อะไรคือแรงขับเคลื่อนให้ Uber มาไกลถึงจุดนี้? [Part2]

Photo belongs to Nick Harris

จากในตอนที่ผ่านมาทาง Incquity ก็ได้พาผู้อ่านไปรู้จักกับธุรกิจ IT ที่โฟกัสด้านการจัดการการคมนาคมอย่าง Uber กันพอสมควรแล้วทั้งจุดเริ่มต้น ช่องทาง และการดำเนินงานจากการมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละวันที่คล้ายๆ กันในทั่วทุกมุมโลก ซึ่งก็คือปัญหาเรื่องการโดยสารด้วยระบบรถยนต์สาธารณะหรือเรียกกันง่ายๆ ว่าแท็กซี่นั่นเอง ด้วยจุดนี้ทำให้ Uber จึงขึ้นมาเป็นคู่แข่งรายสำคัญที่สามารถทำให้การธุรกิจที่ผูกขาดมาโดยตลอดอย่างแท็กซี่สะเทือนได้ โดยในพาร์ทที่ผ่านมาก็เพิ่งจะมีปัจจัยความสำเร็จของ Uber ไปเพียงหัวข้อเดียว ในพาร์ทนี้ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญต่างๆ ที่เหลือทั้งในด้านการตลาดและการบริหารจัดการที่ทำให้ Uber ประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วและมาไกลกว่าที่คาดคิดได้

uber

เข้าถึงผู้ใช้อย่างรวดเร็ว

ในการทำการตลาดช่วงเริ่มต้นของ Uber นั้นเริ่มจากเมืองซานฟรานซิสโก โดย Uber นั้นเริ่มต้นมองหากลุ่มเป้าหมายจากคอมมิวนีตี้ของกลุ่มผู้ที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ให้ชีวิตง่ายและมีความสะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งในช่วงเริ่มต้นนั้น Uber มีการจัดกิจกรรมแคมเปญต่างๆ ทั้งการเป็น Sponsor ให้กับงานอีเวนท์เทคโนโลยีหลายแห่งอย่างหนักเพราะมีความเชื่อมั่นอย่างมากว่าผู้คนในงานประเภทนี้คือกลุ่มเป้าหมายที่พวกเขาสามารถเริ่มต้นหว่านเมล็ดลงไปเพื่อให้พวกเขานั้นพร้อมที่จะบอกต่อไปยังเครือข่ายเพื่อนและคนรู้จักได้อย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ยังมีการให้ทดลองใช้บริการ Uber ฟรีให้กับทุกคนในช่วงต้น และสร้างตัวตนของแบรนด์ให้ผู้คนได้รู้จักกันตั้งแต่เนิ่นๆ ส่งผลให้จากที่ผู้คนในเมือง San Francisco นั้นเป็นเมืองที่ผู้คนรู้สึกไม่ดีกับแท็กซี่อยู่แล้วจึงหันมาทดลองใช้ Uber กันมากขึ้น ซึ่งหลังจากใช้แล้วด้วยความที่เป็นกลุ่มคนที่ใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันอยู่ พวกเขาจึงมีการเขียน Blog โพสท์ลง Social media ต่างๆ หรือในทางอื่นๆ ที่เป็นไปได้ เพื่อบอกเพื่อนๆ พวกเขาเกี่ยวกับประสบการณ์เดินทางกับแบรนด์ใหม่อย่าง Uber

คำบอกต่อของผู้ใช้ที่พึงพอใจ

ความสำเร็จของ Uber ส่วนมากคงต้องยกให้กับระบบที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ใช้ได้จากในหัวข้อต่างๆ จากบทความก่อนหน้า จนทำให้เกิดความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดของการเปรียบเทียบระหว่าง Uber และแท็กซี่ ที่ส่งผลให้ผู้คนพร้อมพากันบอกต่อถึงประสบการณ์ที่น่าประทับใจจากความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเช่นนี้ จนใครๆ ก็อยากที่จะทดลองใช้ อยากสัมผัสประสบการณ์ที่ได้รับฟังมา และพอได้ใช้ก็บอกต่อๆ กันอีกเป็นลูกโซ่แบบนี้  ซึ่งจากการวิเคราะห์ของทาง Uber นั้นพบว่า 95% ของผู้ที่ใช้บริการของ Uber นั้นได้ยินเรื่องราวและประสบการณ์เกี่ยวกับ Uber มาจากคนที่ใช้บริการของ Uber มาก่อนแทบทั้งสิ้น และในกลุ่มผู้ใช้ Uber ทุกๆ 7 คนจะสามารถสร้างกระแสปากต่อปากไปยังผู้ใช้ Uber คนใหม่ได้อีกอย่างน้อย 1 คนเสมอ นี่ยังไม่รวมไปถึงกระแสจากบรรดาเหล่าเซเลบที่พร้อมใจกันเล่าประสบการณ์จนทำให้กระแสยิ่งเติบโตกว้างขึ้นออกไปอีก  ซึ่งจะเห็นได้ว่าสิ่งที่ Uber ทำนั้นไม่ใช่การทำการตลาดที่เข้าถึงลูกค้าแบบทั่วๆ ไปอย่างทั่วถึง แต่กลับใช้วิธีสร้างเชื้อไฟจากคนเพียงกลุ่มหนึ่งและตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ออกมาให้ได้ดีที่สุด ให้เปรียบเทียบความแตกต่างจากประสบการณ์เดิมให้ได้มากที่สุด เพียงเท่านี้เชื้อไฟจากกองเล็กๆ ก็จะทำหน้าที่ลามไปทั่วได้ด้วยตัวมันเอง

ผลตอบแทนของคนขับ

Uber ไม่เพียงสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าผู้ใช้บริการเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจที่คนขับได้รับอีกด้วย เพราะในจุดเริ่มต้น Uber เล็งเห็นว่ามีพนักงานขับรถหลายคนในเมืองนั้นอยู่ในช่วงว่างงาน จนทำให้เมื่อ Uber มีการเปิดตัวและประกาศถึงนโยบายคนขับที่ว่าจะเป็นใครก็ได้ที่มีรถยนต์ส่วนตัวและมีใจในการบริการก็สามารถเข้าร่วมได้ ก็มีผู้ที่ให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมาก รวมถึงหลากหลายบริษัทที่จัดหาพนักงานขับรถก็แนะนำให้ลูกจ้างของพวกเขามาหารายได้เสริมไปก่อนในช่วงที่ว่างงานโดยการไปขับ Uber อีกด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วทาง Uber นั้นไม่ได้ทำการจ้างพนักงานขับรถเหล่านี้แต่อย่างใด แต่ในทางกลับกัน Uber เป็นเพียงแค่ตัวกลางของการบริการระหว่างคนขับที่ต้องการหาลูกค้า และลูกค้าที่ต้องการใช้บริการรถยนต์โดยสารที่อยู่ในบริเวณเดียวกันให้ได้ตอบสนองความต้องการของแต่ละฝ่าย โดยในต่างประเทศนั้นการจับคู่กันอย่างมีประสิทธิภาพเช่นนี้จะทำให้คนขับนั้นได้รับเงินถึงวันละ 500$ ได้เลยทีเดียว ด้วยโมเดลธุรกิจแบบ  Win-Win ทั้งสองฝ่ายก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ Uber เติบโตได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน 

ขยายตัวจากเมืองหนึ่งสู่อีกเมืองหนึ่ง

uberเมื่อสังเกตให้ดีจะพบว่าจริงๆ แล้ว Uber เปรียบเสมือน Platform ของการจับคู่ระหว่างคนขับรถกับผู้ต้องการใช้บริการรถยนต์โดยสารอย่างที่กล่าวไว้ในหัวข้อที่ผ่านมา ดังนั้นหากพบว่าในเมืองอื่นกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับการใช้แท็กซี่มาเหมือนๆ กันแล้วทำไมถึงนำ  Uber ไปปรับใช้ไม่ได้ล่ะ? เมื่อคิดได้เช่นนี้ Uber จึงขยับขยายการบริการออกไปสู่เมืองอื่นๆ ในสหรัฐอเมริกาอย่างในรัฐชิคาโกและวอชิงตัน ดี ซี ที่มีลักษณะใกล้เคียง (เพราะอย่างน้อยก็ยังนับว่าอยู่ในประเทศเดียวกัน) ดูก่อนว่าจะต้องมีการปรับให้เหมาะสม และเป็นที่น่าพอใจแก่ผู้ใช้บริการเหมือนจุดเริ่มต้นในเมืองซานฟรานซิสโกหรือไม่ จากนั้นก็ขยายไปสู่เมืองอื่นๆ ในแต่ละประเทศ ซึ่งก็รวมไปถึงบางส่วนที่ให้บริการในกรุงเทพในประเทศไทยด้วย แต่การขยายตัวเช่นนี้ก็คงไม่ง่ายนัก เนื่องด้วยความที่ในแต่ละประเทศนั้นมีความแตกต่างกันในหลายๆ ด้านๆ ทั้งนโยบาย ข้อกฎหมาย และความสนใจของผู้คนในเมือง ส่งผลให้ Uber ต้องทำการศึกษาถึงข้อมูลของแต่ละเมืองก่อนว่าจะต้องปรับตัวให้เข้ากับข้อกำหนดของเมืองนั้นๆ อย่างไรบ้าง เหมือนอย่างในกรุงเทพที่กำลังมีปัญหากับ Uber อยู่ในขณะนี้ เนื่องจากการบริการของ Uber นั้นขัดกับข้อกำหนดกฎหมาย ซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า Uber จะมีการรับมือและปรับเปลี่ยนแผนอย่างไรบ้าง

 • • •

และทั้งหมดนี้ก็คือแนวทางการจัดการและการตลาดที่ทำให้ Uber นั้นกลายเป็นธุรกิจชั้นนำที่เติบโตขึ้นมาได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้ว Uber ก็มีแนวทางที่ไม่ต่างจากธุรกิจอื่นๆ ในท้องตลาดหรือตามในตำราเท่าไรนัก กับการมุ่งหาแนวทางของการแก้ปัญหาที่มีอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้ใช้ ซึ่งในที่นี้ก็หมายถึงปัญหาเรื่องการใช้บริการรถยนต์โดยสารที่มีมากมาย แต่เมื่อมีแนวทางการแก้ปัญหาออกมาได้ ผู้คนก็พร้อมที่จะต้อนรับและใช้กันอย่างล้นหลามโดยที่ไม่ต้องพึ่งการตลาดมากมายเลยด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามทั้งหมดที่กล่าวมานั้นอาจเป็นเพียงด้านดีของ Uber เท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วยังมีอีกหลายส่วนในการทำธุรกิจของ Uber ที่ออกจะเป็นแนวธุรกิจสีเทาที่เราไม่ควรนำมาเอาเยี่ยงอย่างสักเท่าไร ซึ่งก็ควรพิจารณาให้ดีถึงการนำมาปรับใช้ว่าจะมีผลที่ตามมาอย่างไรบ้างด้วยครับ

Photo belongs to Jason Newport and cdorobek

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์