ข้อดีของการสร้างเครือข่ายเพื่อป้อนปัจจัยการผลิต

การสร้างเครือข่ายเื่พื่อป้อนปัจจัยการผลิตจะทำให้ผู้ประกอบการประหยัดทั้งเวลาและทุนทรัพย์

 ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้นั้นแน่นอนว่าต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยโดยเฉพาะในส่วนของปัจจัยการผลิตที่เรียกว่า “วัตถุดิบ” เพราะสินค้าที่วางขายอยู่บนชั้นวางจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยหากปราศจากองค์ประกอบต่างๆ จึงไม่แปลกที่ผู้ประกอบการจะให้ความสำคัญในเรื่องการคัดเลือกวัตถุดิบมาเป็นพิเศษ ทำให้ผู้ประกอบการหลายๆคนมักจะสร้างปัจจัยการผลิตเองแทบจะทุกขั้นตอน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วยังมีอีกทางเลือกหนึ่งที่ประหยัดทั้งเวลาและทรัพย์ นั่นก็คือการสร้างเครือข่ายเพื่อป้อนปัจจัยการผลิตให้กับบริษัืทนั่นเอง ซึ่งข้อดีของวิธีดังกล่าวมีดังต่อไปนี้

1. ต้นทุนต่ำลง

การสร้างเครือข่ายเพื่อป้อนปัจจัยการผลิตมีข้อดีตรงที่ผู้ประกอบการสามารถลดภาระในส่วนของต้นทุนลงได้เป็นจำนวนมากทั้งในส่วนของ ค่าเช่าที่ดิน ค่าการวิจัยและพัฒนา ค่าดูแลรักษา ค่าจ้างพนักงาน ฯลฯ ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้จัดเป็นต้นทุนที่สูงมากสำหรับการทำธุรกิจในปัจจุบัน หากผู้ประกอบการเลือกวิธีสร้างเครือข่าย ภาระต้นทุนในด้านนี้ส่วนหนึ่งไปให้สมาชิกในเครือข่ายเป็นผู้รับผิดชอบแทน ในขณะที่ผู้ประกอบการจะเป็นเพียงแค่ผู้รับซื้อในขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น

2. ลดขั้นตอนการผลิตและแปรรูป

ธุรกิจส่วนใหญ่จะถูกบีบด้วยข้อจำกัดด้านเวลา เช่น ผู้ประกอบการจะต้องผลิตสินค้าให้ทันตามยอดการสั่งซื้อของลูกค้าภายในเวลาที่กำหนด หรือถ้าหากเลยกำหนดก็จะต้องโดนปรับเงินตามเงื่อนไขที่ถูกระบุไว้ในสัญญา ซึ่งการเป็นผู้รับซื้อปัจจัยการผลิตแต่อย่างเดียวโดยไม่ต้องไปลงมือทำเองในกระบวนการข้างต้นจะทำให้ธุรกิจของผู้ประกอบการมีเวลามากขึ้น และยังช่วยลดขั้นตอนยุ่งยากของกระบวนการผลิตอย่างน้อยๆไปได้ถึง 3 ขั้นตอน คือ การสร้าง การดูแล และการคัดเลือกได้อีกด้วย

3. ไม่ต้องรับผิดชอบความเสี่ยง

เหตุผลในข้อนี้เป็นผลประโยชน์ที่เด่นชัดมากที่สุดของการสร้างเครือข่ายสมาชิกขึ้นมาป้อนปัจจัยการผลิตให้ เพราะการสร้างปัจจัยการผลิตขึ้นมาทุกครั้งต้องยอมรับว่ามีความเสี่ยงอยู่มิใช่น้อยที่อาจจะไม่ได้ผลตามที่คาดไว้ ตัวอย่างเช่น หากบริษัทของผู้ประกอบการทำธุรกิจเกี่ยวกับการขายข้าวสารบรรจุถุง แล้วลงไปปลูกข้าวเองผู้ประกอบการก็ต้องรับความเสี่ยงในเรื่องของอุทกภัยและแมลงศัตรูพืชซึ่งอาจทำให้ได้ผลผลิตน้อยกว่าที่ตั้งไว้ ซึ่งนั่นหมายถึงผู้ประกอบการจะต้องรับภาระขาดทุนแต่เพียงผู้เดียวนั่นเอง ตรงข้ามกับการรับซื้อจากเครือข่่ายสมาชิกที่ผู้ประกอบการไม่ต้องรับผิดชอบในเรื่องของอุปสรรคและความเสี่ยงใดๆจากการผลิตปัจจัยทางธุรกิจเลย

4. สามารถคัดเลือกปัจจัยการผลิตที่ดีที่สุดได้

การที่ผู้ประกอบการผันเปลี่ยนตัวเองจากผู้ผลิตมาเป็นผู้รับซื้อปัจจัยการผลิตจะช่วยเพิ่มอำนาจในการต่อรองและคัดกรองปัจจัยการผลิตที่ดีที่สุดเข้ามาใช้ในอุตสหกรรมทางธุรกิจของตนเองได้ เพราะสมาชิกของโครงการจะนำผลผลิตของตนมาขายให้กับผู้ประกอบการก็ต่อเมื่อผลผลิตไหนดีมีคุณภาพตรงตามสเปคที่กำหนดไว้ เท่านั้น จึงเป็นอีกหนึ่งคุณประโยชน์ของการสร้างเครือข่ายปัจจัยการผลิตขึ้นมาป้อนวัตถุดิบให้กับบริษัทและยังมีส่วนช่วยให้มาตรฐานสินค้าของผู้ประกอบการเพิ่มสูงขึ้นด้วย

5. สามารถกำหนดราคาปัจจัยการผลิตให้ต่ำลงได้

การสร้างเครือข่ายเพื่อป้อนปัจจัยการผลิตให้กับบริษัทถือเป็นเคล็ดลับในการควบคุมราคาของตลาดทางอ้อม เพราะถ้าคิดตามหลักตรรกะทางการตลาดแล้วจะพบว่าสมาชิกของโครงการที่มาขายสินค้าปัจจัยการผลิตมีเป็นจำนวนมากในขณะที่คนรับซื้อก็มีเพียงผู้ประกอบการแต่เพียงผู้เดียว ทำให้ผู้ประกอบการสามารถกำหนดราคากลางให้ต่ำลงได้ ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนในการทำธุรกิจต่ำลง

6. สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรธุรกิจ

การที่ผู้ประกอบการใช้ระบบเครือข่ายในการป้อนปัจจัยการผลิตให้กับบริษัทถือว่าเป็นการสร้างงานและสร้างอาชีพให้กับประชาชนในสังคมเป็นจำนวนมาก เพราะในแต่ละโครงการจะมีเม็ดเงินที่สร้างรายได้ให้กับประชาชนเป็นจำนวนมหาศาลหลั่งไหลลงไปในระบบ จึงช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ในทางบวกให้กับธุรกิจของผู้ประกอบการเหมือนเช่นที่บริษัทใหญ่ในเมืองไทยพยายามนำเสนอผ่านทางสื่ออย่างเช่นในทุกวันนี้

การสร้างเครือข่ายเพื่อป้อนปัจจัยการผลิตให้กับบริษัทนั้นถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีในการทำธุรกิจ เพราะจะช่วยอำนวยความสะดวกพร้อมกับสร้างความได้เปรียบซึ่งเหมาะสำหรับสถานการณ์ที่มีการแข่งขันทางการตลาดสูง จึงเป็นอีกหนึ่งแผนธุรกิจที่ผู้ประกอบการมิควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

 

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์