึ้นมาพิจารณาก่อนเป็นอันดับแรก ผู้ประกอบการทุกคนจึงต้องรักษามันไว้ให้ดียิ่งชีพ เพื่อเป็นการต่อยอดความสำเร็จในอนาคตที่กำลังจะตามมานั่นเอง

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์