Lolly Wolly Doodle จากเย็บเสื้อผ้าในบ้านกลายเป็นธุรกิจระดับสิบล้าน

https://www.facebook.com/LollyWollyDoodle

ในครั้งเริ่มต้นที่ Brandi Temple ตัดเสื้อผ้าสำหรับสวมใส่ให้กับลูกสาวของเธอในปี 2008 Brandi ก็ตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าเธอมีความสามารถในการตัดเสื้อผ้าสำหรับเด็กได้ในจำนวนมากมากกว่าการตัดเย็บสำหรับลูกๆ ของเธอเท่านั้น และไม่ปล่อยให้โอกาสผ่านไป Brandi นำสินค้าจากฝีมือตัดเย็บของเธอขึ้นขายในเว็บไซต์ eBay และได้รับยอดสั่งซื้อจำนวนมาก โดยที่ไม่ได้คาดหวังไว้ล่วงหน้าเลยว่า งานอดิเรกเล็กๆ น้อยๆ จะก่อร่างเป็นธุรกิจที่ต้องว่าจ้างพนักงานกว่า 160 คน!

เหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนของเรื่องนี้คือการที่สามีของ Brandi มีความจำเป็นต้องออกจากงาน ครอบครัว Temple ตัดสินใจขยายขอบเขตการขายเสื้อผ้าสำหรับเด็กของผู้เป็นภรรยา จาก eBay สู่ Facebook และเมื่องานออกแบบเสื้อผ้าจาก Brandi ปรากฏบนพื้นที่ออนไลน์อย่างแฟนเพจ... “ผลการตอบรับเป็นไปอย่างดีมาก ธุรกิจของเราต้องเติบโตด้วยความเร็วที่เราไม่ทันรับมือ”

ในวันนี้ที่บริษัทของ Brandi คือ Looly Wolly Doodle สามารถสร้างรายรับได้มากถึง 10 ล้านเหรียญฯ ต่อปี และกลายเป็นบริษัทที่มีพนักงานมากที่สุดใน Lexington และได้รับเงินทุนสนับสนุนถึง 20 ล้านเหรียญฯ จากบริษัทลงทุนอย่าง Revolution Growth (เจ้าของบริษัทคือเศรษฐีอย่าง Steve Case) โดยสองปัจจัยหลักที่เป็นเบื้องลึกเบื้องหลังของความสำเร็จที่ Looly Wolly Doodle มีก็คือ หนึ่ง วิธีการผลิตด้วยนวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่า “การผลิตแบบทันเวลา (jusi-in-time)” และสองคือ ความมุ่งมั่นที่จะติดต่อสร้างความสัมพันธ์ด้วยความจริงใจ Looly Wolly Doodle สามารถสร้างยอดขายในอัตรา 60 เปอร์เซนต์ได้ผ่านการจัดจำหน่ายทางเฟซบุ้ค และอีก 40 เปอร์เซนต์ที่เหลือผ่านการจัดจำหน่ายทางหน้าเว็บไซต์

เริ่มต้นจากการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า

วันนี้บริษัทของ Brandi คือ Looly Wolly Doodle สามารถสร้างรายรับได้มากถึง 10 ล้านเหรียญฯ ต่อปี และกลายเป็นบริษัทที่มีพนักงานมากที่สุดใน Lexington

ในช่วงแรก Brandi ให้ความสำคัญกับเป้าหมายด้านยอดขายน้อยกว่า การสร้างความสัมพันธ์อย่างเข้มข้นที่มีต่อกลุ่มลูกค้าของเธอในโซเชียล มีเดีย Brandi พูดคุย ติดต่อ และแบ่งปันเรื่องราวในเส้นทางการเป็นผู้ประกอบการของเธอผ่านหน้าแฟนเพจอย่างเป็นกันเอง และออกแบบเสื้อผ้าสำหรับเด็กที่มีพื้นฐานอยู่บนความต้องการของลูกค้าอีกด้วย “ถ้าวันหนึ่งหากลูกค้าของฉันเห็นชุดเดรสของเด็กหญิงสีเขียว และพวกเขาบอกว่าชอบการออกแบบของชุดมาก เพียงแต่อยากได้ผ้าสีแดง พวกเขาก็จะได้เห็นเดรสสีแดงในแบบที่พวกเขาชอบในวันถัดมาเลยล่ะ”

และในทางกลับกัน กลุ่มลูกค้าของ Brandi ก็จะชอบโพสต์รูปที่ลูกๆ ของพวกเธอกำลังสวมใส่เสื้อผ้าจาก Looly Wolly Doodle คำชื่นชมแบบปากต่อปากเผยแพร่ไปอย่างรวดเร็ว จนถึงในวันนี้ที่ Looly Wolly Doodle มีจำนวนผู้ไลค์ในแฟนเพจมากถึง 657,000 ราย “สำหรับโลกแห่งแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นแล้ว อินเทอร์เน็ตและการสื่อสารผ่านโซเชียล มีเดีย ดูเหมือนจะเป็นความคิดหลังๆ ที่พวกเขาให้ความสำคัญ แต่สำหรับ Looly Wolly Doodle แล้ว สิ่งที่เป็นการตลาดแบบบอกต่อที่คลาสสิคที่สุดก็คือ เสียงสะท้อนที่ได้มาจากกลุ่มลูกค้าของเรา”

ขยายสู่สายการผลิตที่ใหญ่ขึ้น

แต่กลับมีเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำหรับ Looly Wolly Doodle เมื่อการเติบโตของธุรกิจที่รวดเร็วเกินไปนำพามาซึ่งการต้องปิดตัวโรงงานลงในปี 2010 ด้วยเหตุผลที่เป็นเรื่องของการไม่มีพื้นฐานด้านการทำธุรกิจ, เทคโนโลยีหรือกระบวนการผลิต และไม่มีงบประมาณมากพอที่จะขยายฐานการผลิต Brandi ก็พยายามอย่างเต็มกำลังที่จะรักษาธุรกิจไว้เพื่อครอบครัวและลูกจ้างอีกหลายคนของเธอเอง “เมื่อนั้นฉันคิดเลยว่าฉันควรขายบริษัท นั่นอาจจะได้เงินมาจำนวนหนึ่ง เพราะฉันทำต่อไปคนเดียวไม่ได้อีกแล้ว” แต่โลกนี้ก็ยังไม่เลวร้ายเกินไปเท่าไหร่นัก เมื่อ Brandi ได้รับความช่วยเหลือจาก Shana Fisher ผู้ก่อตั้ง High Line Venture Partner ในนิวยอร์ก “ในครั้งแรกที่ฉันโทรหา Brandi ฉันพูดทันทีเลยว่า ‘เธอขายธุรกิจนี้ไม่ได้นะ เราจะรักษามันต่อไว้ด้วยกัน’” Shana ประทับใจในสัญชาตญาณทางธุรกิจที่ Brandi มีอยู่ในตัว อย่างที่ Brandi ทำต่อการออกเสื้อผ้าไปจนถึงการนำออกจำหน่ายบนโลกออนไลน์ และในเดือนกันยายนของปีเดียวกันนั้นเอง ที่ Looly Wolly Doodle เปิดตัวการผลิตอย่างเต็มรูปแบบด้วยพื้นที่โรงงานการผลิตที่ขนาดใหญ่กว่า 8,000 ตารางฟุต และเริ่มต้นว่าจ้างช่างเย็บผ้าอย่างเต็มรูปแบบ

ระบบการสั่งซื้อและส่งของออนไลน์คือจุดแข็งที่สำคัญ

การโฆษณาบนโซเชียล มีเดียของ Looly Wolly Doodle หรือการโฆษณาในเว็บไซต์ก็ตาม Brandi ไม่ได้คำนึงถึงรายการสินค้าที่สำเร็จแล้วเท่าไหร่นัก เนื่องด้วยกระบวนการผลิตแบบทันเวลาที่ Brandi เลือกใช้นี่เอง ที่ทำให้สามารถผลิตสินค้าได้ตามเท่าที่ขาย หมายความได้ว่า เมื่อสินค้าชิ้นหนึ่งๆ ถูกซื้อ ลูกค้าชำระค่าสินค้ามาให้ภายใน 72 ชั่วโมง ช่างตัดจะคัดเลือกเนื้อผ้าเพื่อตัดเป็นทรงตามที่ลูกค้าสั่งซื้อ หลังจากนั้น ลูกค้าจะได้รับสินค้าภายใน 2-4 สัปดาห์ การจัดจำหน่ายในระบบออนไลน์จึงมีความแข็งแรงอยู่ เพราะไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องสต็อกสินค้าตกค้าง หรือมีสินค้าคงเหลือที่ไม่ถูกเลือกซื้อแต่อย่างใด

ธุรกิจสามารถเติบโตไปพร้อมกับชุมชนได้

จากตัวอย่างของ Looly Wolly Doodle จะพบว่ามีข้อได้เปรียบจากการที่โรงงานนั้นตั้งอยู่เมืองอุตสาหกรรมอย่าง Lexington การได้ติดป้ายว่า Made in USA นั้นส่งผลด้านบวกได้ดีกว่าการต้องแข่งขันกับบริษัทที่มีแหล่งการผลิตอยู่ในประเทศอื่น Lexington ครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองที่ประสบความสำเร็จและเต็มไปด้วยโรงงานผลิตที่หลากหลาย การเกิดขึ้นของ Looly Wolly Doodle เท่ากับเป็นสัญญาณแห่งการฟื้นฟู และเรียกความมีชีวิตกลับคืนสู่เมืองนี้ โดยในเดือนนี้ (เดือนสิงหาคม 2013) Looly Wolly Doodle  มีแผนการที่จะขยายพื้นที่โรงงานให้เพิ่มขึ้นสู่ 100,000 ตารางฟุตตามอัตราการผลิตที่เพิ่มขึ้น 

งบประมาณ 20 ล้านเหรียญฯ นั้นสามารถเข้ามาเติมเต็ม และเป็นปัจจัยช่วยให้การเคลื่อนที่ไปสู่ความสำเร็จข้างหน้านั้นเป็นไปได้ง่ายมากขึ้น Looly Wolly Doodle ยังมีแผนที่จะว่าจ้างผู้คนในพื้นที่เมือง Lexington กว่า 100 ตำแหน่งงานในอีกสองปีข้างหน้า และไม่หยุดยั้งการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายสู่แอพพลิเคชั่นในมือถือ อินสตาแกรม และพินเทอร์เรส

• • •

ในวันนี้ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วว่า Looly Wolly Doodle จะมีจำนวนคนกดไลค์ในแฟนเพจมากถึงเท่าไหร่ หรือพื้นที่ในโรงงานจะขยายไปไกลขนาดไหน “ฉันยังคงรู้สึกเหมือนวันแรกที่เริ่มต้นเย็บผ้า ที่เมื่อสิ้นสุดวันแล้ว ฉันมีเพียงความรักและความสนใจในสิ่งเดิมๆ นั่นเอง”

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์