Internet of sharing thing เศรษฐกิจใหม่แห่งอนาคต

Photo belongs to JD Hancock

จากการเติบโตของเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing economy) ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้เป็นปรากฏการณ์ที่ยกระดับความรู้ความเข้าใจ รวมถึงสร้างความท้าทายให้กับโมเดลธุรกิจแบบเก่าให้ต้องกลับมาศึกษาว่ายังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่จริงๆ หรือไม่? ผู้บริโภคหลายคนเริ่มหันมาให้ความสนใจและเปิดใจกับการแบ่งปันทรัพยากรของตนเองสู่ผู้คนที่ไม่รู้จักมาขึ้น เริ่มมีการ “เช่าระยะสั้น” ทั้งสินค้าและบริการจากคนทั่วไปมากกว่าจะเลือกใช้บริการจากบริษัทหรือธุรกิจ ซึ่งก่อให้เกิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ ชนิดที่ทำให้ธุรกิจทุกขนาดนั้นกลายเป็นผู้เล่นนอกสนามที่ทำได้แค่มอง

จากช่วงสิบปีก่อนที่ Sharing economy ยังคงไม่สามารถนำมาใช้งานจริงในชีวิตประจำวันได้ แต่ในวันนี้ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไป และถูกพัฒนาเป็นลำดับมาอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคเข้าใจในไอเดียของการแบ่งปัน และเต็มใจที่จะเชื่อในคอมมูนิตี้ที่ตัวเอง “ลงทะเบียน” ลงไป แม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ผลที่ได้ก็ดูจะคุ้มค่า เดิมทีแนวคิดเศรษฐกิจแบบแบ่งปันนั้นยังถูกจำกัดอยู่ในวงแคบ ไม่ได้กระจายตัวไปทั่วโลกอย่างในวันนี้ ด้วยปัจจัยสำคัญ 2 ประการคือ การไม่มีความยั่งยืนในระบบ และไม่สามารถสร้างรายได้อย่างจริงจังให้กับผู้ใช้และผู้ให้บริการ แต่เมื่อการกระจายตัวของอินเทอร์เน็ตทั่วถึงมากยิ่งขึ้น ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงและเป็นเจ้าของอุปกรณ์สำคัญอย่างสมาร์ทโฟนต่างๆ ได้ในราคาที่ถูกลง ผลคือทำให้แนวคิดนี้ป๊อปปูล่าร์มากขึ้น จนสามารถขับเคลื่อนและมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของผู้คนในอนาคต

เทคโนโลยีที่มากับโทรศัพท์มือถือนั้น เป็นเหมือนประตูที่เปิดให้ผู้คนสามารถแชร์สิ่งของและสร้างรายได้เข้ามา (โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากเหมือนในอดีต) และการที่ผู้บริโภคตระหนักรู้ว่า ข้าวของที่ไม่มีประโยชน์ในบ้านนั้นสามารถทำเงินให้เราได้ ด้วยการแชร์ไปในอินเทอร์เน็ต ที่ทั้งง่ายและรวดเร็ว ก็ทำให้แนวคิดเศรษฐกิจแบบแบ่งปันสามารถสร้างเม็ดเงินได้หลายพันล้านเหรียญฯ จนกำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของโลก

IOT ทุกที่ทุกเวลา

IOT: internet of things คือการเชื่อมต่อกันระหว่างอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตที่มีอยู่ โดยเชื่อมโยงกันระหว่างสิ่งของกับสิ่งของ (M2M: machine to machine) ซึ่งเป็นการสื่อสารที่อยู่เหนือกว่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วไป เช่น มีเซนเซอร์ติดอยู่ที่ทางเข้าประตูคอนโด เมื่อเราก้าวเท้าเข้าห้อง การเชื่อมต่อระหว่างเซนเซอร์กับสมาร์ทโฟนของเรา ก็จะทำให้ไฟภายในห้องเปิด หรือแบรนด์ไนกี้ ที่ติดเซนเซอร์ไว้ที่รองเท้า เพื่อติดตามว่าลูกค้าที่ซื้อรองเท้าไปนั้น นำไปวิ่งที่สวนไหนในโลกบ้าง มีอัตราการวิ่งเท่าไหร่ ระยะเวลาที่ใช้วิ่ง นำข้อมูลที่ได้จากเซนเซอร์ (big data) ไปวิเคราะห์เพื่อพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ต่อไปในอนาคต

IOT เริ่มเข้ามาส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ชนิดที่จะไม่หยุดอยู่แค่ “สมาร์ทโฟน” แต่จะเป็น “สมาร์ทโฮม” หรือ “สมาร์ทคาร์” แม้จะยังมีกลุ่มคนที่ระมัดระวังกับการแชร์ข้อมูลส่วนบุคคลบนโลกอินเทอร์เน็ตอยู่บ้าง แต่การมาถึงของ IOT ก็ทำให้ต้องกลับมาทบทวนกันดูใหม่ เพราะข้อมูลที่เราใส่และระบบเก็บเอาไว้นั้น ช่วยให้เราประหยัดค่าน้ำค่าไฟ เตือนว่าถังขยะหน้าบ้านเราเต็มแล้ว พร้อมเรียกรถมาเก็บขยะให้ได้โดยที่เราไม่ต้องยกหูโทรศัพท์ จากเดิมที่ข้าวของรอบบ้านของเราไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเราประหยัดเงินหรือพลังงานตั้งแต่แรก แน่นอนว่าถูกสร้างมาเพื่อกระตุ้นการบริโภคอันไม่สิ้นสุด เช่น เครื่องปิ้งขนมปังจะทำให้เราอยากซื้อขนมปังมาเพิ่มอีก เครื่องชงกาแฟบอกเราว่า เราจะต้องซื้อกาแฟที่ดีขึ้นๆ หรือโทรทัศน์ที่บอกเราว่า ลองซื้อแพ็คเกจเคเบิ้ลทีวีในราคาที่สูงขึ้นอีกหน่อย

ในปี 2014 มีอุปกรณ์ที่เชื่อมโยงด้วย IOT กว่า 1.9 พันล้านเครื่อง และมีคาดการณ์ว่าขึ้นมาเป็น 9 พันล้านเครื่องในปี 2018 และ Erickson ได้คาดการณ์ไว้ว่าจะเป็น 5 หมื่นล้านเครื่องในปี 2020 ที่กำลังจะมาถึงนี้

แล้วธุรกิจต้องทำอย่างไร?

หนึ่งในตัวอย่างธุรกิจที่มีการปรับตัวเข้ากับ IOT อย่างทันท่วงทีคือ Belkin ธุรกิจจัดจำหน่ายสวิตช์ เราเตอร์ และอุปกรณ์เก็บความจำหลากหลายรูปแบบ CEO ของธุรกิจนี้อย่าง Chet Pipkin มีวิสัยทัศน์ล้ำหน้า เขาต้องการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ที่เขาผลิตเข้ากับอินเทอร์เน็ต พัฒนาจนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ชื่อว่า WeMo ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถควบคุมระบบต่างๆ ภายในบ้านของตัวเองจากที่ไหนก็ได้ในโลก โดยไม่ต้องเสียค่าติดตั้งระบบใหม่ในราคาแพงลิบ

เราลองมาดูตัวเลขเหล่านี้กันเล็กน้อย เริ่มจากในปี 2003 โลกมีจำนวนประชากรอยู่ที่ 6.1 พันล้านคน มีคน 500 ล้านคนที่สามารถเข้าถึงและเชื่อมต่ออุปกรณ์ผ่านอินเทอร์เน็ต ปี 2010 จำนวนประชากรทั้งโลกอยู่ที่ 6.9 พันล้านคนคน มีคนจำนวน 12.5 พันล้านที่มีอุปกรณ์ และในปี 2020 คาดการณ์ว่าโลกจะมีจำนวนประชากรอยู่ที่ 7.6พันล้านคน และผู้ที่เข้าถึงและใช้งานอุปกรณ์ได้จะอยู่ที่ 5 หมื่นล้านคน

จำนวนของอุปกรณ์ต่อคน จากเพียงแค่ 0.08 ขึ้นมาเป็น 6.55 ต่อคนเลยทีเดียว

ทั้งสตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการ ไปจนถึงเจ้าของธุรกิจจึงต้องโฟกัสไปที่การสร้างกระบวนการที่บูรณาการขั้นตอนต่างๆ ทั้งหมด กลุ่มเป้าหมายหลักของ IOT จะต้องสร้างเครือข่ายอันชาญฉลาดกับผลิตภัณฑ์ของตัวเองให้ได้ก่อน อย่างเช่น ธุรกิจทำร้านพิซซ่า จะต้องคำนึง IOT ที่เข้าไปอยู่ในอุปกรณ์ตั้งแต่ไฟในคลังเก็บสินค้า ห้องเก็บความเย็น หรือธุรกิจการเกษตร ที่เทคโนโลยี IOT จะเป็นประโยชน์มากๆ ที่จะช่วยจัดการระบบน้ำ การชลประทาน และปั๊ม เป็นต้น

• • •

แม้เรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของการน้อมรับเอาเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต และยังคงคลุมเครือที่จะทำนายปลายทางที่จะเกิดขึ้น แต่ธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่เริ่มปรับตัว ก็น่าจะเป็นสัญญาณบางอย่างที่แสดงให้เห็นถึงภาพอนาคตที่กำลังจะมาถึงได้

ที่มา:

บทความ Why the sharing economy needs the Internet of Things จาก gigaom.com

บทความ Mobile + Sharing Economy + Internet of Things = the Coming Economic Boom จาก entrepreneur.com

บทความ The Internet of Things May See Huge Growth, So Companies Want in Now จาก 

entrepreneur.com

บทความ What's the Right Path for Startups Entering the 'Internet of Things'? จาก

entrepreneur.com

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์