Give Forward แพลทฟอร์มระดมทุนมวลชนที่ช่วยชีวิตผู้คนมาแล้วนับพันราย

Photo belongs to Giveforward

การระดมทุนหรือ Crowdfunding นั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงการของนักสร้างสรรค์หรืออุตสาหกรรมบันเทิงอย่างภาพยนตร์หรือเพลงเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์สำหรับวงการการแพทย์ด้วยเช่นกัน การเกิดขึ้นของ GiveForward เว็บไซต์แพลทฟอร์มระดมทุนสำหรับเรื่องเฉพาะทางอย่างการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ค่ารักษาโรคมะเร็ง การปลูกถ่ายอวัยวะ ไปจนถึงค่าใช้จ่ายจัดงานศพ

นับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี 2008 (เป็นปีที่โลกยังไม่รู้จัก Kickstarter และยังไม่มีใครเคยได้ยินคำว่า “ระดมทุนมวลชน” มาก่อน) ในตอนนั้น GiveForward เลือกใช้คำว่า peer-to-peer fundraising และชี้แจงวัตถุประสงค์ว่าเป็นโครงการที่ไม่แสวงหากำไร โดยได้ช่วยเหลือผู้คนไปแล้วนับพันราย ระดมทุนได้ตัวเลขกว่า 160 ล้านดอลล่าร์ โครงการนี้ริเริ่มโดย Ethan Austin และ Desiree Vargas Wrigley ที่ในวันนี้ทั้งคู่คือนักธุรกิจแถวหน้าของสหรัฐฯ ที่สร้างคุณค่าใหม่ได้เสมอท่ามกลางกระแสของเทคโนโลยี พร้อมกับรักษามาตรฐานทางจริยธรรมกับเรื่องที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วัฒนธรรมองค์กรที่ดี คือรากฐานที่สำคัญ

การมีวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรง นั้นเป็นเหมือนกับฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ธุรกิจแข็งแรงจากภายใน เว็บไซต์แพลทฟอร์มอย่าง GiveForward เองก็มีอยู่หลากหลายประการ และมาพร้อมกับหลักที่ปฏิบัติกันง่ายๆ ไม่กี่ข้อ เช่น 

 Hug a customer every day. – ด้วยเป้าหมายหลักของทีมงาน GiveForward ในการสร้างความประหลาดใจให้กับ “ลูกค้า” ของพวกเขาอย่างสม่ำเสมอ ด้วยเสียงหัวเราะ ความมีมนุษยธรรม และความเห็นอกเห็นใจ ทีมงานทุกคนพยายามอย่างถึงที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อลูกค้า ในทุกวัน ที่ทุกคนพยายามจะมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าและใช้โอกาสนั้นเป็นช่องทางในการทำให้ลูกค้าของพวกเขาอาการดีขึ้น แม้จะเป็นเพียงเล็กน้อยก็ตาม 

Do one thing a day that makes you smile.  Do one thing a day that brings a smile to someone else in the office. – จริงจังกับเรื่องเล่น ด้วยคติในการทำงานที่ว่า งานใดใดก็ตามนั้นควรเต็มไปด้วยความสนุกสนาน GiveForward สนับสนุนให้มีการกอดและไฮไฟว์ (ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์) เพื่อสร้างบรรยากาศของความเป็นกันเอง

Be yourself everyday. – เพราะเชื่อว่าความถูกต้องนั้นคือที่สุดของทุกอย่าง และเชื่อว่าความเป็นอัจฉริยะในตัวทุกคนนั้นเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนนั้นเป็นตัวเองอย่างเต็มที่ GiveForward จึงให้คุณค่ากับตัวตนของทุกคนอย่างเท่าเทียม

และในฐานะการเป็นผู้บุกเบิกวงการการระดมทุนมวลชนในยุคแรก ทั้ง Ethan Austin และ Desiree Vargas Wrigley เองก็ผ่านอุปสรรคมามากมาย และนี่เป็นบทเรียน 4 ข้อที่พวกเขาสะสมและส่งต่อ โดยเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์สูงสุดกับธุรกิจทุกรูปแบบ

1.   นวัตกรรมนั้นคือเรื่องของ “Aha! moment” ที่มาเป็นชุด

การได้รับแรงบันดาลใจมากจากเหตุการณ์พายุเฮอริเคนแคทรีน่า  GiveForward จึงริเริ่มสร้างแพลทฟอร์มสำหรับระดมทุนสำหรับจ่ายอะไรก็ได้ที่สามารถให้ความช่วยเหลือและสร้างประโยชน์สูงสุด เพราะ “Aha! Moment” นั้นเกิดขึ้นจากการที่พวกเขาคิดว่าจะเป็นอย่างไรถ้าเว็บไซต์อย่างแอมะซอนนั้นเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่สามารถรับบริจาคและใช้ระบบโลจิสติกต์ของตัวเองขนส่งสินค้าไปให้ถึงมือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ และหลังจากทำเป็นธุรกิจได้เพียงปีเดียว GiveForward ระดมทุนได้เพียง 180,000 ดอลล่าร์ และได้กำไรคืนมาแค่ 6,000 ดอลล่าร์เท่านั้น ทั้งคู่จึงรู้ทันทีว่าต้องการแผนการทำงานที่ดีกว่าเก่า เลยตัดสินใจทำในสิ่งที่เรียกว่า “ฟังเสียงลูกค้า” เมื่อนั้นส่งผลให้ความสำเร็จเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง จนถึงในวันนี้ที่หมวดหมู่การระดมทุนสำหรับรักษาและการแพทย์นั้นเป็นอันดับ 1 ในหมวดหมู่ประเภทการระดมทุนทั้งหมด ซึ่งประมาณตัวเลขในตลาดอยู่ที่ 80 ล้านดอลล่าร์

2.       รู้ทันในข้อจำกัด

ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจนั้นไม่ง่ายเลยสำหรับ 2 ผู้ก่อตั้งที่ไม่มีความรู้ด้านเทคนิคในการทำเว็บไซต์ ไปจนถึงไม่มีงบประมาณในการทำการตลาดด้วยซ้ำ ทั้ง 2 คนจึงต้องกลับมาถามตัวเองอีกครั้ง ว่าจะทำอย่างไรให้ผู้คนพูดถึงแบรนด์ของตัวเองให้ได้? คำตอบคือการให้บริการไปยังลูกค้าและให้คำแนะนำ ทั้งคู่ตระหนักได้ว่าทักษะที่ดีที่สุดที่ใช้งานได้คือ ความมีเมตตาต่อมนุษย์ ดังนั้น GiveForward จึงปฏิบัติต่อคนอื่นๆ ในวิธีที่อยากได้รับการถูกปฏิบัติ และนั่นก็ได้ผล เพราะกลุ่มลูกค้าเริ่มบอกต่อถึงบริการอันดีที่พวกเขาได้รับ และธุรกิจก็เริ่มเติบโตตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

3.       อย่ามองข้ามเทรนด์โลก

แม้สื่อชั้นนำจะให้ชื่อเล่นกับ GiveForward ว่าเป็นผู้บุกเบิกการระดมทุนมวลชน แต่ผู้ก่อตั้งกลับอธิบายว่าไม่จริงเสมอไป ช่วงเวลาที่เปิดตัวในปี 2008 นั้น หลายองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรต่างก็ใช้เทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันในการปฏิบัติงาน เว็บไซต์ระดมทุนมวลชนยุคแรกๆ อย่าง GiveForward, Kickstarter และ  IndieGoGo ในช่วงนั้นก็เข้าถึงกลุ่ม early adopters ก่อนที่จะค่อยๆ เผยแพร่เข้าไปยังผู้ใช้กลุ่มหลักทั่วไป หัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้คือความเข้าใจในเทรนด์ของเทคโนโลยีและเล่นอย่างถูกทาง จนในวันนี้ผู้ใช้ต่างคุ้นเคยกันดีในสิ่งที่เรียกว่า โซเชียล เน็ตเวิร์ก นั่นเอง

ตอนที่เปิดตัวเมื่อปี 2008 ในขณะนั้นเฟซบุ้คมีผู้ใช้งานอยู่ที่ 100 ล้านคน และในปี 2012 ผู้ใช้งานเฟซบุ้คก็ทะลุไปที่ 1,000 ล้านคนเป็นที่เรียบร้อย เมื่อนั้น GiveForward ตระหนักรู้ได้ทันทีว่าโซเชียล เน็ตเวิร์กนั้นเป็นสิ่งที่มีบทบาทใหญ่ในสังคมโลก ในวันนี้ ทุกๆ แพลตฟอร์มระดมทุนนั้นมีทราฟิกส่วนมากมาจากเฟซบุ้ค ความจริงก็คือผู้บุกเบิกในอุตสาหกรรมต่างๆ นั้นไม่จำเป็นที่จะต้องมีไอเดียที่ดีเลิศ แต่เป็นไอเดียธรรมดาที่ใช้งานได้เหมาะสมกับช่วงเวลาในการทำการตลาดที่ถูกต้องมากกว่า

4.   ทำให้นวัตกรรมเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม

สิ่งหนึ่งที่เป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินงานของ GiveForward คือการที่ให้พนักงานทุกคนเป็น CEO ในตำแหน่งของตัวเอง นั่นหมายความว่า ทุกๆ คนในองค์กรจะต้องรับผิดชอบกับนวัตกรรมของบริษัทที่เกิดขึ้นร่วมกัน เป็นส่วนหนึ่งของนวัตกรรมนั้นๆ ร่วมกัน เพราะรู้ดีว่า ไอเดียที่ดีที่สุดนั้นไม่ได้มาจากผู้บริหารที่ครองตำแหน่งอยู่สูงสุด แต่มาจากพนักงานในบริษัท มาจากลูกค้า มาจากคนทุกคนที่อยู่รอบๆ และเพื่อที่จะให้ทุกคนรู้สึกสบายใจและกล้าที่จะนำเสนอไอเดียของตัวเอง องค์กรจึงจำเป็นต้องสร้างวัฒนธรรมในการมอบรางวัลให้กับทุกไอเดียที่นำมาทดลองและทุกความล้มเหลวที่เกิดขึ้น เพราะนั่นเป็นสิ่งที่นำไปสู่การค้นพบใหม่

 

ที่มา

บทความ GIVEFORWARD GETS CASH INFUSION TO HELP PATIENTS COVER MEDICAL EXPENSES จาก http://www.fastcompany.com/

บทความ Medical services startup Analyte Health hits $22 million in venture capital funding. จาก http://articles.chicagotribune.com/ 

บทความ Pioneering Crowdfunding Site Proves the Potency of Listening to Customers จาก http://www.inc.com/ 

http://www.giveforward.com/ 

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์