ลงทุนอย่างชาญฉลาดเพื่อให้ธุรกิจเติบโต

Photo belongs to dmdzine

เมื่อถึงวันหนึ่งที่ธุรกิจของเราพร้อมที่จะเติบโตจากธุรกิจขนาดเล็กไปสู่ธุรกิจที่ขนาดใหญ่ขึ้น มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราจะต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นการขยายสำนักงาน เพิ่มจำนวนพนักงานให้มากขึ้น ให้ความสำคัญกับลูกค้ามากขึ้น และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งสำหรับธุรกิจที่กำลังเติบโตนั้นก็อาจจะไม่ได้มีเงินทุนมากเพียงพอที่จะลงทุนเพิ่มเติมกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เราต้องการได้ครบ ทำให้ในบางครั้งก็อาจจะเป็นเรื่องยากที่จะตัดสินใจว่าจะนำเงินไปลงทุนกับอะไรที่เหมาะสมที่สุดและให้ผลตอบแทนกลับมาสูงสุด ซึ่งสำหรับธุรกิจ SMEs หรือ startup แล้ว ต่อไปนี้คือ 3 แง่มุมของธุรกิจที่เราควรให้น้ำหนักในการลงทุนเป็นอันดับแรกๆ พร้อมทั้งเหตุผลว่าแต่ละข้อนั้นจะช่วยให้ธุรกิจของเราพัฒนาอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

1. จ้าง Outsource

สำหรับตำแหน่งที่ไม่ได้มีความจำเป็นต่อธุรกิจตลอดเวลา หรือไม่ได้เป็นแกนหลักสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ การเลือกจ้างพนักงานแบบ outsource อาจให้ผลที่คุ้มค่ากว่า

เมื่อธุรกิจของเรานั้นเติบโตจากขนาดเล็กไปสู่ขนาดกลางแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะตามมาอย่างแน่นอนก็ความยุ่งยากหลายๆ อย่างที่เราต้องเผชิญ เพราะธุรกิจขนาดกลางย่อมมีระบบและกระบวนการต่างๆ ที่เราต้องมานั่งคิดและใส่ใจมากกว่าเดิม จากที่ธุรกิจขนาดเล็กเราอาจทำบัญชีได้ด้วยตนเอง พอธุรกิจใหญ่ขึ้นบัญชีเหล่านั้นก็อาจซับซ้อนจนเกินความสามารถของเรา หรือในบางครั้งองค์กรของเราอาจต้องมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง หรือต้องพึ่งพาโปรแกรมเมอร์เพื่อเขียนโปรแกรมขึ้นมาให้กับองค์กรได้ใช้ เป็นต้น

ซึ่งหากเราคิดดูดีๆ แล้วจะพบว่าตำแหน่งต่างๆ ในข้างต้นอาจไม่จำเป็นสำหรับองค์กรของเราตลอดเวลา หรืออาจจะไม่ใช่ตำแหน่งหลักๆ ที่มีหน้าที่ขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า ดังนั้นการที่เรานำเงินไปลงทุนกับการจ้าง Outsource สำหรับตำแหน่งเหล่านี้เพื่อให้ทำหน้าที่จบเป็นงานๆ ไป ก็ช่วยให้เราสามารถประหยัดต้นทุนได้มากกว่าการจ้างพนักงานประจำเข้ามา ทั้งนี้ยังรวมไปถึงตำแหน่งที่จำเป็นอย่างพนักงานขาย หรือตำแหน่งอื่นๆ ที่เราขาดแคลนได้บางช่วงเวลาได้อีกด้วย เช่น ในช่วงปีใหม่ที่ธุรกิจของเราเกิดค้าขายได้มากกว่าปกติ เราก็ควรที่จะจ้างพนักงานชั่วคราวมาสำหรับการช่วยเหลือในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เช่นนี้ และเมื่อหมดช่วงนั้นไปก็กลับไปใช้พนักงานจำนวนเท่าเดิม ก็จะช่วยให้งานของเรานั้นมีประสิทธิภาพเมื่อถึงเวลาที่เราต้องการ และยังช่วยประหยัดต้นทุนได้มากกว่าเดิมอีกด้วย

2. การตลาด

การที่ธุรกิจเติบโตขึ้นไปนั้นหมายถึงการที่เราได้กำไรจากธุรกิจได้มากขึ้นกว่าเดิม และกำไรที่มากขึ้นกว่าเดิมจะมาจากอะไรได้อีกล่ะ ถ้าไม่ใช่จากปริมาณของลูกค้าที่ใช้สินค้าและบริการของเราเพิ่มขึ้น ซึ่งถ้าในขณะนั้นเราคิดว่าเราสามารถควบคุมดูแลลูกค้าได้เป็นอย่างดีแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะก้าวต่อไปโดยการลงทุนกับการทำการตลาดเพื่อขยายฐานลูกค้าที่มีอยู่ให้มากขึ้นไปกว่าเดิมแล้วล่ะ

การทำให้แบรนด์หรือธุรกิจของเรานั้นเป็นที่รู้จักไปได้ในวงกว้างก็ทำได้หลายๆ วิธี ตั้งแต่ใช้ทุนน้อยไปถึงใช้ทุนมาก โดยวิธียอดนิยมสำหรับแบรนด์ที่ต้องการนำเสนอสินค้าใหม่หรือต้องการประชาสัมพันธ์เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสินค้าและการบริการก็มักที่จะใช้วิธีจัดอีเวนท์ต่างๆ เพื่อเชิญสื่อมวลชนมาทำหน้าที่เผยแพร่งานเหล่านั้น แต่ถ้าหากเรามีต้นทุนมากหน่อยก็สามารถนำเงินทุนนั้นไปลงกับโฆษณาโทรทัศน์ วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ทั้งหลาย รวมไปถึงโฆษณาตามเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อให้ผู้คนรู้จักแบรนด์ของเรามากขึ้นได้อีกด้วย

ในปัจจุบันยังมีอีกช่องทางหนึ่งในการทำการตลาดที่กำลังเป็นนิยม และยังใช้ต้นทุนไม่มากนั่นก็คือการโปรโมทแบรนด์ของเราผ่านทาง Social Media ต่างๆ เช่น Facebook, Twitter, Google Plus และอื่นๆ อีกมากมาย ที่รอให้เราได้เลือกสรรว่าจะใช้ชนิดไหนดี เพราะในแต่ละชนิดก็จะมีจุดเด่นที่ต่างกันออกไป ซึ่งนั่นก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะลงไปศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้ Social Media เหล่านี้ว่าเป็นอย่างไร และเราจะมีวิธีการตอบสนองพวกเขาอย่างไรบ้าง แต่ถ้าหากเราไม่มีเวลาที่จะลงมือทำเองแล้ว ก็ลองหา Outsource ตำแหน่ง Social Media Specialist หรือผู้เชี่ยวชาญในการดูแล social media มาช่วยบริหารงานในส่วนนี้แทนเราก็ได้

3. เทคโนโลยี

เทคโนโลยีในทุกวันนี้มีประโยชน์มากมาย และช่วยให้ชีวิตของเรานั้นสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ทำให้หลายๆ องค์กรตัดสินใจที่จะลงทุนให้กับเทคโนโลยีใหม่ๆ ในองค์กรอยู่เสมอ ในปัจจุบันนั้นมีหลายองค์กรแล้วที่เลือกลงทุนในอุปกรณ์อย่าง Smart phone หรือ Tablet รุ่นต่างๆ ให้กับพนักงานที่ตำแหน่งสูงๆ เพื่อให้ควบคุมธุรกิจได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ติดต่อทั่วไป ใช้ตอบอีเมลงานด่วนได้ตลอดเวลา และยังสามารถทำให้การประชุมเกิดได้แม้ว่าจะอยู่กันคนละสถานที่ผ่านทาง Application อย่าง Facetime หรือ Skype ได้อีกด้วย ทำให้แม้ว่าการลงทุนทางเทคโนโลยีอาจเหมือนเป็นการซื้ออุปกรณ์ที่สิ้นเปลือง แต่ในความเป็นจริงแล้วเทคโนโลยีบางอย่างเมื่อนำมาปรับใช้ให้เข้ากับองค์กรได้เมื่อไร จะถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอีกอย่างหนึ่งเลยทีเดียว           

• • •

อย่างไรก็ตามต้องพิจารณาก่อนว่าอะไรเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับธุรกิจเรา

ถึงแม้ทั้ง 3 หัวข้อนี้จะเป็นสิ่งที่น่าลงทุน และให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กรด้วยว่าปัจจัยใดคือส่วนที่สำคัญที่สุดสำหรับองค์กร เช่น ถ้าหากเราสำรวจแล้วพบว่าระบบการทำงานทุกวันนี้เป็นไปอย่างราบรื่น และเทคโนโลยียังไม่มีความจำเป็นมากนัก ก็ควรมองหาทางเลือกอื่นที่สำคัญกว่าเพื่อลงทุนแทนไปก่อน เป็นต้น  ดังนั้นไม่ว่าเราจะลงทุนไปกับอะไรเพื่อให้ธุรกิจเติบโตแล้ว ต้องคิดให้ดีๆ ว่าสิ่งใดสำคัญต่อองค์กรเราบ้าง และเรียงลำดับจัดความสำคัญให้ถูกต้องว่าอะไรควรลงทุนก่อน อะไรควรลงทุนที่หลัง เพื่อให้ธุรกิจของเรานั้นสามารถเติบโตขึ้นไปได้อย่างมั่นคง

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์