Restructure กลยุทธ์แห่งการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตธุรกิจ

ปรับโครงสร้างองค์กรให้อยู่ได้ทุกยุคทุกสมัย

ธุรกิจก็เปรียบเสมือนกับวงจรชีวิตของมนุษย์ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาอยู่ทุกวินาที ซึ่งสิ่งที่ทำให้ทั้งสองอย่างสามารถอยู่รอดปลอดภัยมาทุกยุคทุกสมัยก็คือการรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ณ ขณะนั้นได้ตลอดเวลา Restructure จึงกลายเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่นิยมใช้กันมาอย่างยาวนานตั้งแต่อดีตจวบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน เพราะมันเป็นเครื่องมือทางวิสัยทัศน์ที่ทำให้ธุรกิจมีความทันสมัยและสามารถอยู่รอดได้อย่างแท้จริง

Restructure คืออะไร

Restructure เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจแขนงหนึ่งที่มีจุดประสงค์เพื่อใช้ในการปรับโครงสร้างทางธุรกิจในแทบจะทุกส่วน อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เลยทีเดียวก็ว่าได้ สาเหตุก็เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของการแข่งขันทางธุรกิจที่มีรูปโฉมใหม่ๆในการดำเนินงาน อีกทั้งเพื่อเป็นการทำตามความต้องการและข้อเรียกร้องของผู้บริโภคด้วย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจะครอบคลุมตั้งแต่หัวเรือใหญ่ของบริษัทไล่ลงมาถึงผู้บริหาร และอาจจะลงลึกถึงผู้จัดการฝ่ายต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแผนดำเนินงานทางธุรกิจ กลยุทธ์และยุทธศาสตร์ วิธีทำตลาด กลุ่มลูกค้าเป้าหมายบางส่วน และอาจควบรวมไปถึงการเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่อย่างตราสินค้าของทางบริษัทด้วย โดยการ Restructure มีข้อดีดังนีิ้

1. ปรับโครงสร้างการบริหารเพื่อรับการเปลี่ยนแปลง

โดยอาจจะเริ่มตั้งแต่หัวเรือใหญ่ คือเจ้าของกิจการก่อน จากนั้นจึงไล่ลงมาสู่ผู้บริหารและอาจจะลงลึกไปถึงผู้จัดการก็เป็นได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในที่นี้ก็เพื่อเป็นการเปลี่ยนถ่ายอำนาจ แนวความคิดและวิธีปฏิบัติแบบเดิมๆที่อาจจะไม่ประสบผลสำเร็จในการทำธุรกิจเท่าที่ควรออกไป และโอนอำนาจไปให้ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามาใหม่ดำเนินการแทน โดยส่วนมากจะมาจากการคัดเลือกและพิจารณาคุณสมบัติพร้อมทั้งวิสัยทัศน์ที่คาดว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อการทำธุรกิจในอนาคต

2. ปรับกลยุทธ์และยุทธศาสตร์เพื่อการต่อสู้

เมื่อมีการปรับโครงสร้างเกิดขึ้นสิ่งที่หนีไม่พ้นคงเห็นจะเป็นเรื่องแนวทางกลยุทธ์และยุทธศาสตร์ที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนตามไปด้วย เพราะสาเหตุหลักที่บริษัทเลือกใช้การ Restucture ก็เนื่องมาจากการทำธุรกิจในรูปแบบโครงสร้างเดิมอาจจะไม่ได้ผลหรือโดนรุกจากบริษัทคู่แข่งจนต้องเปลี่ยนแนวทางในการทำธุรกิจให้ดีขึ้น จึงจะเห็นได้ว่าหลังจากบริษัททำการ Restructure ตัวเองแล้ว มักจะคลอดแผนการกลยุทธ์และยุทธวิธีแบบใหม่ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันและอยู่ในเชิงรุกที่พร้อมจะตอบโต้คู่แข่งทางธุรกิจมากกว่าเดิม

3. กำหนดเป้าหมายใหม่ในการทำธุรกิจ

เมื่อถึงจุดอิ่มตัวในการทำธุรกิจแล้ว บริษัทต่างๆมักจะใช้กลยุทธ์ Restructure เพื่อวางเป้าหมายการทำงานใหม่ๆอยู่เสมอ ทั้งนี้เพื่อเป็นการต่อยอดและขยับขยายสร้างความเติบโตให้บริษัทมากยิ่งขึ้น อาทิตัวอย่างเช่น กลุ่มบริษัทเครือเซ็นทรัลพัฒนา ที่ในอดีตจะมีแต่เพียงห้างสรรพสินค้าเพียงอย่างเดียว ต่อมาห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลประสบความสำเร็จสูงสุดจนถึงจุดที่อาจจะเรียกได้ว่าอิ่มตัวแล้ว จึง Restructure ตัวเองแล้วหันมาให้ความสนใจและเริ่มทำธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารเพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์ 'ช็อปปิ้งมอลล์คอมเพล็กซ์' ในปัจจุบัน

4. ปรับภาพลักษณ์สู่ความเป็นเลิศ

นักธุรกิจทุกคนต่างทราบดีว่าเรื่องของภาพลักษณ์สำคัญขนาดไหน บางบริษัทในอดีตอาจจะมีภาพลักษณ์ที่ดูย่ำแย่ในสายตาของสังคม การนำกลยุทธ์การปรับโครงสร้างมาใช้จะช่วยในการเปลี่ยนแปลงทัศนะคติของผู้คน ซึ่งผู้ประกอบการอาจจะต้องเปลี่ยนโฉมตราบริษัทหรือสินค้า เครื่องแบบพนักงาน พร้อมวางวิสัยทัศน์การทำงานใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม เช่น อาจจะเพิ่มในส่วนของการทำเพื่อสังคมลงไปก็ได้ โดยการสร้างภาพลักษณ์เป็นกระบวนการคิดที่ใช้เงินลงทุนบวกกับความคิดสร้างสรรค์ที่ค่อนข้างสูง ทั้งหมดก็เพื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของประชาชน อันจะส่งผลดีต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคต

5. ผลักดันคนรุ่นใหม่ขึ้นบริหาร

ปัญหาของผู้บริหารที่มีอายุสูงวัยมักพบเจอเป็นประจำก็คือเรื่องของการตามกระแสวิธีการทำธุรกิจยุคใหม่ไม่ค่อยทัน บวกกับเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้ามากขึ้นเข้ามาเป็นตัวผสมลงไปอีก จึงมักหาทางออกให้กับตัวเองและบริษัทด้วยการใช้กลยุทธ์ Restructure เข้ามายุติปัญหาโดยการปลดเกษียณตนเองแล้วผลัดใบดันคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจสถานการณ์ขึ้นกุมบังเหียนแทน โดยอาจจะคอยประคับประคองให้คำปรึกษาอยู่ในเบื้องหลังอีกทีหนึ่ง ซึ่งมักจะพบวิธีการเปลี่ยนถ่ายอำนาจในลักษณะนี้กันมากสำหรับธุรกิจที่บริหารกันแบบครอบครัว เช่น บริษัทในกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา และเครือบุญรอดบริวเวอรี่ เป็นต้น

6. ทำให้ธุรกิจมีความทันสมัยและตามกระแสอยู่ตลอดเวลา

สุดท้ายแล้วกลยุทธ์ Restructure จะมีส่วนช่วยให้การดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการมีรูปแบบการบริหารงานพร้อมทั้งวิสัยทัศน์ที่ปรับตัวเข้ากับกระแสสังคมและการทำธุรกิจ ณ ขณะนั้นได้อยู่ตลอดเวลาไม่ตกยุคตกสมัย เพราะกลยุทธ์นี้มีโครงสร้างหลักอยู่ที่การเปลี่ยนถ่ายอำนาจเอาการทำธุรกิจที่ผิดพลาดออกไปจากระบบการทำงานเป็นสำคัญ ผู้ประกอบการจึงมักจะได้แนวทางการทำธุรกิจที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลาหากเลือกใช้กลยุทธ์นี้เป็นประจำ

ถ้า Fighting Brand ถูกนิยามให้เป็นกลยุทธ์นักสู้แล้ว Restructure ก็คงถูกเปรียบให้เป็นกลยุทธ์นักปฏิวัติแทนอย่างแน่นอน หลายคนมักจะเข้าใจผิดว่ากลยุทธ์ดังกล่าวนี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อธุรกิจเข้าสู่ภาวะที่ย่ำแย่แล้วจริงๆ ซึ่งนั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะหัวใจการทำธุรกิจจริงๆแล้วอยู่ที่การปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจได้ตลอดเวลา ดังนั้น Restructure ก็สามารถใช้งานได้ทุกเวลาเช่นเดียวกันหากเป็นการปรับเปลี่ยนเพื่อทำให้การดำเนินธุรกิจพัฒนาไปข้างหน้าได้

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์