ระบบการซื้อขายสินค้าในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นในลักษณะของตัวผู้ประกอบการเองขายให้กับตัวแทนจำหน่ายหรือผู้ประกอบการขายให้กับผู้บริโภคโดยตรงไม่ว่าจะเป็นทางหนึ่งทางใดก็ตาม มักจะมีการใช้ระบบของการให้เครดิตไปก่อนล่วงหน้าแล้วค่อยตามเก็บเงินทีหลังอยู่เสมอๆ ซึ่งการที่ผู้ประกอบการจะมอบเครดิตสินค้าให้กับคู่ธุรกิจรายหนึ่งรายใดนั้นจำเป็นที่คุณจะต้องพิจารณาแนวทางการขายสินค้าและการเรียกเก็บเงินจากลูกค้าของพวกเขาอย่างถี่ถ้วนด้วย โดยการหาอัตราการหมุนของลูกหนี้หรือที่เรียกกันว่า Account Receivable Turnover คือคำตอบที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการทราบว่าลูกหนี้ธุรกิจมีแนวทางการขายสินค้าอย่างไรและสามารถเรียกเก็บเงินจากการขายสินค้าได้สม่ำเสมอขนาดไหนด้วย ซึ่งวิธีการคำนวณก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรมากโดยแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้
ขั้นตอนที่ 1
ผู้ประกอบการจะต้องไปสำรวจยอดขายของคู่ธุรกิจที่คุณต้องการให้เครดิตมาก่อนว่ามีเป็นจำนวนเท่าไหร่ จากนั้นจึงหาข้อมูลในส่วนของลูกหนี้การค้าที่ลูกค้ามี แล้วจึงนำข้อมูลทั้งสองส่วนมาหารกันตามหลักสมการด้านล่าง

ซึ่งอัตราส่วนของผลลัพธ์ที่ได้มาจะทำให้ผู้ประกอบการรู้ว่าการจัดเก็บหนี้สินของลูกค้าคู่ธุรกิจคุณเป็นอย่างไร โดยค่าที่ได้ออกมาจะคิดเป็นรอบซึ่งหากมีค่าที่มากนั่นแสดงว่ากิจการของลูกค้าสร้างยอดขายได้พร้อมๆกันกับการจัดเก็บหนี้จากลูกหนี้ที่มีประสิทธิภาพซึ่งยิ่งมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งดี แต่ถ้าหากผลลัพธ์ได้ค่าที่น้อยและเข้าใกล้ศูนย์นั่นแสดงว่าธุรกิจของลูกค้าคุณกำลังประสบปัญหาไม่สามารถจัดเก็บหนี้การค้าได้ นั่นเอง
ตัวอย่าง ผู้ประกอบการ A ต้องการให้เครดิตในการตีสินค้าออกไปขายก่อนแล้วจึงค่อยตามเรียกเก็บเงินคืนในภายหลังกับธุรกิจของนาย B โดยธุรกิจของนาย B มียอดขายสุทธิอยู่ที่ 500,000 บาท มีลูกหนี้การค้าที่รอเรียกเก็บอยู่ที่ 100,000 บาท สามารถแทนค่าและหาผลลัพธ์ได้จากสูตรโดยแทนค่าสมการได้ดังนี้

ซึ่งจากผลลัพธ์ของอัตราการหมุนของลูกหนี้ที่ได้มาคือ 5 รอบ แสดงว่าธุรกิจของนาย B สามารถสร้างยอดขายได้พร้อมๆกับการเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ที่มีประสิทธิภาพมากในระดับหนึ่ง เพราะจำนวนอยู่ไกลกว่าศูนย์พอสมควร
ขั้นตอนที่ 2
เป็นในส่วนของการหาค่าของระยะเวลาในการให้เครดิตโดยเฉลี่ยที่ผู้ประกอบการจะสามารถให้กับลูกค้าของท่านนี้ได้ โดยวิธีการคือให้ผู้ประกอบการนำจำนวนวันในหนึ่งปีนั่นก็คือ 365 วันมาหารด้วยผลลัพธ์ของอัตราการหมุนของลูกหนี้ตามที่ได้มาจากขั้นตอนที่ 1 ตามหลักสมการดังนี้

ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาคือเครดิตที่เป็นจำนวนวันที่ลูกค้าสมควรได้รับ แต่ทั้งนี้ผู้ประกอบการจะต้องนำผลลัพธ์ในส่วนนี้ไปเปรียบเทียบและพิจารณาประกอบกับนโยบายการให้เครดิตของทางบริษัทด้วยว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ กล่าวง่ายๆคือหากผลลัพธ์ที่ได้มามีค่ามากกว่านโยบายการให้เครดิตของทางบริษัท เช่น 60 วันก็แสดงว่าลูกค้ารายนี้อาจจะไม่มีควาเหมาะสมในการทำธุรกิจร่วมกับคุณ แต่ถ้าน้อยกว่าแสดงว่าลูกค้ารายนี้เป็นลูกค้าชั้นดีสมควรที่ทางบริษัทจะต้องทำธุรกิจร่วมด้วย
ตัวอย่าง หลังจากผู้ประกอบการ A ได้ทราบอัตราการหมุนของคู่ธุรกิจนาย B มาแล้วนั่นก็คือ 5 รอบนั่นเอง ต่อมาผู้ประกอบการ A ต้องการทราบเครดิตจำนวนวันที่ธุรกิจนาย B มี ก็สามารถหาค่าได้ โดยนำจำนวนวันในหนึ่งปีนั่นก็คือ 365 วันมาหารด้วยอัตราการหมุนของธุรกิจนาย B นั่นก็คือ 5 ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาจากการแทนค่าหลักสมการจะได้ดังนี้

ผลลัพธ์ของจำนวนเครดิตที่ลูกค้ามีคือ 73 วัน เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับนโยบายทางการเงินส่วนตัวของบริษัทในการให้เครดิตที่ถูกกำหนดไว้ที่ 90 วัน จะถือว่าธุรกิจของนาย B จัดเป็นลูกค้าชั้นดีเลยทีเดียวเพราะมีความสามารถที่จะจ่ายชำระหนี้คืนให้กับธุรกิจของคุณได้เร็วกว่าที่กำหนดไว้ถึง 17 วัน แต่ถ้าหากนโยบายทางการเงินของบริษัทถูกกำหนดว่าให้เครดิตแก่ลูกค้าได้เพียงแค่ 60 วันแล้วละก็ ควรจะต้องหลีกเลี่ยงการให้เครดิตและทำธุรกิจร่วมกับนาย B เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงมากที่ธุรกิจของนาย B อาจจะนำเงินมาใช้คืนให้คุณได้ไม่ทันเวลา เพราะค่าเฉลี่ยก็บอกอยู่แล้วว่าอาจจะล่าช้ากว่ากำหนดการชำระเงินไปถึง 13 วัน ซึ่งนั่นเกือบจะเท่ากับ 2 สัปดาห์เลยทีเดียว
ผลที่ได้มาจากการคำนวณหาอัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้นั้น จะเป็นดัชนี้ตัวชี้วัดที่สำคัญของข้อมูลเครดิตและความน่าเชื่อถือที่คู่ธุรกิจของผู้ประกอบการมีอยู่ และสิ่งนี้จะนำไปสู่การบริหารเงินและการจัดการสินเชื่อเครดิตสำหรับลูกค้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงมั่นใจได้ว่าเลยการให้เครดิตกับลูกค้าไปนั้นจะไม่กลับกลายมาเป็นดาบสองคมที่มุ่งย้อนกลับมาทำร้ายตัวธุรกิจของคุณเองในอนาคตได้อย่างแน่นอน
