ทองคำการลงทุนที่นำความคุ้มค่ามาสู่ธุรกิจ

Photo By Mykl Roventine with Creative Common 2.0

ในอดีตเมื่อเอ่ยถึง “ทองคำ” ทุกๆ คนมักจะคิดไปในทำนองเดียวกันเสมอว่าเจ้าสิ่งนี้คือเครื่องประดับที่ช่วยส่งเสริมฐานะของผู้สวมใส่และแสดงออกถึงความร่ำรวยแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งด้วยความที่มูลค่าของทองคำเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันทองคำจึงแปรสภาพยกสถานะของตนเองจากเครื่องประดับขึ้นมาเป็นสินทรัพย์ในเชิงพาณิชย์บนระบบธุรกิจไปด้วยในที่สุด โอกาสนี้่ Incquity จะขอรับอาสาพาผู้ประกอบการทุกท่านไปทำความรู้จักกับทองคำกันให้มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ที่ทุกท่านสงสัยว่าทำไมทองคำจึงมีมูลค่าและน่าลงทุนเพื่อการเก็งกำไรมากกว่าธุรกิจตัวอื่นๆ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้

โดยทองคำสำหรับประเทศไทยถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

ทองรูปพรรณ หรือที่เรียกกันติดปากว่าทองคำเส้นนั้น เป็นทองคำที่ผู้คนโดยทั่วไปนิยมสวมใส่กันมากที่สุด เพราะมีลวดลายที่แตกต่างแถมยังสวยงามมาก สามารถซื้อขายพร้อมทั้งถือครองได้ง่ายกว่าทองคำชนิดอื่นๆ แต่จะมีราคาที่สูงกว่าทองคำแท่งอยู่สักหน่อยโดยปัจจุบันมีค่าความต่างอยู่ที่ประมาณบวกและลบระหว่าง 400 - 800 บาท เนื่องจากมีต้นทุนที่สูงกว่าในกระบวนการผลิตที่ต้องใช้แรงงานที่ต้องเป็นช่างฝีมือ (ช่างทอง) บวกกับปัจจัยในกระบวนการซื้อขายที่มีค่ากำเหน็จเป็นตัวกำหนดกรอบราคา มิหนำซ้ำเวลาขายยังมีสิทธิ์ที่จะถูกกดราคาจากผู้รับซื้อด้วย จึงทำให้ทองรูปพรรณเหมาะสำหรับนักลงทุนที่เป็นรายย่อยประเภทซื้ัอมาใส่อยากทำกำไรก็ถอดขายมากกว่า

ทองคำแท่ง เป็นประเภทของทองคำที่นิยมมากที่สุดถ้าพูดถึงเรื่องของการลงทุนและเก็งกำไรในตลาดตัวนี้ เพราะซื้อง่ายขายคล่อง แถมต้นทุนยังถูกกว่าทองคำรูปพรรณมากเพราะไม่ต้องเสียไปในส่วนของค่าธรรมเนียมการซื้อขายและค่าจ้างแรงงานในการทำทองนั่นเอง จึงเหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่มุ่งเน้นจะลงทุนในธุรกิจทองคำเป็นการเฉพาะเจาะจงจริงๆ โดยทองคำแท่งที่นิยมลงทุนจะมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ ความบริสุทธิ์ 96.5% เป็นชนิดที่นิยมลงทุนในประเทศไทยของเรามากที่สุด และแบบความบริสุทธิ์ 99.99% เป็นชนิดที่นิยมลงทุนในต่างประเทศ

โดยทั้งทองรูปพรรณและทองคำแท่งจะมีน้ำหนักที่แตกต่างกันออกไปจึงทำให้ราคาซื้อขายเปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามหน่วยที่เป็นน้ำหนักด้วย จึงทำให้ทองคำเป็นสินทรัพย์ทางพาณิชย์ที่มีความน่าลงทุนมากที่สุดอย่างหนึ่งในปัจจุบันด้วยสาเหตุหลักๆ ดังนี้

1. เป็นทรัพย์สินที่ีมีมูลค่าเป็นสากล

ทุกประเทศทั่วโลกต่างยอมรับในมูลค่าของทองคำด้วยกันทั้งนั้นชนิดที่เรียกว่าสามารถซื้อทองคำที่ประเทศนี้ไปขายต่อที่อีกประเทศหนึ่งได้โดยทันที เพราะแต่ละประเทศต่างมีระบบอ้างอิงราคาทองคำที่เป็นสากลเหมือนกันทุกประเทศทั่วโลก ทองคำจึงกลายสภาพเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าอันเป็นสากลไปโดยปริยายเพราะที่ไหนๆก็ล้วนแต่ต้องการทองคำด้วยกันทั้งนั้น แตกต่างจากธนบัตรที่มูลค่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาขึ้นอยู่กับสกุลเงินที่ผู้ประกอบการถืออยู่ในขณะนั้นว่ามีความน่าเชื่อถือสำหรับคู่ธุรกิจมากขนาดไหน ทองคำจึงซื้อง่ายขายคล่องมากกว่าเงินนั่นเอง

2. มีแนวโน้มที่จะมีมูลค่าสูงขึ้น

เมื่อปีพุทธศักราช 2516 เชื่อหรือไม่ว่าทองคำมีราคาขายอยู่ที่บาทละ 400 บาท แต่ปัจจุบันในปีพุทธศักราช 2554 ที่เวลาผ่านมา 38 ปี ทองคำกับมีมูลค่าอยู่ที่บาทละเฉียดๆ 22,000 บาท ราคากระโดดข้ามมาเป็นสิบๆเท่ามากกว่าความห่างของปีนั้นในอดีตกับปีนี้ ณ ปัจจุบันเสียอีก จึงสะท้อนให้เห็นจากสถิติแล้วว่าราคาทองคำมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นได้อีกในอนาคต อันเป็นผลกระทบจากปัจจัยแวดล้อมในหลายๆส่วน ผู้ประกอบการเป็นจำนวนมากจึงเลือกที่จะซื้้อทองในวันนี้เพื่อรอตักตวงผลกำไรในอนาคตภายภาคหน้าอันมีสาเหตุมาจากแนวโน้มของมูลค่าที่สูงขึ้น

3. ความต้องการจากทั่วโลกมีมูลค่าสูง

ทองคำนอกจากจะเป็นเครื่องประดับหลักที่ผู้คนทั่วโลกนิยมใส่กันแล้ว ยังสามารถนำไปใช้ในส่วนของการลงทุนเพื่อเก็งกำไร และในภาคอุตสาหกรรม เช่น ทันตกรรม นาโนเทคโนโลยี และอิเลคทรอนิกส์ชั้นสูงได้อีกด้วย จึงทำให้ความต้องการในระบบตลาดที่จากเดิมก็มีสูงอยู่แล้วให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศสหรัฐอเมริกา จีน และอินเดียที่มีความต้องการที่สูงมาก บวกเข้ากับประเทศในกลุ่มอาหรับและประเทศกำลังพัฒนาเข้าไปอีกจึงทำให้ทองคำมีมูลค่าและความต้องการสูงมากยิ่งขึ้นอีกหลายเท่าตัว ผู้ที่ถือทองคำในตอนนี้จึงเท่่ากับมีหลักประกันที่ดีในอนาคตไปโดยปริยาย

4. ทองคำลดจำนวนลง

การค้นพบแร่ทองคำมีอัตราส่วนที่คงที่มาโดยตลอดมิหนำซ้ำยังมีวี่แววที่จะลดลงในอนาคตอีกด้วย จึงทำให้การผลิตและแปรรูปทองคำออกมากระจายสู่ตลาดโลกมีจำนวนลดน้อยลงมาก จึงไม่น่าแปลกใจที่ทองคำจะมีมูลค่าสูงในปัจจุบันและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต ผู้ประกอบการที่ถือทองคำอยู่ในมือจึงได้เปรียบมากกว่าคู่แข่งที่ถือธนบัตนหลายเท่าตัวนัก

5. มีค่ามากกว่ามูลค่าของเงิน

เราอาจจะเห็นว่าทองคำนั้นถูกแทนค่าของมันเป็นจำนวนเงินอยู่ตลอดเวลา แต่ในทางปฏิบัติแล้วก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะด้วยความที่สภาพเศรษฐกิจของโลกเปลี่ยนแปลงไปทั้งราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น สินค้าการเกษตรและอาหารก็กำลังปรับราคาแพงขึ้นตามไปอีก เมื่อเป็นเช่นนี้ปัญหาเรื่องของเงินเฟ้อจึงตามมาอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งทองคำอาจจะแกว่งตัวบ้างแต่ก็เป็นเพียงเล็กน้อยแล้วมันก็จะปรับตัวเข้าสู่ดุลยภาพของมันตามกลไกการตลาดที่ทองคำถูกตั้งค่าไว้แบบตายตัวอยู่แล้วให้อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าเงิน ผู้คนจึงต้องจ่ายเงินเพิ่มมากขึ้นเพื่อแลกกับทองนั่นเอง

6. กระจายการลงทุน

การกระจายการลงทุนถือเป็นการลดความเสี่ยงที่นักธุรกิจนำมาใช้เป็นเครื่องมือที่ได้ผลเป็นอย่างมากในทุกยุคทุกสมัยตามหลักเศรษฐศาสตร์สากล เพราะการลงทุนไปที่หน่วยธุรกิจหลักแต่เพียงอย่างเดียวมีโอกาสสูงมากพอสมควรที่จะต้องพบเจอกับปัญหาเมื่อตลาดเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งทองคำก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดีอันดับต้นๆสำหรับผู้ประกอบการที่อยากจะกระจายการลงทุนออกมาจากธุรกิจตัวหลัก เพราะต้องไม่ลืมว่าทองคำนั้นเป็นกลุ่มหลักทรัพย์ที่มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (correlation) กับตราสารหนี้ ตราสารทุน อสังหาริมทรัพย์ที่ต่ำมาก พูดง่ายๆคือ การเปลี่ยนแปลงของหลักทรัพย์ข้างต้นแทบจะไม่สอดคล้องกับทองคำเลย มูลค่าจึงมีความเสถียรภาพมากและจะไม่มีทางลดลงเป็นอันขาด

จะเห็นได้ว่าทองคำเป็นการลงทุนที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการมองหาทางเลือกใหม่ๆในการทำกำไรที่ปราศจากความเสี่ยง ซึ่งทองคำสามารถให้คำตอบได้ในส่วนนั้น ผู้ประกอบการจึงมิควรมองข้ามด้วยประการทั้งปวง

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์