ก่อนจะลาออกจากงานไปทำธุรกิจในฝัน มั่นใจแล้วหรือยัง?

"A dream doesn't become reality through magic; it takes sweat, determination and hard work." - Colin Powell, photo belongs to Emmanuel_D.Photography

ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา คนรอบๆ ตัวหลายคนบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง อยากเป็นเจ้านายตัวเอง อยากเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ตัวเองปลูก ไม่ต้องใครที่ไหนไกล คนเขียนเองนี่แหละค่ะก็อยากจะมีธุรกิจกับเขาด้วยอยู่เหมือนกัน :D

แต่จากที่ได้เคยทดลองเริ่มลงมือทำจริงก็พบว่าความฝันกับการเริ่มลงมือทำเพื่อให้เกิดจริงๆ มันต่างกันอยู่มาก วันนี้เลยอยากขอยืมพื้นที่ INCquity.com มาแบ่งปันประสบการณ์และมุมมองให้คนที่ยังอยู่ในช่วงตัดสินใจ เผื่อว่าจะได้ไม่ต้องเจ็บล้มลุกคลุกคลานกันแบบไม่จำเป็นค่ะ

อย่าลาออกจากงานประจำโดยที่ยังไม่มีเป้าหมาย

ความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้เมื่อเราอยู่ในสภาวะที่พร้อม สงบ และมีความสุข ภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นได้เมื่อเรามั่นใจว่ายังสามารถควบคุมจัดการเรื่องพื้นฐานในชีวิตได้

หลายคนที่เคยคุยกันบอกว่าอยากลาออกจากงานประจำ เบื่อแล้ว ไม่อยากทำงานเป็นลูกจ้าง  อยากออกไปทำธุรกิจของตัวเองสักอย่าง แต่พอถามว่าแล้วอยากทำธุรกิจอะไร จะขายอะไร? ก็นึกไม่ออก รู้แต่ว่าอยากจะเริ่มธุรกิจที่เป็นของตัวเองเท่านั้น และในที่สุดตัดสินใจลาออกจากงานมาก่อนทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป พอออกจากงานมาก็ยิ่งเคว้งหนักกว่าเดิม เพราะรายได้จากงานประจำก็ไม่มีในขณะที่รายจ่ายก็ยังคงเท่าเดิม ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าจะจัดการเรื่องปากท้องกับชีวิตในอนาคตอย่างไร เมื่อเวลาผ่านไป ถ้าหากยังค้นหาไม่เจอว่าอยากทำอะไร หรือยังหาโอกาสความเป็นไปได้ไม่เจอก็จะยิ่งเกิดความเครียดสะสม ทบไปทบมากลายเป็นว่าไม่มีทางออกอะไรสักอย่าง

ความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้เมื่อเราอยู่ในสภาวะที่พร้อม สงบ และมีความสุข ภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นได้เมื่อเรามั่นใจว่ายังสามารถควบคุมจัดการเรื่องพื้นฐานในชีวิตได้ พูดง่ายๆ ก็คือมั่นใจว่าจะมีเงินสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเพียงพอ ดังนั้นถ้าหากยังอยู่ในขั้นอยากเริ่มธุรกิจ แต่ยังไม่รู้ว่าอยากทำอะไรเป็นพิเศษ แนะนำว่าอย่าเพิ่งลาออกจากงานเลยค่ะ และในระหว่างที่ทำงานประจำก็อาจจะคิดไปด้วยพลางๆ ใช้เวลาว่างหลังเลิกงานหรือวันหยุดลองศึกษาดูว่าในตลาดมีธุรกิจอะไรอยู่บ้างที่เราสนใจ ลองคำนวณความเสี่ยงความคุ้มค่าในการลงทุนคร่าวๆ เพื่อเลือกโครงการที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด

แล้วจะลาออกเมื่อไหร่ดี? คำตอบไม่ตายตัวสำหรับทุกคน แต่ถ้ามองตามความเป็นจริง อย่างน้อยก็ควรจะมีเป้าหมายที่ชัดเจนในระดับหนึ่งแล้วว่าจะทำธุรกิจอะไร ต้องเป็นเป้าหมายที่มีโอกาสความเป็นไปได้สูง และอย่างน้อยๆ ควรจะต้องจัดระบบความคิดมาดีในระดับหนึ่งว่าจะลงมือเริ่มทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอนอย่างไรต่อไป เพื่อที่เมื่อลาออกมาก็จะได้ลงมือทำงานในโปรเจ็กต์ส่วนตัวต่อเนื่องได้เลย

รักจะทำร้านเล็กๆ ต้องยอมรับความเสี่ยง

หลายเสียงอีกเช่นกันที่อยากมีร้านเล็กๆ น่ารักๆ สักร้านเป็นของตัวเอง อาจเป็นร้านขนมเบเกอรี่ ร้านกาแฟ ร้านเสื้อผ้า ฯลฯ เพราะส่วนตัวชอบร้านเก๋ๆ น่ารักๆ และคิดว่าตัวเองอยากจะมีร้านแบบนั้นบ้าง

ต้องถามก่อนว่าเป้าหมายปลายทางของการลงทุนทำธุรกิจของเราเองคืออะไร? 

ถ้าพูดกันตรงๆ ก็ต้องบอกว่าสมัยนี้ร้านเล็กๆ มีคู่แข่งเยอะมาก เดินไปทางไหนก็มีร้านกาแฟเก๋ๆ ร้านเบเกอรี่น่ารักเต็มไปหมด ซึ่งถ้าเราจะลงไปแข่งในสนามก็ต้องทำใจไว้ในระดับนึงว่าส่วนแบ่งตลาดก้อนที่จะกลายมาเป็นลูกค้าและแหล่งเงินได้ของเราก็อาจจะเล็กถึงเล็กมาก ยิ่งถ้าเราไม่มีจุดแตกต่างหรือเอกลักษณ์ที่จะสามารถชูเป็นจุดเด่นของร้านขึ้นมาได้ก็ยิ่งเสี่ยง อย่าลืมว่าร้านเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายต้นทุนสูง ตั้งแต่ค่าเช่าร้าน ค่าตกแต่งร้าน ค่าไฟ (อาจต้องเปิดแอร์ตลอดวัน) ค่าจ้างพนักงาน ค่าวัตถุดิบ ค่าอุปกรณ์ต่างๆ ในขณะที่ราคาขายจำเป็นจะต้องล้อไปกับราคาตลาด ไม่สามารถตั้งราคาสูงกว่่ากันได้มาก ทำให้เมื่อคิดคำนวณต้นทุนแล้วอาจจะเหลือส่วนที่เป็นกำไรออกมาไม่มากเท่าที่คาดหวัง

ต้องถามก่อนว่าเป้าหมายปลายทางของการลงทุนทำธุรกิจของเราเองคืออะไร? ถ้าคิดว่าทำเพื่อความสุขและใจรักจริงๆ ไม่เกี่ยงว่ารายได้จะมากน้อยอย่างไร อย่างนี้ก็อาจจะลองทำร้านเล็กๆ ตามที่ฝันก็ได้ค่ะ แต่สำคัญคือต้องบริหารได้ดีพอที่จะไม่ขาดทุนและอย่างน้อยเหลือกำไรพอจะเอามาเลี้ยงตัวเราเองด้วย แต่ถ้าหากเป้าหมายเราคืออยากมีธุรกิจที่สามารถเติบโตขยายขนาดออกไปได้อีก ธุรกิจร้านเล็กๆ อาจจะยากหน่อยเพราะมีทางให้ขยายธุรกิจไม่มากนัก นอกจากเพิ่มขยายสาขาออกไป อาจจะต้องมองโอกาสธุรกิจอื่นที่ขยายตัวได้ไกลหน่อย

เตรียมพร้อมด้านการเงินให้ดีตั้งแต่ก่อนออกจากงาน

ช่วงแรกที่ออกจากงานประจำเพื่อมาลงแรงกับธุรกิจส่วนตัวเต็มที่ จะเป็นช่วงที่ยังไม่มีเงินเข้าจากธุรกิจในขณะที่รายจ่ายจะเกิดขึ้นต่อเนื่องอย่างไม่ต้องสงสัย ต้องเตรียมความพร้อมด้านการเงินให้ดี ในช่วงแรกนี้จะมีรายจ่ายอยู่สองส่วนใหญ่ๆ 

  • เงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว
  • เงินใช้จ่ายในธุรกิจ ตั้งแต่เงินลงทุนก้อนแรก หรือค่าใช้จ่ายหมุนเวียนในระยะธุรกิจเริ่มต้น และค่าใช้จ่ายจิปาถะที่ต้องนับรวม เช่น ค่าเดินทางที่ใช้ในงาน หรือค่าใช้จ่ายทั่วไปอื่นๆ ที่ต้องนำมาคำนวณเป็นต้นทุน เป็นต้น

การเตรียมความพร้อมด้านการเงินที่ดีที่สุดคือลงมือตั้งแต่ตอนทำงานประจำที่ยังมีรายได้แน่นอน อย่างน้อยควรจะกันเงินออกมาส่วนหนึ่งเป็นเงินสำหรับลงทุนธุรกิจโดยเฉพาะ เงินจำนวนนี้ควรจะมีพอสำหรับใช้ในการลงทุนก้อนแรกสุด เช่น ค่าเซ้งร้าน ค่าตกแต่งสถานที่เพิ่มเติม ค่าอุปกรณ์ ค่าวางระบบ​ ฯลฯ และควรจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายหมุนเวียนธุรกิจในแต่ละเดือนเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่วงขาดเงินหมุนเวียนในช่วงที่ธุรกิจกำลังตั้งตัวด้วย และที่สำคัญที่สุดถ้าคิดว่าอยากจะลาออกจากงานเพื่อมาลงมือทำธุรกิจเต็มตัว ช่วงแรกก็ต้องมีเงินสำรองพอสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวในชีวิตประจำวันให้พอ อย่างน้อยก็จนกว่าจะถึงช่วงเวลาที่ธุรกิจเริ่มคืนทุน

อยากเน้นย้ำอีกครั้ง เงินทุนสำรองหมุนเวียนช่วงแรก ทั้งสำหรับธุรกิจและสำหรับใช้จ่ายส่วนตัว เป็นเรื่องสำคัญมากนะคะ ถ้าหากเกิดปัญหาขึ้นมาและไม่มีเงินหมุนเวียนสำรองไว้ ธุรกิจที่วางแผนมาไว้อย่างดีอาจจะชะงักถึงขั้นต้องล้มเลิกไปเลยก็ได้ อันนี้เกิดขึ้นมากับหลายคนแล้ว

• • •

การได้ทำธุรกิจที่เรารักและเป็นเจ้าของ ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตที่เราเป็นคนหว่าน ดูแลรดน้ำพรวนดินมาด้วยตัวเองเป็นเรื่องที่ดีจริงๆ ค่ะ แต่อย่าลืมอยู่กับความเป็นจริงให้มากๆ ด้วย มองโอกาสและความเสี่ยงด้วยใจที่เป็นกลาง อย่าให้ความฝันบดบังทุกสิ่งอย่างไปหมดนะคะ ถ้าหากคิดๆ แล้วยังไงก็ยังเสี่ยงเกินไปที่จะลงทุนธุรกิจอยู่ดี การทำงานประจำไปก่อนก็ยังเป็นทางออกที่ปลอดภัยที่สุด ใช้เวลาคิดหาโอกาสใหม่ๆ พร้อมกับเก็บเงินสะสมไว้เป็นทุนรอนพลางๆ ลงทุนเมื่อพร้อมที่สุดดีที่สุดค่ะ :)

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์