4 ทางเลือกในการจัดการลูกหนี้ (ให้ได้เงิน)

เรียกเก็บเงินได้ยิ่งเร็ว ก็ยิ่งดี

 การทำธุรกิจในปัจจุบันมักมีการขายแบบเครดิต นั่นก็คือขายของออกไปก่อนแล้วเก็บเงินทีหลัง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเครดิตมักมีระยะเวลาอยู่ที่ 30 วัน แต่สำหรับกิจการขนาดใหญ่ที่มีอำนาจต่อรองสูงอาจมีเครดิตมากกว่านั้น ซึ่งก็แล้วแต่ประเภทของธุรกิจรวมไปถึงสภาพการณ์ในเวลานั้นๆ ด้วย       

ในส่วนของบัญชี เมื่อมีการส่งของไปแล้วให้ถือว่ารายได้เกิดขึ้นแล้ว เพราะถือว่าผลประโยชน์และความเสี่ยงที่สินค้าอาจเสียหายได้ถูกถ่ายโอนไปที่ลูกค้าแล้ว ดังนั้นแม้จะยังไม่ได้รับเงิน บริษัทก็ต้องรับรู้รายได้ที่เกิดจากสินค้านั้นด้วย ซึ่งในกรณีที่ยังเก็บเงินไม่ได้ก็จะลงบัญชีไว้ว่า “ลูกหนี้การค้า”      

 “ลูกหนี้การค้า” ซึ่งมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Accounts Receivable, Trade Receivable หรือเรียกสั้นๆ ว่า A/R คือลูกหนี้ซึ่งเกิดจากการดำเนินงานของลูกค้า ซึ่งอาจเป็นการขายสินค้าหรือการให้บริการ โดยจะถือเกิดรายได้ขึ้นแล้ว และบริษัทคาดว่าจะได้รับเงินก้อนนี้ในอนาคต การขายในลักษณะนี้คล้ายกับ “การขายเชื่อ” ของร้านโชห่วยในสมัยก่อนนั่นเอง คือลูกค้าเอาของไปแล้วมาจ่ายเงินวันหลัง       

เมื่อบริษัทมีบัญชีลูกหนี้ก็จำเป็นต้องมีการบริหารลูกหนี้ ซึ่งบริษัทควรจะทำ ageing หรือการวิเคราะห์อายุลูกหนี้การค้า เพราะยิ่งลูกค้าจ่ายเงินช้า ความเป็นไปได้ที่จะเก็บเงินได้ก็ยิ่งลดลง ซึ่งการวิเคราะห์ลูกหนี้เป็นเครื่องมือเพื่อช่วยทำให้การบริหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น       

การวิเคราะห์อายุลูกหนี้เป็นการแบ่งลูกหนี้ที่ยังไม่ได้ชำระหนี้และช่วงระยะเวลา

ยกตัวอย่างเช่น บริษัท XYZ มีลูกค้าอยู่ 3 แห่งคือ บริษัท A บริษัท B และบริษัท C

1. บริษัท A มีลูกหนี้คงค้างทั้งสิ้น 300,000 บาท เป็นสินค้าที่เพิ่งสั่งไปยังไม่ถึงกำหนดชำระเงิน 15,000 บาท ส่วนที่เหลือเลยกำหนดชำระไปแล้ว โดยแบ่งได้เป็น 3 ก้อน

  • ก้อนแรกเพิ่งเลยกำหนดชำระไปไม่เกิน 30 วัน มีมูลค่า 90,000 บาท 
  • ก้อนที่สองเลยกำหนดไปแล้ว 30 วันแต่ไม่เกิน 60 วัน มีมูลค่า 110,000 บาท 
  • ส่วนก้อนสุดท้ายเลยกำหนดชำระไปแล้ว 2 เดือน มีมูลค่า 85,000 บาท       

2. บริษัท B มีลูกหนี้ทั้งสิ้น 50,000 บาท ซึ่ง 20,000 บาท ยังไม่ครบกำหนดชำระเงิน

  • ก้อนแรกเลยกำหนดชำระไปแล้วไม่เกิน 30 วัน มีมูลค่า 27,000 บาท 
  • ก้อนที่สองเลยกำหนดไปแล้ว 30 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน มีมูลค่า 3,000 บาท      

3. บริษัท C มีลูกหนี้ 7,000 บาท และยังไม่ถึงกำหนดชำระเงิน       

เมื่อนำมาทำการวิเคราะห์อายุลูกหนี้จะออกมาในลักษณะนี้

ลูกค้า ยอดรวม ยังไม่ครบกำหนดชำระ 1-30 วัน 31-60 วัน มากกว่า 61 วัน
บริษัท A 300,000 15,000 90,000 110,000 85,000
บริษัท B 50,000 20,000 27,000 3,000 -
บริษัท C 7,000 7,000 - - -
ยอดรวม 357,000 42,000 117,000 113,000 85,000  

 

ยิ่งมียอดลูกหนี้คงค้างนานเท่าไร โอกาสที่จะได้เงินก็น้อยลงเท่านั้น

เราจะเห็นภาพรวมของยอดลูกหนี้ได้ดีมากขึ้น ทำให้เราวิเคราะห์ได้ว่าบริษัท A มียอดลูกหนี้สูงสุดและเป็นยอดที่ค้างนาน เป็นไปได้ว่าอาจไม่สามารถเก็บเงินจากบริษัท A ได้ ทำให้บริษัท XYZ ต้องทบทวนการให้เครดิตและการขายสินค้าให้บริษัท A มากขึ้น เพราะโดยทั่วไป ยิ่งลูกหนี้คงค้างนานเท่าไร ก็จะยิ่งมีโอกาสได้รับเงินน้อยลงเท่านั้น หากเราขายให้บริษัท A ต่อไป ก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจไม่ได้รับเงินจากบริษัท A เลย       

ขณะที่บริษัท  B ก็น่าเป็นห่วงเช่นกัน แต่ว่าไม่มีลูกหนี้คงค้างเกิน 2 เดือน อาจจะเป็นไปได้ว่าเพิ่งขาดสภาพคล่อง แต่ยังมีศักยภาพในการหมุนเงินอยู่ ถือว่าไม่น่าห่วงเท่าไร ส่วนบริษัท C ไม่มีลูกหนี้คงค้างเกินกำหนด จัดเป็นลูกค้าชั้นดีที่ไม่ปัญหาด้านเครดิต       

สำหรับลูกหนี้ที่มีแนวโน้มว่าไม่สามารถเก็บเงินได้อย่างบริษัท A อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น บริษัทนั้นล้มละลายหรือมีการปิดกิจการหนี้ ในทางบัญชี บริษัทต้องมีการล้าง (write-off) บัญชีลูกหนี้ออกไป

แต่สำหรับลูกค้าที่ไม่มีเงินสดจ่ายลูกหนี้ แต่ยังคงดำเนินกิจการและพยายามหาทางจ่ายเงินอยู่ บริษัทก็สามารถบริหารลูกหนี้ได้ด้วยวิธีต่างๆ  ซึ่งนี่เป็นเพียง 4 วิธีเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงบริษัทอาจมีทางเลือกอื่นบริหารลูกหนี้มากกว่านี้ก็เป็นได้

1. ต่อรองกับลูกหนี้ 

ในฐานะเจ้าหนี้แล้ว บริษัทย่อมมีความสามารถในการต่อรองกับลูกค้า ซึ่งสามารถต่อรองให้การเก็บเงินเป็นไปได้หลายรูปแบบ เช่น การชำระหนี้เป็นงวด หรือการจำกัดการขายสินค้าหากไม่ชำระหนี้ การกระทำเหล่านี้นอกจากจะเป็นการช่วยลูกหนี้แล้ว ยังสามารถรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าไว้ได้ด้วย 

2. จ่ายเป็นสิ่งอื่น 

หากเกิดเหตุเช่นนี้ส่วนมากแล้วบริษัทมักจะขาดสภาพคล่อง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือไม่มีเงินสดเพียงพอที่จะจ่ายผู้ขายสินค้า (Supplier) แต่ยังมีสินค้าของตัวเองซึ่งสามารถนำไปขายต่อได้ เมื่อทางบริษัทได้สินค้าของลูกหนี้ก็สามารถนำไปขายทอดตลาดได้ ซึ่งอย่างน้อยก็ทำให้หนี้นั้นไม่กลายเป็นหนี้สูญ และหากขายได้กำไร กำไรส่วนนั้นก็จะเป็นของบริษัทเองอีกด้วย นั่นหมายความว่าบริษัทได้กำไรจากการขายในเบื้องต้นและการขายสินค้าที่ได้มาทีหลังอีกด้วย แต่ถ้าหากบริษัทของคุณเป็นบริษัทให้บริการ การให้บริการแทนการให้เงินก็นับเป็นวิธีที่สามารถชำระหนี้ได้ เช่น หากบริษัทของคุณ ทำธุรกิจโรงแรม แต่ไม่มีเงินจ่ายให้บริษัทซึ่งขายอาหารให้ คุณอาจให้บริษัทขายอาหารมาใช้บริการโรงแรมของคุณจัดงานปีใหม่หรือใช้พักตากอากาศประจำปีแทนก็ได้ นอกจากโรงแรมจะสามารถล้างหนี้ได้บางส่วน บริษัทขายอาหารก็ยังได้รับบริการโดยไม่ต้องจ่ายเงินสดอีกด้วย

3. แฟคตอริ่ง (Factoring) 

แฟคตอริ่งคือการซื้อขายลูกหนี้ โดยปกติเมื่อบริษัทขายสินค้าหรือให้บริการไปแล้ว บริษัทก็จะมี “ลูกหนี้” หรืออีกนัยหนึ่งคือสิทธิ์ที่จะเก็บเงินจากลูกค้า แต่ในบางกรณีบริษัทอาจขายสิทธิ์ในการเก็บเงินนั้นให้แก่บริษัทแฟคตอริ่ง เมื่อบริษัทแฟคตอริ่งได้รับสิทธิ์นั้น บริษัทจะทำหน้าที่เป็นผู้ติดตามและเก็บหนี้นั้น โดยทั่วไปบริษัทมักขาดทุน เพราะการขายลูกหนี้ไปให้คนอื่นเก็บเงินก็ย่อมได้เงินไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ในขณะเดียวกันวิธีนี้ก็เสี่ยงน้อยกว่า เพราะบริษัทได้รับเงินสดมาทันที ไม่ต้องรอเงินจากลูกค้าหรือนำสินค้าที่ได้รับไปขาย เพราะบริษัทอาจไม่มีความรู้เกี่ยวกับตลาดของสินค้าที่ได้รับมาจากลูกค้าก็ได้ แถมการได้เงินสดก็หมายความว่าบริษัทยังคงสภาพคล่องไว้ได้อีกด้วย 

4. ฟ้องร้อง

วิธีนี้เป็นวิธีสุดท้ายที่บริษัทจะทำ เพราะการฟ้องร้องย่อมกระทบภาพลักษณ์ของบริษัท และที่สำคัญคือกระทบความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทอีกด้วย และหากจำนวนเงินที่ฟ้องร้องไม่มากพอก็อาจจะไม่คุ้มกับเงินค่าดำเนินการที่เสียไปอีกด้วย         

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า บริษัทอาจมีวิธีจัดการลูกหนี้ที่ต่างกันไป แต่ 4 วิธีที่กล่าวมาเป็นวิธีที่บริษัทจะได้รับประโยชน์จากลูกหนี้ได้มากกว่า และการจ่ายหนี้อาจไม่ได้อยู่ในรูปของจำนวนเงินเสมอไป อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการลูกหนี้ที่ดีจำเป็นต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์และความจำเป็นในระยะเวลานั้นๆ อีกด้วย

 

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์