คนญี่ปุ่นเคารพกัน ผ่านความผิดพลาดที่เคยทำมา

"Learning is finding out what you already know." ~Richard Bach • photo belongs to Tomer Gabel
สำหรับพนักงานชาวญี่ปุ่นพูด เมื่อพวกเขามีโอกาสรวมตัวคุยกันในห้องเบรคเล็กๆ ในออฟฟิศ พวกเขานิยมเลือกแชร์เรื่องความผิดพลาดในการทำงานของตนให้คนอื่นได้ฟังกัน การเล่าเรื่องทำนองนี้มีชื่อเรียกว่า “ฉิปไปดัน”

ครั้งแรกที่ต้องผูกมิตรกับเพื่อนร่วมงานหน้าใหม่ มันคือช่วงเวลาอันยากลำบากในการคิดหากิจกรรมสร้างความสนิทสนมคุ้นเคย ซึ่งการพูดคุยกันช่วยได้เยอะทีเดียว แต่การเริ่มประโยคแรกให้ได้กลับเป็นเรื่องยาก เพราะเราไม่รู้ว่าควรคุยเรื่องใดกับคนที่เพิ่งรู้จักกัน สำหรับพนักงานชาวญี่ปุ่นพูด เมื่อพวกเขามีโอกาสรวมตัวคุยกันในห้องเบรคเล็กๆ ในออฟฟิศ พวกเขานิยมเลือกแชร์เรื่องความผิดพลาดในการทำงานของตนให้คนอื่นได้ฟังกัน การเล่าเรื่องทำนองนี้มีชื่อเรียกว่า “ฉิปไปดัน”

ประสบการณ์ที่ดี หมายถึงความผิดพลาด

ชาวญี่ปุ่นให้ความเคารพผู้อาวุโสกว่าและผู้มีประสบการณ์การทำงานที่ยาวนานเป็นอย่างยิ่ง  ด้วยสังคมที่ถือเรื่องเกียรติยศและศักดิ์ศรีเช่นนี้ การพูดคุยกับห้วหน้าหรือเพื่อนร่วมงานนอกเหนือจากเรื่องงานจึงเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครปฏิบัตินัก เพราะถือเป็นการก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวและการกระทำอันไม่สุภาพ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างหัวหน้าและลูกน้อง ดังนั้นบรรดาหัวหน้าทั้งหลายจึงเลือกใช้การเล่าเรื่องความผิดพลาดของตัวเองให้ลูกน้องฟัง เพื่อให้ลูกน้องรู้สึกว่าสามารถเข้าถึงหัวหน้าได้ไม่ลำบากนัก ว่าหัวหน้าก็เป็นเพียงคนธรรมดาที่ครั้งหนึ่งก็เคยก้าวพลาดเช่นกัน ซึ่งอาจทำให้ลูกน้องกล้าพอจะเสนอความเห็นต่างๆ ออกมาอย่างตรงไปตรงมาได้อีกด้วย

นอกจากนี้ชาวญี่ปุ่นยังมีทัศนคติว่า “จดจำและเรียนรู้จากสิ่งผิดพลาดหรือเหตุการณ์ในอตีต” ดังนั้นการเล่าความผิดพลาดก็สามารถเป็นข้อคิด บทเรียน และเรื่องเตือนใจให้ผู้ฟังได้ด้วย  

ฟังอย่างนับถือและให้เกียรติ

ท้ายที่สุดแล้ว “ฉิปไปดัน” คือการแสดงถึงการให้เกียรติตัวผู้เล่าเองที่ยอมรับความล้มเหลวของตนและให้คำสัญญาว่าจะไม่ทำพลาดซ้ำรอยเดิม ขณะเดียวกันก็แสดงถึงความเคารพและยอมรับจากผู้ฟังด้วยเช่นกัน ทั้งยังเป็นการปลอบประโลมจิตใจที่ดีเมื่อมีคนเ้ข้าใจและยอมรับเื่รื่องที่ได้ก้าวพลาดไป ซึ่งยังส่งให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นและช่องว่างลดลงได้อีกด้วย

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคนญี่ปุ่นถือเรื่องศักดิ์ศรีและเกียรติยศมาก และด้วยลักษณะสังคมที่ลำดับชนชั้นทางสังคมและความอาวุโสถือเป็นเรื่องใหญ่ การสนิทสนมกับเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานที่อาวุโสกว่า หลายครั้งกลายเป็นเรื่องยากเกินอาจเอื้อมเพราะการพูดสิ่งผิดกาลเทศะออกไปอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาอีกมากมายแทน ทั้งอาจถูกเพ่งเล็งหรือไม่ได้รับการสนับสนุนการเลื่อนตำแหน่ง และพนักงานทุกคนเองก็ตั้งหน้าตั้งตาแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เน้นไปที่การทำงานหนักเพียงเพื่อให้เป็นที่ถูกใจของหัวหน้า การก้าวพลาดเพียงครั้งอาจทำให้ชีวิตทั้งชีวิตพังทลายไม่เป็นท่าได้ 

และเหตุผลสำคัญอีกประการคือ คนญี่ปุ่นมีทัศนคติว่า “จดจำและเรียนรู้จากสิ่งผิดพลาดในอดีต” ดังนั้นการเล่าเรื่องผิดพลาดของตนเอง นอกจากจะปลอดภัยจากการพูดถึงสิ่งอ่อนไหวทางสังคมและศาสนาแล้ว ยังสามารถเป็นบทเรียนและสิ่งเตือนใจให้ผู้ฟังได้อีกด้วย

ออฟฟิศแบบตะวันตก มุมคิดที่แตกต่าง

แต่ถ้าเป็นวิถีแบบตะวันตก คิดต่างออกไป เพราะด้วยแนวคิดที่ว่าทุกคนเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ทุกอย่างวัดกันที่ความสามารถและผลงาน ความกดดันน้อยกว่า โอกาสทุกด้านเปิดกว้าง อยู่ที่ว่าใครจะคว้าไว้ได้ทัน จึงทำให้มีการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา จะได้สร้างสรรค์ผลงานให้ดีเลิศกว่าใครๆ เพื่อการเลื่อนขั้นและผลตอบแทนที่สูงขึ้น

ด้วยลักษณะสังคมเช่นนี้ การคุยเล่นสนุกสนานถือเป็นเรื่องที่ยอมรับได้

การพยายามทำความรู้จักเพื่อนร่วมงานด้วยการเล่าเรื่องตลกเป็นการเริ่มต้นที่ดี แถมยังทำให้เข้ากันได้ง่ายขึ้นด้วย ดังที่ซีอีโอชาวอเมริกันหลายรายได้กล่าวไว้ว่า อารมณ์ขันของพนักงานเป็นตัวช่วยให้ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้ง่ายขึ้นและยังทำให้คนคนนั้นดูน่าเชื่อถือมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการลดทอนบรรยากาศอึดอัดและตึงเครียดของการทำงานได้อีกด้วย 

• • •

เมื่อมองวัฒนธรรมองค์กรทั้งสองแบบแล้วลองมองย้อนกลับมาดูตัวเรา บริษัทสัญชาติไทยส่วนมากมีส่วนคล้ายกับบริษัทญี่ปุ่นด้านการนับถือผู้อาวุโส เน้นการเคารพผู้ใหญ่ ด้วยอยู่บนพื้นฐานวัฒนธรรมชาวเอเชีย แต่เราก็ยังรับเอาวัฒนธรรมจากทางตะวันตกมาด้วยเช่นกัน ทำให้การแข่งขันด้านศักยภาพการทำงานเพิ่มมากขึ้น และเมื่อการแข่งขันสูงขึ้นก็อาจก่อให้เกิดจากแข่งขันที่ทั้งขาวสะอาดและมืดดำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจทำให้พนักงานไม่กล้าเปิดเผยตัวตนและความสามารถออกมาอย่างเต็มที่ เพราะไม่อาจรู้ได้เลยว่าแท้จริงสังคมที่อยู่เป็นเช่นไร หัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานจะมีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมาเช่นไร

ดังนั้นจะเป็นการดีหากเจ้าของกิจการจะพิจารณาวัฒนธรรมองค์ของสองซีกฝั่งโลกอย่างละเอียด แล้วนำข้อดีของแต่ละแห่งมาปรับใส่กับองค์กรของตน ไม่ว่าจะเป็นการนับถือ การให้เกียรติ และการยอมรับซึ่งกัน หรือการเน้นการรวมพลังทำงานหนึ่งๆ ให้ลุล่วงไปเพียงเท่านั้น แล้วผลักดันให้แนวทางนั้นเป็นวัฒนธรรมขององค์กรของตนด้วยวิธีการอันแยบยลเช่นการกิจกรรมกลุ่มเป็นประจำเพื่อละลายพฤติกรรมหรือปรับเปลี่ยนทัศนคติก็เป็นได้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้ทีมเวิร์กที่ดีมีประสิทธิภาพ พร้อมแข่งขันในตลาดธุรกิจต่อไป

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์