รวมมิตรทุกทฤษฎีการบริหาร ตอนที่ 2: Scientific Management การบริหารเชิงวิทยาศาสตร์

Photo belongs to West Midlands Police

พบกันอีกครั้งกับตอนที่ 2 ของบทความชุด รวมมิตรทุกทฤษฎีการบริหาร ซึ่งในตอนที่ 2 นี้ก็ยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องการบริหารทรัพยากรบุคคลกันอยู่เหมือนเดิม โดยทฤษฎีในตอนนี้ก็มีชื่อว่า Scientific Management หรือการบริหารเชิงวิทยาศาสตร์นั่นเอง ซึ่งเจ้าทฤษฎีที่ว่านี้ก็ไม่ธรรมดาเพราะมีอายุมาก็เกินศตวรรษเข้าไปแล้ว (ทฤษฎีถูกตีพิมพ์ในปี 1913 ซึ่งเดี๋ยวจะมีรายละเอียดเพิ่มเติม) แถมในทุกวันนี้ยังถูกนำไปปรับใช้กันอยู่มากมาย โดยเฉพาะในแวดวงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมและโรงงานต่างๆ เนื่องจากทฤษฎีนี้มักถูกนำไปใช้ในสถานการณ์ที่ทรัพยากรคนเริ่มไม่เพียงพอ แต่กลับต้องการเพิ่มผลผลิตเป็นจำนวนมาก แต่ก่อนที่เราจะไปสู่เนื้อหา ลองมาทำความรู้จักกับที่มาและประวัติผู้คิดทฤษฎีคร่าวๆ กันสักหน่อยก่อน

จุดเริ่มต้น

ผู้คิดทฤษฎีการบริหารเชิงวิทยาศาสตร์นั้นมีชื่อว่า Frederic W. Taylor ชายผู้เริ่มต้นชีวิตการทำงานจากการเป็นนายช่างตั้งแต่ปี 1875 ก่อนที่จะก้าวขึ้นไปสู่ตำแหน่งหัวหน้างานวิศวกรรม จึงไม่น่าแปลกใจที่ชายผู้นี้จะมีความหลงใหลในด้านวิศวกรรมและการผลิตมาเป็นพิเศษ ซึ่งด้วยความชอบส่วนตัวนี้ทำให้เขามุ่งมั่นที่จะค้นคว้าหาวิธีที่จะทำให้กระบวนการทำงานต่างๆ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยอาศัยการนำวิทยาศาสตร์เข้ามาประยุกต์ใช้กับการผลิตในแบบที่ไม่เคยมีใครเคยทำมาก่อน จนได้ตีพิมพ์หนังสือที่มีชื่อว่า “The Principles of Scientific Management” เป็นครั้งแรกในปี 1911 และถูกยกย่องให้เป็น บิดาแห่งการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ มาถึงทุกวันนี้

โดยผลงานที่โดดเด่นที่สุดของ Taylor ก็คือการพัฒนาประสิทธิภาพในกระบวนการทำงานและแรงงาน ในโรงงานหลอมเหล็กเพิ่มผลผลิตในขณะที่ใช้แรงงานเท่าเดิม ซึ่ง Taylor ก็เริ่มต้นค้นคว้าหาแนวทางที่ดีที่สุดจากการทดลองต่างๆ ในการขนเหล็ก รวมไปถึงความเหมาะสมของอุปกรณ์ที่ใช้ขนเหล็กในแต่ละครั้ง มีการพัฒนาทักษะของคนงานให้มีความเชี่ยวชาญในงานของตนเองจนสามารถดำเนินงานได้อย่างคล่องแคล่วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยิ่งไปกว่านั้น Taylor ยังเลือกที่ใช้การจ่ายค่าจ้างให้กับแรงงานเป็นรายชิ้นเพื่อเพิ่มแรงบันดาลใจในการทำงานอีกด้วย จนผลสุดท้าย Taylor ก็สามารถทำให้โรงเหล็กแห่งนี้มีผลผลิตจากการขนเหล็กเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัวเลยทีเดียว

4 หลักการของทฤษฎีการบริหารเชิงวิทยาศาสตร์

1) ใช้วิทยาศาสตร์แทนสิ่งที่เคยชิน (Science, not rule of thumb)

ตามแนวคิดของวิทยาศาสตร์นั้นคือการทดลองหาแนวทางหรือกระบวนการใหม่ๆ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นให้ได้อยู่เสมอในทุกภาคส่วนของการทำงาน ต่างจากที่หลายองค์กรมักยึดติดกับความเคยชินและสร้างกระบวนการซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยที่ไม่มีอะไรพัฒนาขึ้นมาเลย ดังนั้นจุดประสงค์ในหัวข้อนี้ก็คือการวิเคราะห์และพิจารณาถึงการทำงานในกระบวนการต่างๆ เพื่อคิดค้นเทคนิคใหม่ๆ ให้การทำงานนั้นเป็นไปได้ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น และลดต้นทุนทั้งเงินและทรัพยากรให้ได้มากขึ้น

2) สร้างความสามัคคี แทนความแตกแยก (Harmony, not discord)

แนวคิดของ Taylor ในหัวข้อนี้ก็คือการสร้างบรรยากาศในการทำงานโดยให้ทั้งฝ่ายแรงงาน (ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการผลิต) และฝ่ายบริหารจัดการนั้นตระหนักว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็มีความสำคัญต่อกระบวนการผลิตอย่างเท่าเทียมกัน จะขาดฝ่ายไหนไปก็ไม่สามารถดำเนินการผลิตต่อไปได้ ซึ่งแนวคิดนี้อาจเรียกได้ว่าเป็น “การปฏิวัติทางความคิด” (Mental Revolution) ที่จะลบล้างความขัดแย้งต่างๆ ในการทำงานของฝ่ายแรงงานและฝ่ายบริหารจัดการ โดยปลูกฝังความคิดที่ว่าต้องเห็นแก่ระบบส่วนรวมมากกว่าส่วนตน โดยปัจจัยความสำเร็จในการสร้างความสมานฉันท์นั้นก็คือการสร้างผลประโยชน์ร่วมกันที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รับอย่างพึงพอใจ

3) ร่วมมือกัน แทนที่จะเป็นเอกเทศ (Cooperation, Not Individualism)

ในหัวข้อนี้อาจดูไม่ต่างจากหัวข้อในข้อ 2 มากนัก กับที่เน้นความสามัคคีเพื่อไปถึงเป้าหมายเดียวกันในการทำงาน เพราะ Taylor มีแนวคิดที่ว่าการร่วมมือการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพนั้นจะช่วยให้งานเดินหน้าไปได้เร็วกว่าการต่างคนต่างทำ โดย Taylor ก็ใช้การปลูกฝังความคิดการรับผิดร่วมกัน และรู้จักบทบาทหน้าที่ของตัวเองในส่วนที่เชื่อมโยงไปยังพนักงานคนอื่นๆ ด้วย

4)  พัฒนาศักยภาพของคนให้เต็มประสิทธิภาพ

ในหลักการนี้นั้นก็คือการพัฒนาคนในองค์กรให้ได้มีประสิทธิภาพตามทักษะที่แต่ละคนถนัดที่แตกต่างกันออกไป โดยต้องเข้าใจว่าแต่ละคนนั้นไม่ได้เก่งไปเสียทุกอย่าง แต่เราต้องมองให้ออกว่าคนที่เราจะใช้งานนั้นมีความถนัดในด้านไหน ก่อนที่จะทดลองจัดแผนการฝึกฝนทักษะให้ตรงกันกับฝีมือที่พวกเขามี แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่ความสนใจและความสมัครใจของพนักงานด้วย เพราะเมื่อพนักงานคนนั้นๆ มีความหลงใหลในทักษะงานด้านใดแล้ว พวกเขาก็พร้อมที่จะทุ่มเทและให้ความสำคัญกับงานที่เขารักมากกว่าคนที่ไม่สนใจในงานเดียวกัน

     ...       

จากข้อมูลในทฤษฎีทั้งหมดนั้นจะเห็นได้ว่าข้อดีของทฤษฎีการบริหารเชิงวิทยาศาสตร์ของ Taylor นั้นก็คือการจัดการและพัฒนากระบวนต่างๆ อย่างเป็นระบบ สามารถวัดผลความก้าวหน้าไปได้จริง อีกทั้งยังเป็นกระบวนการปลูกฝังความคิดที่ทำให้องค์กรนั้นเกิดการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา ไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพของคนในด้านที่ถนัดให้มีความเชี่ยวชาญในงานนั้นๆ จนเกิดประสิทธิภาพในการทำงานส่งผลให้มีกระบวนการผลิตที่ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ทฤษฎีก็ยังมีข้อเสียที่ถูกวิจารณ์ในด้านการที่ Taylor มีแนวคิดมองคนเป็นเครื่องจักรมากเกินไป และมักนิยมใช้เงินตอบแทนพนักงานเมื่อต้องการเพิ่มผลผลิต ทำให้ทฤษฎีของ Taylor จึงเปรียบเสมือนดาบสองคมเมื่อนำไปใช้อย่างไม่ถูกวิธี ทำให้เมื่อเราต้องการจะนำไปปรับใช้แล้วนั้นก็ขอให้ยึดถือหลักการบางส่วนที่ดีและข้อเสียของทฤษฎีมาปรับปรุงอย่างเช่น การมีมนุษยธรรม และเอาใจใส่กับพนักงานอย่างจริงใจมากขึ้น โดยไม่มุ่งหวังเพื่อประโยชน์ของธุรกิจเพียงอย่างเดียว

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์