รวมมิตรทุกทฤษฎีการบริหาร : ตอนที่ 1.1 – ทฤษฎีบริหาร 14 ประการของ Fayol (ภาคต้น)

Photo belongs to Vodafone Germany

ก่อนอื่นขอเล่าถึงที่มาของ Series ชุดรวมมิตรทุกทฤษฎีการบริหารกันสักหน่อย เนื่องจากทาง Incquity ได้ทำการสำรวจเนื้อหาทางธุรกิจด้านต่างๆ ก็พบว่าหลักการบริหารถือเป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่ผู้คนให้ความสนใจกันเป็นอย่างมากและสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจไหนๆ ทั้งเป็นธุรกิจส่วนตัวหรือการเป็นลูกจ้าง แต่น่าเสียดายที่แหล่งข้อมูลหลายแหล่งนั้นอยู่ค่อนข้างกระจัดกระจายอยู่ตามเว็บต่างๆ โดยไม่ได้มีการจัดหมวดหมู่อย่างชัดเจน Incquity จึงเล็งเห็นว่าหากมีการรวบรวมทฤษฎีบริหารต่างๆ และจัดรูปแบบออกมาให้เป็นแพทเทิร์นที่อ่านง่าย นำไปใช้ได้จริงแล้ว ก็คงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านได้มาก นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ Series หลายตอนชุดใหม่นี้ ซึ่งหากผู้อ่านมีข้อสงสัยหรือข้อแนะนำสำหรับบทความแล้วก็สามารถ Comment เสนอแนะกันได้เลยครับ

สำหรับในตอนแรกของชุดนั้น Incquity จะขอพาไปรู้จักกับ Fayol’s 14 Principle ซึ่งเป็นทฤษฎีที่จัดอยู่ในหมวดหมู่ของการบริหารจัดการคนให้มีประสิทธิภาพ โดยทฤษฎีนี้มีจุดเริ่มต้นมาจาก Henri J. Fayol ซึ่งเป็นนักธุรกิจชาวฝรั่งเศสซึ่งเป็นผู้คิดค้นและเริ่มต้นนำมาใช้ในปี 1916 

หลักการของ Fayol นั้นมาจากแนวคิดที่เชื่อว่า ผู้บริหารนั้นควรที่จะรับผิดชอบโครงสร้างทุกส่วนในองค์กรเพื่อให้เหมาะสมและตรงกับเป้าหมายที่องค์กรตั้งไว้ ผ่านการบริหารคนและทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ ถึงแม้ทฤษฎีของ Fayol จะเป็นทฤษฎีที่เก่ากว่าเกือบศตวรรษ (ปัจจุบัน 2015) แต่แนวคิดทั้ง 14 ประการนี้ก็ยังคงเป็นที่ยอมรับและถูกนำมาปรับใช้ในทุกยุคทุกสมัยมาจนถึงในปัจจุบัน โดยทฤษฎีของ Fayol ทั้ง 14 ข้อก็มีดังนี้

1. การจัดแบ่งงาน (Division of Work)

ไม่มีใครที่จะมีความถนัดในการทำงานในทุกๆ ประเภท เพราะแต่ละคนนั้นก็ย่อมมีงานที่เชี่ยวชาญในด้านที่ตัวเองมีประสบการณ์หรือได้ศึกษามา ทำให้การจัดแบ่งงานให้เหมาะสมนั้นจึงถือเป็นหลักการอันดับต้นๆ ที่จะช่วยให้งานนั้นออกมามีประสิทธิภาพทั้งในด้านคุณภาพของงาน และเวลาที่กำหนด ดังนั้นในแต่ละงานเราจึงควรมั่นใจว่าคนที่เรามอบหมายให้รับผิดชอบนั้นมีความรู้และทักษะเพียงพอที่จะทำงานให้ออกมาดีได้ และถ้าหากต้องการที่จะพัฒนาความสามารถของพนักงานให้มีความเชี่ยวชาญมากขึ้นแล้วนั้นก็ควรที่จะมุ่งพัฒนาในเชิงลึกอย่างการจัดการงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้นดีกว่าที่จะให้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในแนวกว้าง ยกเว้นแต่ว่างานเหล่านั้นมีความเชื่อมโยงและใกล้เคียงกัน หรือตัวพนักงานมีความสนใจที่อยากจะเรียนรู้เพิ่มเติมเองก็ค่อยพิจารณาถึงความเหมาะสมดูอีกที

2. อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ (Authority and Responsibility)

อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบนั้นเปรียบเสมือนสิ่งที่ไปคู่กันอยู่เสมอ ในขณะที่เรานั้นกำลังรับผิดชอบสิ่งหนึ่งอยู่ ก็ควรที่จะตั้งคำถามว่ามันเป็นส่วนหนึ่งในหน้าที่ของเราด้วยหรือไม่ เพราะการมีอำนาจหน้าที่นั้นควรมีการใช้ให้ถูกต้องตามที่ได้รับมอบหมาย หากเรามีหน้าที่ในการควบคุมดูแลพนักงาน ก็ควรที่จะนำทางพวกเขาไปสู้เป้าหมายได้ด้วยมั่นใจ และให้พวกเขาเกิดความเชื่อถือในตัวของเรา หรือหากเรามีหน้าที่ในการกำหนดบทลงโทษแก่พนักงานก็ควรที่จะมีความเข้มงวด เอาจริงเอาจัง และมีความเสมอภาคในทุกภาคส่วน ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ถือเป็นความรับผิดชอบภายใต้ขอบเขตหน้าที่ของเราด้วย

3. ความมีระเบียบวินัย (Discipline)

ระเบียบวินัยในแต่ละองค์กรอาจมีได้หลากหลายและขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมขององค์กรนั้นๆ เช่น การทำตามคำสั่งตามที่ได้รับมอบหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา การมุ่งเน้นยึดถือเอาค่านิยมขององค์กรมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน ซึ่งระเบียบวินัยเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้องค์กรนั้นสามารถเดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในขณะเดียวกันในองค์กรที่มีการบริหารเรื่องระเบียบวินัยนั้น ตัวผู้บริหารเองก็ควรที่จะเป็นแบบอย่างให้กับผู้ร่วมงานให้ได้ปฏิบัติตามกันอย่างเคร่งครัด และหากตัวผู้บริหารหรือหัวหน้ามีการละเมิดกฎระเบียบแล้วก็ควรที่จะได้รับบทลงโทษอย่างเท่าเทียมกับทุกคนในทีมด้วยเช่นกัน ไม่เช่นแล้วบรรดาพนักงานที่เหลืออาจเกิดความเคลือบแคลงใจในกฎระเบียบอย่างแน่นอน

4. อำนาจคำสั่งหนึ่งเดียว (Unity of Command)

สมาชิกทุกคนในทีมจะควรทำความเข้าใจว่าใครคือคนที่มีอำนาจที่ใหญ่ที่สุดในทีมและทุกคนในทีมควรที่จะรับฟังคำสั่งจากใคร ซึ่งแน่นอนว่าในแต่ละทีมก็ควรที่จะมีหัวหน้าเพียงหนึ่งเดียวที่จะเป็นคนสั่งการหรือออกคำสั่งกับคนในทีมได้ และที่สำคัญหัวหน้านั้นจะต้องเป็นที่น่าเชื่อถือและพึ่งพาได้สำหรับลูกน้อง ไม่เช่นนั้นอาจมีผลที่ตามมากมายทั้งคำสั่งที่ไม่เป็นหนึ่งเดียวเพราะลูกน้องไม่รู้ที่จะเลือกปฏิบัติตามคำสั่งของใคร เรื่องกฎระเบียบก็จะพังทลายไปด้วยเพราะหัวหน้าไม่น่าเชื่อถือ จนสุดท้ายผู้บริหารก็จะหมดอำนาจและหน้าที่ในทีมไปจนไม่มีใครอยากเชื่อฟังอีก ดังนั้นหัวหน้าในทีมควรที่จะมีความชัดเจนและเป็นหนึ่งเดียวในการกำหนดคำสั่งต่างๆ ตามอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบด้วย

5. อำนาจทิศทางหนึ่งเดียว (Unity of Direction)

ในหัวข้อนี้จะคล้ายกับข้อที่ 4 โดยจะมีหลักการเหมือนกันก็คือหัวหน้าจะเป็นผู้ที่มีอำนาจหนึ่งเดียวในการกำหนดทิศทางของทีมและวางแผนต่างๆ เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะหากแต่ละคนไม่เชื่อฟังหัวหน้าและเลือกที่จะทำงานตามทิศทางของตัวเองแล้วก็ยากที่จะทำให้งานประสบความสำเร็จด้วยดี ซึ่งก็แน่นอนว่าตัวหัวหน้าะก็ต้องมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะให้ลูกน้องนั้นเชื่อถือและเลือกที่จะปฏิบัติตาม

6. ผู้ร่วมงานต้องเห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวม (Subordination of individual interests to general interest)

อาจดูไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้บุคคลที่ต่างที่มานั้นจะเข้ามาร่วมกันทำงานโดยมีจุดประสงค์เดียวกันและเห็นแก่ส่วนรวมกันตั้งแต่ต้น เพราะแต่ละคนก็ต่างมุ่งหวังผลประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งก็คงเป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่จะทำให้ผู้ร่วมงานนั้นยอมที่จะสละผลประโยชน์ส่วนตนออกไปก่อนที่จะยึดถือในผลประโยชน์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทีม และนั่นก็หมายถึงการที่จะต้องระบบเปลี่ยนนิสัยและพฤติกรรมที่ไม่ดี อย่าง ความเห็นแก่ตัว ความขี้เกียจ ความไม่เอาใจใส่ และอารมณ์ส่วนตัวออกไปด้วย เพื่อให้ผู้คนในทีมนั้นมีจุดหมายเดียวกันในการทำงาน และอยู่ร่วมกันเป็นทีมได้อย่างมีความสุข

...

ผ่านไปแล้วกับ 6 ใน 14 ทฤษฎีของ Fayol ด้วยเนื้อหาที่อัดแน่นจนกลัวว่าหากใส่ให้ครบทั้ง 15 ข้อเลย อาจทำให้บทความยาวไปผู้อ่านจะท้อกันไปซะก่อน ทาง Incquity จึงของอนุญาตตัดแบ่งเรื่องตรงนี้เสมือนให้เป็นจุดพักให้ได้ทบทวนถึงเนื้อหาและตัวอย่างการนำไปใช้ในบทความกันดูก่อนว่ามีไอเดียและหลักการใดที่สามารถลองนำไปปรับใช้กันได้บ้าง ซึ่งก็รับรองได้ว่าอีก 8 ทฤษฎีการบริหารของ Fayol ที่เหลือจะตามมาในอีกไม่นานเกินรอครับ

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์