9 แนวทางการสร้าง Coworking Space เป็นของตัวเอง (2)

Photo belongs to Andreas Kontokanis

กลับมาแล้วตามสัญญากับแนวทาง Coworking Space ในส่วนของ 5 ข้อที่เหลือ ใน 4 แนวทางที่ผ่านมานั้นจะเป็นในลักษณะธุรกิจทั่วไปก็ทำ แต่ใน 5 แนวทางที่เหลือนั้นจะใกล้เคียงกับการนำมาปรับใช้ใน Coworking Space เสียมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามทุกข้อก็ถือเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการทำธุรกิจ Coworking Space แทบทั้งสิ้น ทาง Incquity ก็อยากที่จะให้ผู้อ่านตามเก็บจนครบเพื่อที่เข้าใจในแต่ละแนวทางก่อนที่จะเริ่มต้นธุรกิจประเภทนี้จริงๆ ถ้าหากมีความสนใจ ซึ่งถ้าผู้อ่านเรียนรู้ 4 แนวทางที่ผ่านมาครบถ้วนแล้วนั้นก็เชิญพบกับอีก 5 แนวทางที่เหลือกันได้เลยครับ

5. คอมมิวนิตี้และวัฒนธรรมร่วมที่แน่นแฟ้น

หากถามใครต่อใครถึงความแตกต่างของการใช้พื้นที่ออฟฟิศทั่วไปกับการใช้ออฟฟิศแบบ Coworking Space แล้วล่ะก็ คำถามของคนส่วนใหญ่คงอออกไปในทางเดียวกันหมดนั่นก็คือเรื่องของ คอมมิวนิตี้ เพราะชุมชนและการรวมกลุ่มของคนที่ทำงานในสิ่งเดียวกัน ต้องเผชิญในสิ่งเดียวกันนี่ล่ะ ที่ทำให้ Coworking Space นั้นเป็นอะไรที่มากกว่าการแค่เปิดประตูเข้าไปเจอสถานที่ที่มีแค่โต๊ะ เก้าอี้ทำงานและสัญญาณไวไฟแค่นั้น

ซึ่งถ้ากุญแจสำคัญของการดึงดูดผู้คนคือการสร้างแบรนด์แล้ว กุญแจสำคัญของการที่จะให้ผู้คนที่เข้าร่วมคงอยู่กับเราไปนานๆ ก็คือคอมมิวนิตี้ โดยการสร้างคอมมิวนิตี้นั้นอาจไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าไร เพราะเราอาจต้องเริ่มต้นจากการสร้างค่านิยม (Core Value) ในองค์กรไปจนถึงวัฒนธรรมในองค์กร และกฎระเบียบต่างๆ ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายของเราเสียก่อน อย่างเช่น อาจจะมีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้หรือหาวิทยากรมาพูดถึงหัวข้อที่สมาชิกสนใจ มีบอร์ดประชาสัมพันธ์และอัพเดทข่าวสารที่สมาชิกทุกคนสามารถเข้ามาส่วนร่วมได้ รวมถึงการใช้ Social Media ในการช่วยโปรโมทอีเว้นท์และธุรกิจของสมาชิกต่างๆ หรือในด้านความบันเทิงกว่านั้นก็อาจมี Friday Night Party ที่จะจัดขึ้นทุกวันศุกร์เพื่อสังสรรค์ร่วมกันระหว่างสมาชิกก็จะช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ในคอมมิวนิตี้ให้แน่นแฟ้นขึ้นได้

6. การจัดอีเวนท์และให้ความรู้

หาก Coworking Space นั้นมีการแบ่งกลุ่มเป้าหมายและเฟ้นหาสมาชิกตามกลุ่มธุรกิจแล้ว การจัดอีเวนท์หรือการจัดสัมมนาให้ความรู้ต่างๆ นั้นก็ควรที่จะเกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์ของธุรกิจของเราด้วย อย่างเช่น หาก Coworking Space ของเรานั้นให้ความสำคัญกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่เป็นบรรดานักบัญชี หรือกลุ่มทนายแล้ว หัวข้อที่ควรจะจัดเพื่อนำเสนอก็อาจจะเป็น “ทำการคืนภาษีอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด?” โดยจัดให้กับบุคคลที่สนใจจากภายนอก (ที่อาจมีการคิดเงินค่าเข้าร่วมก็ได้ หรืออาจไม่คิดเงินแต่ถือว่าเป็นการประชาสัมพันธ์กลุ่มธุรกิจใน Coworking Space ของเราแทน ส่วนคนที่เป็นสมาชิกของเราอยู่แล้วก็ไม่ควรที่จะเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วม)  โดยอาจอาศัยความร่วมมือของกลุ่มธุรกิจที่เป็นสมาชิกของเรานั้นให้มีการเวียนกันจัดหัวข้อให้ความรู้เหล่านี้ซึ่งพวกเขาเองก็จะได้รับประโยชน์จากการเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นอีกด้วย

7. ระบบการจัดการที่ทันสมัย

ในยุคดิจิตอลแบบนี้ คงไม่มีใครที่อยากจะต้องเจอกับการกรอกเอกสารเยอะๆ ในการสมัคร ใบสลิปที่ได้มาทีไรก็มักจะหายทุกที หรือปัญหาเรื่องระบบต่างๆ อีกต่อไปแล้ว ดังนั้น Coworking Space ของเรานั้นก็ควรที่จะมีระบบการจัดการสิ่งต่างๆ ที่อำนวยความสะดวกให้กับสมาชิกได้มากขึ้น ซึ่งระบบที่ว่านี้ก็ควรที่จะครอบคลุมไปตั้งแต่การเริ่มต้นรับสมัคร ระบบการจองห้องประชุมออนไลน์ ระบบใบเสร็จ ใบสั่งจ่ายต่างๆ โดยกระบวนการเหล่านี้ก็เราหากเรายังคิดอะไรไม่ออกว่าจะเริ่มยังไงก็ลองทดลองใช้บริการของ www.Cobot.me ที่เป็นระบบซอฟแวร์สำหรับการบริหารจัดการสิ่งต่างๆ ใน Coworking pace กันโดยเฉพาะ ซึ่งเราสามารลองใช้แบบฟรีๆ กันดูก่อน 30 วันและถ้าหากถูกใจก็สามารถสมัครสมาชิกและใช้บริการกันได้เลย

8. ดนตรีอาจช่วยได้

ไม่ใช่ทุกที่ที่ดนตรีอาจช่วยในการทำงานเพราะเหตุที่ดนตรีอาจเข้าไปรบกวนการทำงานของพวกเขา แต่ก็ไม่ใช่ทุกที่เช่นกันที่จะไม่ต้องการดนตรีในการทำงานเลย เหมือนอย่างในร้านกาแฟที่สำหรับอ่านหนังสือหรือนั่งทำงานหลายร้านก็มีการเปิดเพลงเบาๆ คลอไปด้วย ซึ่งทั้งนี้ก็คงขึ้นอยุ่กับวัฒนธรรมขององค์กรและความต้องการของสมาชิกส่วนมากว่าต้องการดนตรีเหล่านี้หรือไม่ ถ้าหากพวกเขาต้องการนั้นก็สามารถเริ่มต้นทำเป็นกิจกรรมให้สมาชิกแต่ละคนที่อยากมีส่วนร่วมให้เข้ามาจัดเพลย์ลิสท์กันเอง และเลือกตกลงระดับความดังของเสียงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพราะบางคนก็ชอบที่จะฟังเพลงจากบรรยากาศรอบๆ มากกว่าการเสียบหูฟังในการทำงานจนตัดเสียงภายนอกออกไปจนหมดเหมือนกัน

9. อย่าลืมว่าต้องอยู่ในราคาที่จับต้องได้

ในขณะที่สมาชิกใน Coworking Space กำลังเพลิดเพลินกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เราจัดเตรียมไว้ให้จนตัดสินใจจะใช้บริการแล้ว แต่หากค่าใช้จ่ายในการเช่า Coworking Space นั้นอยู่ในราคาที่แพงเกินไป พวกเขาก็พร้อมที่จะบอกลาเราไปได้อยู่ดี  เพราะปัจจัยหลักๆ ในการเลือก Coworking Space ของคนส่วนมากนั้นจะอยู่ที่ราคาและความสะดวกสบายเป็นหลัก เนื่องจากธุรกิจที่มักจะเข้ามาใช้บริการส่วนมากนั้นมักจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กที่เพิ่งก็ตั้ง หรือเป็นแค่การรวมทีมกันขึ้นมา ดังนั้นค่าบริการที่แสนแพงอาจจะไม่ใช่ทางออกของพวกเขาเท่าไรนัก

นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เราอาจจะต้องเสนอแพคเกจที่ราคาที่เหมาะสมกับการทำงานของพวกเขาเอาไว้ด้วย เพื่อให้พวกเขาได้เลือกในราคากับการใช้บริการที่เหมาะสม อย่างเช่น แพคเกจการใช้บริการ Coworking Space แค่ 3 วัน/สัปดาห์ ก็จะได้ในราคาหนึ่ง หรือแพคเกจช่วงเวลากลางคืนในเวลา 6 โมงเย็น – 6 โมงเช้า กี่วันต่อสัปดาห์ก็จะคิดเป็นอีกเรทราคาหนึ่งตามความเหมาะสมกันไป โดยราคานั้นอาจพิจารณาจากโลเคชั่น กลุ่มคู่แข่งบริเวณใกล้เคียง เป็นหลักก่อนที่จะกำหนดราคากันไป และสามารถจัดโปรโมชั่นการสมัครสมาชิกเป็นรายปีในราคาที่ถูกกว่าเป็นรายเดือนก็ได้เป็นต้น รวมไปถึงควรพิจารณาด้วยว่าการใช้สาธารณูปโภคต่างๆ ใน Coworking Space นั้นควรถูกคิดเป็นราคาแยกตามรายการ หรือเป็นราคาเหมาจ่ายตามปัจจัยต่างๆ ในองค์กร ซึ่งจะเห็นได้ว่าการตั้งราคานั้นมีหลากหลายแง่มุมให้ได้พิจารณามากมาย ขึ้นอยู่กับเราที่จะคิดให้ดีและหาความเหมาะสมทั้งกับตัวเราเองและกับสมาชิกให้ได้มากที่สุด

• • •

การเปิด Coworking Space สักแห่งอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะดูจากแนวทางแต่ละข้อที่กล่าวมาก็ดูท่าจะใช้ต้นทุนไม่น้อย แถมยังต้องอาศัยทักษะการบริหารจัดการและการทำการตลาดที่ต้องใช้ฝีมือค่อนข้างสูง แต่ทั้งที่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลยเพราะทุกวันนี้ธุรกิจ Coworking Space ก็นับว่าค่อนข้างได้รับความนิยมมากขึ้นอยู่ทุกวัน เนื่องจากบรรดาเด็ก Gen Y ทั้งหลายต่างก็เรียนจบมาและเริ่มต้นการทำงานในฐานะ Start-Up กันมากขึ้น ก็นับว่าเป็นโอกาสสำหรับตลาดส่วนนี้อยู่พอสมควร ซึ่งหากใครสนใจก็ลองศึกษาข้อมูลธุรกิจและทั้ง 9 แนวทางนี้กันให้ดีก่อนเริ่มลงทุนนะครับ

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์