ปรัชญาการเลือกและดูแลคนของธุรกิจ Content Provider ชื่อดังอย่าง Netflix

Photo belongs to Televisione Streaming

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของ Reed Hastings ผู้ก่อตั้ง Netflix ที่ไปเช่าหนังเรื่อง Apollo 13 มาดูแล้วไปคืนแผ่นไม่ทันจนต้องโดนค่าปรับสูงถึง 40$ ทำให้เขามองเห็นปัญหาของคนที่ไม่มีเวลาหรือไม่สะดวกที่จะไปเช่าหรือคืนหนังที่ร้าน เลยกลายเป็นโอกาสในการทำธุรกิจของตัวเองโดยการเปิดบริษัทบริการเช่าแผ่น DVD ทางไปรษณีย์แทนซะเลย โดยธุรกิจ Netflix ก็เติบโตเรื่อยมาเป็นอย่างดี จนได้เข้าจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 2002 และมีการปรับเปลี่ยนธุรกิจตัวเองจากการเช่า VDO และ DVD พัฒนาไปสู่การบริการดูหนังแบบสตรีมมิ่งผ่านอินเตอร์เน็ต และล่าสุดนั้น Netflix ก็ยังมีการผลิตคอนเทนท์ซีรี่ย์ชื่อดังเป็นของตัวเองมากมาย จนกลายเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้ให้กับธุรกิจมากขึ้นเลยทีเดียว

ด้วยความสำเร็จที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น คงปฎิเสธไม่ได้เลยว่า Reed Hastings นั้นนับเป็น CEO ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและรู้จักปรับตัวธุรกิจให้ผันไปตามยุคสมัยตามความเหมาะสมได้เป็นอย่างดี จนนำพาให้ธุรกิจอยู่รอดมาตลอดทุกยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีได้ ซึ่งเบื้องหลังของความสำเร็จในครั้งนี้นอกจากเรื่องทิศทางของธุรกิจที่ไปถูกทางแล้ว ปัจจัยหลักอีกอย่างคงหนีไม่พ้นหลักในการบริหารคน และดูแลพนักงานที่ Netflix มีมาโดยตลอด จนหลายองค์กรหรือสถาบันการศึกษานั้นเลือกนำ Netflix มาเป็นกรณีศึกษาในหัวข้อการบริหารจัดการ Human Resource กันมากมาย ซึ่งทาง Incquity เห็นว่าก็คงเป็นประโยชน์สำหรับบรรดาผู้ประกอบการทั้งรายเล็กรายใหญ่ไม่น้อย ที่จะลองเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และนำแนวทางขององค์กรที่ประสบความสำเร็จระดับนี่มาลองปรับใช้ให้เข้ากับธุรกิจของตัวเองดูบ้าง โดยปรัชญาทางการบริหารพนังานใน Netflix ที่น่าสนใจก็มีดังนี้ครับ

1. ระดับ A List เท่านั้นที่เราต้องการ

ความสามารถเป็นหนึ่งในปัจจัยหลัก ที่ทาง Netflix นั้นใช้เลือกรับพนักงานใหม่เข้ามาในองค์กร พนักงานที่จะเข้ามาทำงานที่นี่ได้นั้นจะต้องมีความโดดเด่นและมากความสามารถในด้านต่างๆ เพราะผู้บริหารของ Netflix นั้นมีความเชื่อที่ว่าหากองค์กรนั้นมีแต่คนที่มีความสามารถหลายๆ คนมาทำงานร่วมกัน ก็สร้างวัฒนธรรมที่มีแต่คนเก่ง และมีแรงผลักดันรอบตัวกันอยู่ตลอดเวลา ต่างกับการทำงานกับพนักงานที่เฉื่อยชาไม่มีความสามารถก็อาจทำให้สร้างบรรยากาศในการทำงานที่แย่ลง และสร้างปัญหาต่างๆ ที่ต้องใช้เวลามากกว่าเดิมในการมาตามแก้ไข

ซึ่งแนวคิดนี้ทางผู้บริหารนั้นค้นพบจากตอนที่เหตุการณ์ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่อเมริกาจน Netflix ก็ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากจนต้องเลือกลดต้นทุนโดยการให้พนักงานบางส่วนออกจากบริษัท ทำให้หลายๆ แผนกต้องทำงานกันหนักขึ้นกว่าเดิมเนื่องจากจำนวนพนักงานที่ลดลง แต่เมื่อทางผู้บริหารได้เข้าไปคุยกับพนักงานวิศวกรคนหนึ่งที่ก่อนหน้านี้เคยคุมลูกทีมอีก 3 คน ว่าให้อดทนรอสักหน่อย เพราะทางองค์กรนั้นกำลังจะนำลูกทีมของเขานั้นกลับมาช่วยงานดังเดิม แต่ทว่าวิศวกรคนนั้นกลับตอบว่าเขามีความสุขดีที่ได้ทำงานคนเดียวเช่นนี้ แม้ว่าจะใช้เวลาเยอะกว่าเดิมก็ยังดีกว่าทำงานกับคนที่ยังความสามารถไม่พอเหล่านั้นที่จะทำให้งานยุ่งยากกว่าเดิม จนเกิดเป็นแนวคิดที่ว่าหากองค์กรนั้นรวบรวมคนที่มีความสามารถมาอยู่ด้วยกันแล้ว ก็น่าจะทำให้พนักงานที่มีความสามารถนั้นก็เกิดกำลังใจ และมีความสุขในการทำงานในสภาพแวดล้อมที่อุดมไปด้วยคนที่มีความสามารถด้วยเหมือนกันมากกว่า

2. ทัศนคติที่เป็นผู้ใหญ่สำคัญที่สุด

แน่นอนว่าการคัดเลือกพนักงานจากการพูดคุยกันแค่ช่วงเวลาสั้นๆ นั้น อาจตัดสินทักษะและความสามารถของพนักงานได้ไม่ถูกต้องและแม่นยำเสมอไป แต่สิ่งหนึ่งที่ Netflix ใช้ในการวัดประสิทธิภาพของพนักงานแทนความสามารถเนื่องจากเวลาที่จำกัดนั้นจึงเป็นการใช้วิธีพิจารณาความเป็นผู้ใหญ่ของพนักงานเหล่านั้นแทน เพราะแนวคิดของทางผู้บริหารนั้นเชื่อว่าหากพนักงานมีความเป็นผู้ใหญ่ (Adult-Like) เพียงพอแล้วนั้น ปัญหาต่างๆ ที่ตามมาก็จะลดลงไปได้โดยที่ไม่ต้องใช้กฎระเบียบเข้ามาคุมให้มากมาย เพราะความเป็นผู้ใหญ่นั้นจะก่อให้เกิด ความรับผิดชอบ สภาวะผู้นำ การตัดสินใจที่ละเอียดถี่ถ้วน ทักษะการคิดวิเคราะห์ที่แม่นยำ รวมไปถึงทักษะการสื่อสารและการปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นโดยใช้เหตุผลเป็นหลักได้เป็นอย่างดี  

3. ตอบแทนพนักงานอย่างคุ้มค่า

หากเราคัดพนักงานตามข้อ 1 และ 2 มาแล้วนั้น เราก็ต้องมั่นใจว่าเราจะตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้อย่างเพียงพอได้เช่นกัน เพราะบรรดาคนที่มีความสามารถย่อมมีสิทธิเลือกไปอยู่ในองค์กรอื่นๆ ได้อีกมากมาย ซึ่งการจัดสรรผลประโยชน์ให้กับพนักงานเหล่านี้มักเป็นเรื่องที่ธุรกิจอื่นๆ มักทำผิดพลาดกัน เพราะเมื่อบริษัทเติบโตขึ้นแล้ว มีพนักงานเยอะขึ้น องค์กรส่วนมาก ก็มักลดมาตรฐานความสามารถของพนักงานจากที่เป็นคนมีความสามารถหมดเริ่มเฉลี่ยกันมากขึ้น มีกฏระเบียบที่เพิ่มขึ้นเพื่อควบคุมจำนวนพนักงานที่มีมาก ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วก็ไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้น

เพราะอย่าง Netflix ก็มีการมอบผลประโยชน์ให้กับพนักงานอย่างเต็มที่ เพื่อตอบแทนกับทักษะและความสามารถของพวกเขา ทั้งการให้ค่าจ้างที่สูงกว่าตลาดเพื่อดึงดูดให้คนที่มีความสามารถสนใจละเข้ามาสมัครมากขึ้น นอกจากนี้กฎระเบียบต่างๆ ของที่นี่ก็มความยืดหยุ่นเป็นอย่างมาก ทั้งจำนวนวันลาที่ไม่จำกัด พร้อมทั้งสวัสดิการที่สำคัญในด้านต่างๆ อาทิ สวัสดิการดูแลพ่อ แม่ และครอบครัว เพื่อให้พนักงานคลายความกังวลเรื่องที่บ้านและสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการลาคลอดได้ยาวนานถึง 6 เดือน และยังสามารถกลับมาทำงานในตำแหน่งเดิม ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าการกำหนดความยืดหยุ่นมากขนาดนี้จะมีผลด้านลบต่อองค์กรบ้างหรือไม่ เพราะหากพนักงานไม่มีความรับผิดชอบแล้วลางานบ่อยครั้งจะเป็นอย่างไร แต่ทาง Netflix ก็ตอบออกมาชัดแล้วว่า นั่นเป็นเพราะพวกเขาเลือกลักษณะพนักงานจากความเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นคุณสมบัติหลักในข้อ 2 มาตั้งแต่ต้น ทำให้ทุกคนรู้หน้าที่ตัวเองว่าต้องทำอะไร และมีอะไรที่ต้องรับผิดชอบอยู่ที่ตัวบ้าง ส่งผลให้แม้นโยบายจะมีความยืดหยุ่นมากแต่ก็ไม่มีผลกระทบต่องานอย่างแน่นอน

• • •

ในความเป็นจริงแล้วทั้ง 3 หัวข้อนี้ก็ถือว่าไม่มีอะไรใหม่ แต่กลับไม่ค่อยมีบริษัทไหนที่นำไปใช้สักเท่าไร เพราะหลายองค์กรขาดทักษะในการเลือกพนักงานที่มีความสามารถระดับสูง หรืออาจมีเลือกพนักงานที่มีความสามารถเข้ามาได้แต่กลับไม่รู้วิธีที่จะรักษาพวกเขาไว้ จากการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่เหมาะสมหรือค่าจ้างที่ไม่สมเหตุสมผลกับพวกเขา ซึ่งทาง Netflix ก็ยังยืนยันที่จ่ายค่าจ้างสูงและผลประโยขน์ที่ดีเช่นนี้ว่า พวกเขานั้นยอมลงทุนกับคนที่มีความเชี่ยวชาญ มีทักษะความสามารถเพียง 1 คนนั้นดีกว่าจ้างพนักงานทั่วไปที่อาจต่ำกว่ามาตรฐานเข้ามา 2-3 คนเสียด้วยซ้ำ เพราะแหล่งรวมคนที่มีทักษะนั้นจะสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่รวมแต่คนเก่งจนผลักดันกันให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่น่าลงทุนมากกว่าพนักงานทั่วไปที่ทำงานไปวันๆ อย่างเห็นได้ชัด

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์