10 วิกฤตธุรกิจในประวัติศาสตร์โลก #2

เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนมากกว่าแสวงหาผลลัพธ์แบบฉาบฉวย เพียงเท่านี้หายนะอันดับที่ 11 ก็จะไม่เกิด

 หลังจากกล่าวถึงหายนะ 5 อันดับแรกไปแล้วใน 10 วิกฤตธุรกิจในประวัติศาสตร์โลก #1 คราวนี้เราจะกล่าวถึงหายนะอีก 5 เรื่องที่เหลือ เพื่อเป็นทบเรียนในการก้าวเดินในโลกธุรกิจอย่างมั่นคง

6. วิกฤติต้มยำกุ้งในไทย ค.ศ. 1997-1999

6
Photo courtesy of Peter Hellberg

หายนะที่คนไทยหวังให้เป็นเพียงแค่ฝันร้าย เหตุการณ์เริ่มเมื่อ ค.ศ. 1997-1999 ประเทศในอาเซียนได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศจนอาจเรียกได้ว่าฮอตติดลมบน บวกกับนโยบายทางการเงินของไทยช่วงนั้นซึ่งส่งเสริมให้มีการลงทุนทั้งจากภายในและภายนอกด้วย เมื่อมีปัจจัยบวกจากภายในและภายนอกเช่นนี้จึงเกิดการปั่นราคาอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน และหุ้นจนสูงมากกว่าเงินที่มีอยู่ในระบบหลายสิบเท่าตัว เศรษฐกิจประเทศไทยจึงเข้าสู่ระบบการเก็งกำไร “โดยกู้มาลงทุน” ด้วยหวังกำไรส่วนต่าง

ฟังดูเหมือนจะไปได้ดี แต่สิ่งหนึ่งที่นักเก็งกำไรมองข้ามไปคือเมื่อเงินอยู่ในระบบมากเกินจะส่งผลให้เงินเฟ้อและค่าเงินบาทลดลงอย่างหนัก ทำให้หนี้ที่กู้ยืมจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นแบบเท่าตัว แถมยังมีปัจจัยความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มเข้ามาอีก ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเทเงินเข้าระบบเพื่อรักษาและคงที่ค่าเงินบาทเอาไว้ แต่การเทเงินเข้าระบบแบบหมดหน้าตักกลับเป็นนโยบายการเงินที่ผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง เงินคงคลังของประเทศลดต่ำลงจนเกือบเรียกได้ว่าล้มละลาย ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ไร้ความสามารถในการชำระหนี้ สุดท้ายรัฐบาลไทยจึงประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในที่สุด หนี้ของประเทศจึงเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว สถาบันทางการเงินปิดไปถึง 56 แห่ง ประเทศไทยรวมถึงประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกันต่างต้องขอรับความช่วยเหลือจาก IMF  

บทเรียนหายนะวิกฤติต้มยำกุ้งในครั้งนี้สอนให้รู้ว่าไม่ควรคาดหวังกับเงินในอนาคตที่มาจากการเก็งกำไรมากเกินไปนัก เพราะธุรกิจเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่มีความเสถียรพร้อมจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาด้วย

7. ฟองสบู่ธุรกิจดอตคอม ค.ศ.1995 – 2000

7
Photo courtesy of GDS Infographics

อินเทอร์เน็ตและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีคือความหวังของมนุษย์ นักลงทุนจำนวนมากเชื่ออย่างนั้นจึงแห่กันลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเป็นจำนวนมากด้วยคิดว่ามันคืออนาคตของการทำธุรกิจในขณะนั้น แต่แล้ววันแห่งความสูญสิ้นก็มาถึงเมื่อความนิยมอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีไม่ได้สูงเหมือนเป้าที่วางไว้ ความผิดหวังในเทคโนโลยีเริ่มมีให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความก้าวหน้าในขณะนั้นยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่มนุษย์คาดหวังไว้ ความถดถอยเริ่มเกิดขึ้นในตลาดทุนเมื่อราคาหุ้นเทคโนโลยีตกลงถึงขั้นไม่เหลืออะไรเลย และนำไปสู่ภาวะฟองสบู่แตกในที่สุด วิกฤติการณ์ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่สอนให้รู้ว่าการลงทุนแบบเก็งกำไรและกเน้นการเติบโตมากกว่าผลกำไรคือหายนะที่น่ากลัว

8. ฟองสบู่แตกในสินทรัพย์ของญี่ปุ่น ค.ศ. 1986-1990

8
Photo courtesy of Stefan

ต้องเข้าใจเสียก่อนว่าชาวญี่ปุ่นมีระเบียบวินัยการออมเงินสูงมากมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ธนาคารและสถาบันทางการเงินมีเงินในระบบจำนวนมาก ทำให้พวกเขาคิดจะขยายธุรกิจด้วยการส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ด้วยการปล่อยกู้ให้เอกชนและประชาชนได้นำเงินออกมาจับจ่ายใช้สอย ซึ่งขณะนั้นดัชนีหุ้นนิเคอิพุ่งสูงติดกระดานตลาดหลักทรัพย์เลยทีเดียว

แต่ความจริงก็ปรากฎขึ้นเมื่อตลาดญี่ปุ่นเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอย ประชาชนมีเงินอยู่ในมือก็จริงแต่ไม่อยากเอาออกมาใช้รัฐบาลก็ทำอะไรไม่ได้ แม้จะพยายามลดดอกเบี้ยเงินฝากขนาดไหน เงินก็ยังไม่ออกจากระบบ เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มซบเซา ตลาดหุ้นตก เงินทุนในภาคธุรกิจหายไปกว่าครึ่ง เมื่อไม่มีอุปสงค์ในตลาด อุปทานจึงไม่เกิดเป็นเรื่องธรรมดา จากนั้นเงินทุนก็เริ่มโยกย้ายออกไปต่างประเทศ การจ้างงานลดลง คนตกงานเป็นจำนวนมาก รัฐบาลญี่ปุ่นแก้ปัญหาแบบเลี้ยงไข้จึงทำให้ใช้เวลาสะสางนานถึง 12 ปีถึงจะดึงอัตราการเติบโตของธุรกิจให้กลับมาอยู่ในแดนบวกได้

วิกฤติหายนะครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการกระตุ้นการลงทุนจำเป็นต้องทำไปพร้อมกับารสร้างพฤติกรรมการบริโภคอย่างต่อเนื่อง

9. วิกฤติน้ำมันในยุค ค.ศ.1970

9
Photo courtesy of Nutloaf

เพราะเครื่องจักรและยานพาหนะแทบทุกสิ่งบนโลกล้วนต้องใช้น้ำมัน และแหล่งน้ำมันส่วนใหญ่มักอยู่ในชาติมุสลิมซึ่งเป็นภาคีโอเปก การเกิดสงครามระหว่างอาหรับและอิสราเอลจึงเป็นเหตุการส่งออกน้ำมันจากชาติอาหรับหยุดชะงัก สร้างความแตกตื่นให้ประชาชนผู้บริโภคจนพากันแห่ซื้อน้ำมันมากักตุนไว้อย่างบ้าคลั่งราวกับเกิดกลียุคด้านพลังงานขึ้น จากนั้นกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันอย่างโอเปกสามารถชิงอำนาจการกำหนดราคามาจากบริษัทยักษ์ใหญ่ในอเมริกาและสหภาพยุโรปได้อย่างถาวร อันเป็นการเปลี่ยนอำนาจชนิดสลับขั้วที่สำคัญมาก ระบบเศรษฐกิจทั่วโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่จนเกือบล่มสลาย เพราะเมื่อน้ำมันราคาแพงขึ้น ต้นทุนการผลิตย่อมสูงขึ้นแน่นอน ส่งผลให้ราคาสินค้าแพงขึ้น ผู้บริโภคมีกำลังซื้อไม่พอ ประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลกได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงตามๆ กัน แต่ที่หนักสุดคือประเทศด้อยพัฒนาที่ต่างชักหน้าไม่ถึงหลังด้วยกันทั้งสิ้น

วิกฤติครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และบางครั้งผู้เป็นเจ้าของตลาดก็มิอาจอยู่เหนือเจ้าของปัจจัยการผลิตอย่างที่เป็นมาในอดีตเสมอไป

10. วิกฤติซับไพร์มในสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 2008 – ปัจจุบัน

10
Photo courtesy of respres

วิกฤติซับไพร์มหรือเรียกอีกอย่างว่า “วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์” ตามสื่อบ้านเรา เป็นหายนะทางการเงินครั้งล่าสุดซึ่งเกิดจากสถาบันการเงินของอเมริกันพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการปล่อยเงินกู้จำนวนมหาศาลให้บริษัทและประชาชนที่มีความน่าเชื่อถือน้อยมาก ซึ่งหากเป็นในอดีตบริษัทและประชาชนเหล่านี้ไม่มีทางจะขอกู้ผ่านแน่นอน โดยผู้กู้ต้องยอมจ่ายดอกเบี้ยในอัตราสูงกว่าปกติเพื่อทดแทนที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อมาแบบง่ายๆ นั่นคือจุดเริ่มต้นของวิกฤตินี้อย่างแท้จริง เพราะสถาบันทางการเงินที่ปล่อยสินเชื่อเหล่านั้นประเมินลูกค้าสูงกว่าความเป็นจริงมาก ทั้งๆ ที่ลูกค้าบางคนไม่มีคุณสมบัติพอจะชำระเงินแม้แต่ดอกเบี้ยเลยด้วยซ้ำ และเงินที่กู้ไปส่วนใหญ่ก็มักเข้าไปยังระบบอสังหาริมทรัพย์เสียด้วย เพราะชาวอเมริกันอีกมากยังต้องการที่อยู่อาศัยใหม่ และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็สามารถสร้างงานสร้างรายได้เป็นจำนวนมหาศาลอีกด้วย

หายนะที่ตามมาคือบรรดาลูกหนี้ทั้งบริษัทเอกชนและประชาชนเริ่มขาดการชำระเงินคือแก่ทางสถาบันการเงินจนนำไปสู่การขาดสภาพคล่องของธนาคารในที่สุด ธนาคารหลายแห่งล้มไม่เป็นท่าและกลายเป็นคลื่นยักษ์พัดถล่มระบบเศรษฐกิจทั่วทั้งโลก วิกฤติครั้งนี้ทำให้เราได้เห็นว่าการปล่อยสินเชื่อโดยขาดความรอบคอบอาจนำมาสู่หายนะอันโหดร้ายได้

จากวิิกฤติทางธุรกิจทั้ง 10 เรื่องที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่ามีข้อผิดพลาดที่คล้ายกันอยู่ประการหนึ่งคือการเก็งกำไรโ้ดยคำนึงถึงแต่กำไรมากกว่าความเสี่ยงที่จะขาดทุน นักลงทุนจึงควรปรับมุมมองในการทำธุรกิจเสียใหม่ โดยมุ่งเน้นวิธีการแบบยั่งยืนมากกว่าที่จะมองแค่ผลลัพธ์ฉาบฉวย เพียงเท่านี้หายนะทางธุรกิจอันดับที่ 11 ก็จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน

 

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์