6 วิธีเรียกเก็บเงินลูกค้า

ทุกคนต่างทราบดีว่าเรื่องเงินในวงการธุรกิจถือเป็นเรื่องสำคัญมาก การบริหารจัดการในเรื่องดังกล่าวจึงต้องละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่ายิ่งเรื่องการเรียกเก็บเงินจากลูกค้า หลายบริษัทดำเนินกิจการมาดีๆ แต่พอมาถึงเวลาที่ต้องเรียกเก็บเงินจากลูกค้ากลับขาดวิธีการบริหารจัดการที่ดี ไม่รู้ว่าควรเรียกเก็บเงินจากลูกค้าด้วยวิธีไหนถึงเหมาะสมและเป็นการให้เกียรติลูกค้าไปในตัว

ดังนั้นเรื่องการเรียกเก็บเงินจากลูกค้าจึงเป็นสิ่งน่าสนใจและสมควรจะต้องเรียนรู้อย่างที่สุด โดยวิธีการเก็บเงินจากลูกค้ามีความแตกต่างกันออกไป แต่จะใช้วิธีไหนต้องคำนึงถึงองค์ประกอบรอบข้าง สถานการณ์ และความยืดหยุ่นในเวลานั้นด้วย ซึ่งวิธีเรียกเก็บเงินมีประเภทต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. เรียกเก็บเป็นเงินสด

เรียกเก็บด้วยเงินสดจะช่วยรักษาสภาพคล่องทางการเงินได้ดี

เก็บเงินสดเป็นวิธีการที่ง่ายและพื้นฐานอย่างมาก โดยวิธีนี้เหมาะจะใช้กับลูกค้าที่ไม่ใช่ลูกค้าประจำของบริษัทหรือลูกค้าขาจร เพราะมีความสะดวกและปลอดภัยมากที่สุด เนื่องจากไม่ได้รู้จักและทราบพื้นเพหลังของลูกค้าว่าเป็นอย่างไร ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต 

นอกจากนี้หากธุรกิจของผู้ประกอบการเป็นขนาดเล็กๆ มีกระแสเงินหมุนเวียนในบริษัทไม่มากนัก การให้สินเชื่อหรือให้ลูกค้าชำระค่าสินค้าด้วยวิธีการอย่างอื่นจึงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมเพราะอาจนำมาซึ่งปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงินในที่สุด

2. เช็คสั่งจ่าย                

เช็คเป็นวิธีการที่สะดวกมากอีกวิธีหนึ่งในการเรียกเก็บเงินจากลูกค้า เพราะง่าย ประหยัดเวลา และยังมีความปลอดภัยสูง ทั้งกับตัวผู้ประกอบการและลูกค้าเมื่อเทียบกับการถือเงินสดจำนวนมากๆ โดยให้ลูกค้าเขียนเช็คสั่งจ่ายบริษัทและให้ขีดคร่อมเพื่อความปลอดภัย จากนั้นบริษัทก็นำเช็คดังกล่าวไปขึ้นเงินตามวันที่ที่ได้ระบุไว้บนเช็ค ซึ่งส่วนมากจะดำเนินการโดยฝากเข้าบัญชีของบริษัทเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามบริษัทที่จะเลือกใช้วิธีการดังกล่าวต้องสนิทสนมรู้จักคุ้นเคยกับลูกค้าเป็นอย่างดี เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาเช็คคืนจากทางธนาคาร

3. การโอนเงินเข้าบัญชี                

การโอนเงินเข้าบัญชีก็เป็นอีกวิธีการที่ผู้ประกอบการนิยมใช้กันเป็นจำนวนมาก วิธีการคือเมื่อถึงเวลาเรียกเก็บเงิน ผู้ประกอบการจะให้ลูกค้าโอนเงินผ่านธนาคารมายังบัญชีของบริษัทที่เปิดเอาไว้ ซึ่งวิธีนี้เงินจะไม่ผ่านมือบุคคลที่สามเลยนอกจากทางธนาคาร จึงถือว่าปลอดภัยสูง แต่ที่ต้องระวังก็คือเรื่องความไว้ใจที่มีต่อกัน เพราะอาจมีปัญหาหากไม่ได้รับเิงนโอนตามที่ระบุ นอกจากนี้การโอนเงินกรณีต่างธนาคารจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโอนซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ไม่มากนัก แต่ลูกค้ามักไม่อยากจ่ายในส่วนนี้เพราะรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ

4. หักจากบัญชีโดยอัตโนมัติ                

การหักบัญชีอัตโนมัติเป็นวิธีการที่ทั้งตัวบริษัทผู้ประกอบการและตัวลูกค้าจะต้องไปดำเนินเรื่องดังกล่าวด้วยตนเองที่ธนาคารก่อนเริ่มทำธุรกรรมทางการเงินลักษณะนี้ โดยต้องกรอกเอกสารรายละเอียดเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวนเงิน วันที่ที่จะทำการหัก หักจากบัญชีประเภทใดของธนาคารไหนโอนไปยังบัญชีของธนาคารอะไร เป็นต้น วิธีการนี้เหมาะสำหรับบริษัทคู่ค้าทางธุรกิจที่ดำเนินการติดต่อซื้อขายกันเป็นประจำ เพราะจะช่วยอำนวยความสะดวกมากขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาในการไปทำธุรกรรมทางการเงินที่ธนาคารทุกเดือน

5. การวางบิล                

การวางบิลต้องมั่นใจว่าเอกสารถูกต้องตรงกันทั้งสองฝ่าย

การวางบิลมีความเหมาะสมที่สุดสำหรับคู่ค้าทางธุรกิจที่มีความน่าเชื่อถือและสนิทสนมกันเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังถือเป็นการให้เกียรติต่อคู่ค้าอีกด้วย การวางบิลคือการออกใบแจ้งหนี้ให้กับลูกค้าเพื่อใช้เป็นเอกสารยืนยันในการเรียกเก็บเงินตามเวลาที่ทั้งสองฝ่ายได้ทำการพูดคุยกำหนดไว้ โดยในบิลดังกล่าวนอกจากจะมีการกำหนดราคาแล้วควรเขียนรายละเอียดค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ครบด้วยเพื่อสะดวกต่อการตรวจสอบของทั้ง 2 ฝ่าย ที่สำคัญในบิลดังกล่าวต้องมีลายเซ็นรับรองของลูกค้าด้วยทุกครั้ง และให้ลูกค้าเป็นฝ่ายเก็บต้นฉบับไว้ พอถึงเวลาตามกำหนดในบิลจึงมาเก็บเงินหรือเช็คตาม ซึ่งวิธีนี้ถือเป็นการให้สินเชื่อวิธีหนึ่งด้วย

6. การแบ่งจ่ายเป็นงวด               

การแบ่งจ่ายเป็นงวดๆ เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมาก ใช้เวลาในการทำงานนานพอสมควร อีกทั้งยังต้องเริ่มทำงานไปก่อนขณะที่ค่าใช้จ่ายในการทำงานนั้นค่อนข้างสูง โดยอาจแบ่งจ่ายออกเป็น 3-4 งวดหรือมากกว่านั้น และต้องกำหนดจำนวนตัวเงินหรือจำนวนที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ให้ชัดเจนว่าในแต่ละงวดจะจ่ายเท่าไหร่ วิธีการนี้ป้องกันความเสี่ยงได้อย่างดี เหมาะสมกับงานประเภทรับเหมา               

การพูดจาตกลงกันไว้ก่อนล่วงหน้าระหว่างผู้ประกอบการกับลูกค้าในเรื่องวิธีการชำระเงินว่าจ่ายด้วยวิธีไหนถึงจะสะดวกและได้ประโยชน์ร่วมกันทั้ง 2 ฝ่ายน่าจะเหมาะสมที่สุด เพราะจะช่วยให้การเรียกเก็บเงินจากลูกค้ามีสะดวกมากขึ้นอีกด้วย      

นอกจากนี้เคล็ดลับที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือวาจาในการพูดขอเรียกเก็บเงินจากลูกค้า เราไม่ควรพูดในลักษณะว่าไปทวงเงิน แต่ควรทำอย่างสุภาพและเป็นการขอเงินค่าตอบแทนในการทำงานมากกว่า พร้อมทั้งแสดงออกแบบอ่อนนอกแต่แข็งในซึ่งจะช่วยทำให้การเรียกเก็บเงินจากลูกค้าประสบความสำเร็จ และยังช่วยรักษาความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าให้ยืนยาวต่อไปได้อีกด้วย

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์