เว็บอย่าง Pinterest "น่าจะทำเงินได้" ในสายตาผู้ลงทุน

"A bank is a place that will lend you money if you can prove that you don't need it." ~Bob Hope
“Facebook คือที่ที่เราเก็บความสัมพันธ์ต่างๆ ไว้ แต่ Pinterest เป็นที่เก็บทุกสิ่งทุกอย่างที่เราชอบ (ยกเว้นคน) ไว้” ~เจเรอมี่ เลอวีน

หลังจากลองเล่นโซเชียลบุ๊กมาร์กตัวใหม่อย่าง Pinterest (พินเทอเรสต์) ทีมงานเราก็ตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้นเลยทีเดียว ด้วยหน้าตาที่ออกแบบมาอย่างสวยงาม แถมยังแตกต่างจากโซเชียลบุ๊กมาร์กตัวอื่นอย่าง digg delicious หรือ readitlaterlist ตรงที่ใช้รูปภาพสวยเก๋ดึงดูดให้เรากด pin (หรือบุ๊กมาร์ก) ลงบนบอร์ดส่วนตัวมากกว่าจะให้เลือกจากหัวเรื่อง ด้วยความง่ายดายและดึงดูดใจขนาดนี้จึงไม่แปลกเลยที่จำนวนผู้ใช้งานมีมากกว่า 12 ล้านคน และด้วยคุณสมบัติทั้งหมดนี้ทำให้ Pinterest ได้รับเงินทุนจากบริษัทเงินทุนแห่งหนึ่งเพื่อนำมาปรับปรุงและดำเนินการพัฒนาเว็บไซต์ (นี่จึงทำให้ยังไม่มีโฆษณามาให้เห็น)

แล้วบริษัทเงินทุนเห็นอะไรใน Pinterest ถึงได้ยอมควักเงินหลายล้านเหรียญให้ล่ะ?

1 ตุนจำนวนผู้ใช้งาน ยังเป็นกุญแจสำคัญ

Jeremy Levine (เจเรอมี่ เลอวีน) หุ้นส่วนของบริษัทร่วมทุน Bessemer Venture Partners ที่มาลงทุนใน Pinterest เล่าว่า “เราลงทุนในบริษัทที่ผู้ใช้งานเป็นคนสร้างคอนเทนต์หลายบริษัทแล้ว และมันก็ให้ผลตอบแทนกลับมาดีมาก แต่เราก็ยังคงมองหาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้มาพบกับ Pinterest ที่พอลองเล่นดูก็ติดจนถอนตัวไม่ขึ้นเลยทีเดียว” และเพราะเป็นเว็บไซต์ที่ผู้ใช้งานเป็นผู้สร้างข้อมูลเข้าไปเอง หลักง่ายๆ ของการทำเงินก็เหมือนหลักการของ Facebook ที่มุ่งหวังให้คนชอบมากกว่าจะมุ่งเน้นกำไรในช่วงแรก เพราะยิ่งทำให้ผู้ใช้งานมากเท่าไร ช่องทางทำเงินก็จะมีมากเท่านั้น”

2 สร้างช่องทางทำเงินมารองรับ

เลอวีนยังคาดการณ์การทำเงินของ Pinterest ในอนาคตว่า “อาจเป็นการเก็บค่าบริการจากเจ้าของสินค้าเมื่อได้คุยกับลูกค้าที่มาสะดุดตากับภาพสินค้า แต่คุยด้วยวิธีการใดนั้นทีมงานก็กำลังพัฒนาอยู่” และอีกแนวทางหนึ่งอาจเป็นการเก็บเงินค่าโฆษณาจากบรรดาเจ้าของสินค้าต่างๆ ซึ่งเราได้แต่หวังว่ามันคงไม่รบกวนดีไซน์สวยๆ ของเว็บไซต์ ไม่เช่นนั้นผู้ใช้งานหลายล้านรายอาจหงุิดหงิดจนอยากเลิกใช้งานก็เป็นได้ แต่ Pinterest ก็ยังไม่ได้เปิดเผยโมเดลการทำเงินตรงนี้ออกมาอย่างชัดเจน คาดว่ายังอยู่ในขึ้นพัฒนากลยุทธ์และพัฒนาเว็บไซต์ให้เราหลงรักจนโงหัวไม่ขึ้นเสียก่อน

แม้ว่าดูภาพรวมแล้ว Pinterest จะเป็นเว็บไซต์ใช้งานฟรี ไม่ได้หวังทำเงินอะไร ความจริงแล้วโซเชียลบุ๊กมาร์กตัวนี้ใช้หลักการคล้ายกับ google คือ 95% ของการค้นหาด้วย google เป็นการค้นหาข้อมูลทั่วไป แต่ 5% ที่เหลือจะเป็นการค้นหาสินค้าบริการต่างๆ ที่เราต้องการ ดังนั้น 5% นั้นคือช่องทางทำเงิน เช่น เก็บค่าโฆษณาหรือค่าทำให้เว็บติดอันดับต้นๆ ของหน้าค้นหาของ google มันเป็นโมเดลการสร้างกำไรที่ดีซึ่งเหมาะนำมาประยุกต์กับเว็บไซต์มีเดียออนไลน์ต่างๆ และนั้นก็รวมถึง Pinterest โซเชียลบุ๊กมาร์กตัวนี้ด้วยเช่นกัน 

แต่อีกมุมหนึ่ง Pinterest อาจใช้หลักการเดียวกับโซเชียลเน็ตเวิร์กชื่อดังอย่าง Facebook ก็เป็นได้ นั้นคือเก็บค่าโฆษณาจากแบรนด์เมื่อมีผู้ใช้คลิกลิงก์จาก pin ที่ลงไว้ และเมื่อมองจากสถิติจำนวนผู้ใช้งานที่มากกว่า 10 ล้านคน และอัตราของผู้มีแนวโน้มจะเปลี่ยนจากผู้ใช้งานเป็นผู้ซื้อ (conversion rate) ทั่วไปที่ประมาณ 4.3% แล้ว เป็นไปได้ที่จะมีผู้ซื้อสูงถึง 4 แสนกว่าคนเกิดขึ้น จากสถิติรายได้รวมของผู้ใช้งานจะเห็นว่ามีรายได้ต่อครอบครัวเฉลี่ยอยู่ที่ 1 แสนเหรียญต่อปีซึ่งถือเป็นผู้มีกำลังซื้อ ซึ่งคนกลุ่มนี้อาจเป็นกลุ่มลูกค้าสำคัญที่เจ้าของผลิตภัณฑ์ยอมจ่ายเงินเพื่อให้เข้าถึงในอนาคต

3 แอบเปิดใจผู้ใช้ทีละน้อยด้วย Gifts Pin

และอีกวิธีหนึ่งที่ดูมีแนวโน้มจะเป็นการสร้างเงินของ Pinterest มากที่สุดก็คือ gifts pin ที่แสดงราคาขายของสินค้านั้นไว้ตรงหัวมุม ซึ่งตอนนี้ทางเว็บไซต์ก็กำลังปูทางต่อเนื่องด้วยการสร้าง gifts section เป็นกิจจะลักษณะ (ตอนนี้ยังเปิดให้ใช้ฟรี) วิธีนี้อาจเป็นทั้งการสร้างรายได้และยังเป็นการจัดการให้โฆษณาอยู่ในหมวดหมู่เดียวกันโดยไม่รกหูรกตาผู้ใช้งานคนอื่นๆ ก็เป็นได้

• • •

เมื่อพูดถึงความโดดเด่นและแตกต่างจากมีเดียออนไลน์ในยุคนี้แล้ว เลอไวน์มองว่า Pinterest รวมเอาทุกสิ่งที่คนเราต้องการเอาไว้ในเว็บไซต์เว็บเดียวได้ อย่างการชอบติดต่อกับคนอื่นๆ เสมอ ลองดูตัวอย่าง Facebook สิ มันก็คือการเชื่อมโยงผู้คนเอาไว้ด้วยกัน Pinterest ก็เช่นกัน แม้ว่าเราจะไม่ค่อยสนใจหรอกว่าคนที่เรา follow คือใคร เพราะเราสนแต่ภาพสวยๆ ของเขา แต่เราชอบที่สามารถแชร์ให้คนอื่นได้ดูได้ชม และความต้องการลึกๆ อีกอย่างก็คือการชอบเก็บชอบสะสม มันเป็นความสนุกเมื่อเราได้เก็บโน่นเก็บนี่แม้ว่าจริงๆ แล้วมันก็อาจไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนอื่น แต่มันคือสิ่งที่เราชอบและหลงใหล Pinterest ตอบโจทย์ทั้งสองข้อได้ดี จึงทำให้ดึงดูดผู้เล่นเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และเลอไวน์ยังมั่นใจว่าผู้เล่นจะติดงอมแงมเหมือนอย่าง Facebook อย่างแน่นอน

“Facebook คือที่ที่เราเก็บความสัมพันธ์ต่างๆ ไว้ แต่ Pinterest คือที่ที่เราเก็บทุกสิ่งทุกอย่างที่เราชอบ (ยกเว้นคน) ไว้” เลอไวน์กล่าวทิ้งท้าย ซึ่งนันเป็นเหตุผลให้เขาตัดสินใจลงทุนกับโซเชียลบุ๊กมาร์กอย่าง Pinterest โดยหวังจะให้เป็นก้าวใหม่ของวงการอินเตอร์เน็ทอีกด้วย

ที่มาบทสัมภาษณ์: fastcompany.com

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์