ถึงไม่ใช่นักบัญชีก็ทำ Cash Flow Projection ได้! #1

การเงินไม่ได้ยากอย่างที่คิด

สำหรับนักลงทุนแล้วเงินฝืดถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เพราะนั่นหมายความว่าคุณจะไม่สามารถทำอะไรได้ดังใจทั้งที่มีไอเดียหรือโอกาสทางธุรกิจสุดบรรเจิดรออยู่ตรงหน้า การจัดการงบกระแสเงินสด (Cash Flow Management) จึงเป็นเรื่องที่นักธุรกิจพึงตระหนักถึงเพื่อให้กระแสเงินซึ่งหมุนเวียนอยู่ในกิจการของคุณไม่ขาดมือเมื่อถึงเวลาจำเป็น และเครื่องมือที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนของคุณก็คงจะหนีไม่พ้นส่วนหนึ่งของการจัดการงบกระแสเงินสดที่มีชื่อว่า ‘การประมาณการกระแสเงินสดโครงการ’ นั่นเอง

'ค่าของเงินตามกาลเวลา' คือ เงินจำนวนเท่ากัน เมื่อเวลาผ่านไปค่าก็เปลี่ยนไป

การประมาณการกระแสเงินสดโครงการ (Cash Flow Projection) คือ การพยากรณ์รายรับ-รายจ่ายในอนาคตของกิจการในการตัดสินใจจะลงทุนทำอะไรสักอย่าง เช่น ขยายโรงงาน ซื้อเครื่องจักรรุ่นล่าสุด เพิ่มจำนวนการผลิต ฯลฯ ในความเป็นจริงแล้วการประมาณการกระแสเงินสดโครงการทำได้สองแบบด้วยกัน แบบแรกคือแบบที่นักการเงินหรือนักการบัญชีใช้กัน ซึ่งเป็นแบบที่คุณรู้จักและเห็นว่ามันยุ่งยาก แต่อีกแบบที่เราจะแนะนำให้คุณรู้จักนั้นเป็นของนักเศรษฐศาสตร์ที่ถึงจะละเอียดน้อยกว่า แต่ก็ทำให้คุณสามารถประมาณการได้ด้วยตนเองในเบื้องต้น

ขั้นตอนในการประมาณการแบบนักเศรษฐศาสตร์นั้นอย่างแรกที่คุณจะต้องรู้ก็คือ การประมาณการกระแสเงินสดมาจากผลต่างระหว่างผลประโยชน์ของโครงการหรือกระแสเงินสดรับ (Benefit: B) และ ต้นทุนของโครงการหรือกระแสเงินสดจ่าย (Cost: C) ที่เรียกว่าจำนวนกระแสเงินสดสุทธิ ในเบื้องต้นแล้วการตัดสินใจลงทุนจะมีเพียงกรณีเดียวคือ ‘จำนวนกระแสเงินสุทธิจะต้องมีค่าเป็นบวก’ หรือ ‘ผลประโยชน์ของโครงการจะต้องมากกว่าต้นทุนของโครงการ’ เท่านั้น

ยกตัวอย่างเช่น

‘โรงพิมพ์ A เปิดดำเนินการมาเป็นระยะเวลา 2 ปีเต็ม ใช้เงินทุนจัดตั้ง 9 ล้านบาท ปีแรกโรงพิมพ์ A มีกระแสเงินสดรับ 4 ล้านบาท จากกระแสเงินสดจ่าย 5 ล้านบาท ปีที่สองโรงพิมพ์ A มีกระแสเงินสดรับ 12 ล้านบาท จากกระแสเงินสดจ่าย 5 ล้านบาท เจ้าของโรงพิมพ์ A กำลังตัดสินใจว่าควรจะลงทุนต่อไปดีหรือไม่?’

จากตัวอย่างที่ยกไป ผลประโยชน์สุทธิของโครงการเป็นดังนี้

กระแสเงินสดสุทธิรวม (ปีแรก+ปีที่สอง) = (4-5 ล้าน) + (12-5ล้าน) = 6 ล้านบาท
หัก เงินทุนจัดตั้ง 9 ล้านบาท
ผลประโยชน์สุทธิ = 6-9 ล้าน = -3 ล้านบาท

 

ผลประโยชน์ของโครงการน้อยกว่าต้นทุนของโครงการอยู่ 2 ล้านบาท ดังนั้นตามทฤษฎีข้างต้น ‘โรงพิมพ์ A จึงไม่สมควรลงทุนต่อ’

มาถึงตรงนี้ คุณคงคิดว่าคนที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกับเจ้าของโรงพิมพ์ A คงถอดใจและเลิกกิจการไปอย่างแน่นอน แต่ในความเป็นจริงแล้วถึงผลประโยชน์ของโครงการจะน้อยกว่าการลงทุนก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องยกเลิกการลงทุนเสมอไป เพราะทั้งนี้นอกจากความรู้สึกส่วนบุคคลที่รู้สึกต่อเงินจำนวนเดียวกันไม่เท่ากันแล้ว ยังขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการดำเนินการอีกด้วย อย่างกรณีของโรงพิมพ์ A ที่กล่าวไป ที่ยังไม่สามารถคืนทุนได้อาจจะเป็นเพราะว่าเพิ่งลงทุนได้เพียง 2 ปีเท่านั้น

ดังนั้นคุณจำเป็นต้องเอากระแสเงินสดสุทธิมาคำนวณกับดัชนีชี้วัดความคุ้มค่าอีก 3 ค่า ด้วยกัน เพื่อให้ได้การประมาณการที่ละเอียดยิ่งขึ้น ซึ่ง 3 ค่าที่ว่านั้น มีดังนี้

1. การหามูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value: NPV)

2. การหาอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน (Benefit & Cost Ration :BCR)

3. การหาอัตราผลตอบแทนภายในของโครงการ (Internal Rate of Return: IRR) 

ซึ่งก่อนจะไปถึงเรื่องราวของการหามูลค่าต่างๆ เราควรต้องรู้เรื่องราวเบื้องต้นของ 'ค่าของเงินตามเวลา' (Time Value of Money) ซึ่งเป็นแนวคิดเบื้องต้นของเรื่องการเงิน นั่นก็คือ เงินจำนวนเท่ากัน จะมีค่าเปลี่ยนไป เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ยกตัวอย่างง่ายๆก็คือ เงินจำนวน 100 บาท เมื่อสิบปีที่แล้วสามารถซื้อโค้กได้ 10 กระป๋องเพราะโค้กราคากระป๋องละ 10 บาท แต่เมื่อเวลาผ่านไป ปัจจุบันนี้เงิน 100 บาทไม่สามารถซื้อโค้กได้ในจำนวน 10 กระป๋องอีกต่อไป เพราะราคาของโค้กขึ้นมา เป็นกระป๋องละ 14 บาท ทำให้สามารถซื้อโค้กได้เพียง 7 กระป๋องเท่านั้น

นั่นหมายความว่า เมื่อเวลาผ่านไป เงินจำนวน  100 บาท ก็มีมูลค่าลดลงไปเรื่อยๆ ทำให้เกิดแนวคิดเรื่องค่าของเงินตามเวลาขึ้น เพื่อที่เราจะสามารถหาได้ว่าจำนวนเงินที่คาดว่าจะได้กลับมาในอนาคตนั้น เมื่อเทียบเป็นค่าของเงินในปัจจุบันแล้ว แท้จริงแล้วคุ้มค่าหรือไม่ เพราะจำนวนเงินที่อาจจะดูมีค่าสูงในอนาคตเมื่อคิดลดกลับมาอาจจะไม่คุ้มค่าก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการใหญ่ๆ ที่ต้องใช้เวลามากกว่า 5 ปีในการคืนทุน

ลักษณะของเงินที่เปลี่ยนไป ทำให้ค่าของเงินน้อยลง เพราะฉะนั้นหากต้องการมูลค่าปัจจุบันของจำนวนเงินในอนาคตเราก็ต้องคิดกลับมาที่ปัจจุบัน ซึ่งแสดงออกมาเป็นเป็นภาพได้ในลักษณะดังนี้

วิธีการหามูลค่าปัจจุบันนั้นเราจำเป็นจะต้องรู้ 2 สิ่ง นั่นก็คือ อัตราดอกเบี้ย หรืออัตราคิดลด และจำนวนเงิน ซึ่งในภาพข้างต้นได้แสดงถึงปีที่ผ่านไป ใน Year 0 ให้หมายถึงปีปัจจุบัน (เลข 0 สามารถนำแทนค่าในสูตรได้เลยในกรณีที่มีการคิดถึงเงินปัจจุบันด้วย) และจำนวนเงิน ก็คือ 100 บาท ซึ่งสำหรับเส้นเวลานี้ กำหนดให้อัตราดอกเบี้ยเป็น 10%

1 ปีผ่านไป 100 บาท ก็มีมูลค่าลดลงซึ่งตามทฤษฎี สูตรการหามุลค่าปัจจุบันก็คือ 

    NPV1                

เมื่อ C  คือ จำนวนเงินในอนาคต

       i  คือ อัตราดอกเบี้ย

       t  คือ จำนวนปีที่ผ่านมา

เพราะฉะนั้นในกรณีดังกล่าว เงิน 100 บาท ในอีก 1 ปีข้างหน้า ย่อมมีค่าลดลง ตามสูตรดังกล่าว

 NPV 3

หากผ่านไปแทนค่าตามสูตรดังกล่าว มูลค่าของเงิน 100 บาท เมื่อรวมกันห้าปีก็จะได้ดังนี้

       NPV4

นั่นหมายความว่า เมื่อเวลาผ่านไป เงินจำนวน  500 บาทที่เราได้ จะไม่ได้มีค่า 500 บาท หากจะลดลงเหลือเพียงแค่ 379.06 บาทเท่านั้น

เมื่อเรารู้เรื่องของมูลค่าปัจจุบันแล้ว คราวนี้เราถึงจะสามารถเริ่มในส่วนของการหามูลค่าทั้ง 3 แบบ อย่างที่กล่าวในขั้นต้นได้ในตอนต่อไป  

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์