ตอบทุกคำถามเกี่ยวกับภาษีธุรกิจในบทความเดียว

"The hardest thing to understand in the world is the income tax." ~Albert Einstein
คำถามเหล่านี้กลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเจ้าของธุรกิจมือใหม่แทบทุกราย

สำหรับผู้เริ่มต้นธุรกิจแล้ว เรื่องภาษีถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่สร้างความน่าหนักใจไม่น้อย ด้วยเหตุที่เรื่องของภาษีนั้นมีความยุ่งยาก ซับซ้อน และมีรายละเอียดเยอะจนทำให้เจ้าของธุรกิจมือใหม่หลายๆคนจึงเกิดอาการสับสนว่าที่จริงแล้วธุรกิจของเรานั้นควรจะต้องจัดอยู่ในประเภทไหน? ทำการจดทะเบียนอย่างไร? ต้องมีการชำระภาษีกี่ประเภท? และต้องชำระอย่างไร ด้วยอัตราเท่าไร? ซึ่งคำถามเหล่านี้กลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเจ้าของธุรกิจมือใหม่แทบทุกราย

บทความนี้จึงรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบของภาษีทั้งหลายที่เราควรคำนึงถึง พร้อมทั้งรายละเอียดต่างๆที่จะช่วยการจัดการภาษีของเรานั้นเป็นเรื่องง่ายขึ้น

เป็นบุคคลธรรมดาทำธุรกิจได้ไหม?

รูปแบบธุรกิจที่แตกต่างกัน ก็มีรายละเอียดเกี่ยวกับผลประโยชน์ ภาษี และข้อบังคับการรับผิดชอบต่างๆ ที่แตกต่างกันไป ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับรูปแบบของธุรกิจกันก่อนดีกว่า ว่าธุรกิจของเรานั้นจะจัดอยู่ในรูปแบบใดระหว่างธุรกิจแบบบุคคลธรรมดา หรือเป็นธุรกิจแบบนิติบุคคล

1. แบบบุคคลธรรมดา

1.1 เจ้าของคนเดียว

ถ้าธุรกิจของเรานั้นดำเนินการและรับผิดชอบต่อการดำเนินงานทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว ย่อมหมายความว่า ธุรกิจของเราจะได้กำไรหรือขาดทุนก็จะมีผลกระทบต่อตัวเราเพียงคนเดียว ซึ่งรูปแบบนี้นั้นจะจัดอยู่ในหมวดบุคคลธรรมดาได้เลย ซึ่งข้อดีของธุรกิจแบบที่ว่านี้คือมีลักษณะการบริหารงานที่ไม่ซับซ้อนและอำนาจการตัดสินใจขึ้นอยู่กับเราคนเดียวเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น พ่อค้า หรือแม่ค้าทั่วไปหรือแม้แต่ร้านขายอาหารก็จัดอยู่ในหมวดนี้เช่นกัน

รูปแบบนี้คือกิจการที่มีตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป มาร่วมลงทุนและดำเนินกิจการร่วมกันโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งปันผลกำไรจากการทำธุรกิจและรับผิดชอบหนี้สินร่วมกัน
1.2 ห้างหุ้นส่วนสามัญ

รูปแบบนี้คือกิจการที่มีตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป มาร่วมลงทุนและดำเนินกิจการร่วมกันโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งปันผลกำไรจากการทำธุรกิจและรับผิดชอบหนี้สินร่วมกัน ซึ่งสามารถแบ่งได้อีกสองประเภท โดยแบบแรกคือห้างหุ้นส่วนสามัญแบบที่ไม่ได้จดทะเบียน ซึ่งแบบนี้จะจดอยู่ในหมวดของแบบบุคคลธรรมดา แต่ถ้าเราตัดสินใจจดทะเบียนกิจการกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้กับห้างหุ้นส่วนสามัญเมื่อไรล่ะก็ ธุรกิจของเราจะถือว่าเป็น “นิติบุคคล” ทันที

1.3 คณะบุคคล

ส่วนรูปแบบนี้จะมีลักษณะเหมือนกับห้างหุ้นส่วนสามัญแต่ต่างกันตรงที่ไม่มีวัตถุประสงค์ในการแบ่งปันผลกำไรที่ได้ร่วมกัน ซึ่งวิธีนี้เป็นช่องทางที่ทำให้คนส่วนมากหันมาใช้เพื่อหลบเลี่ยงภาษีนั่นเอง แต่ในปัจจุบันเพื่อปิดช่องทางการเลี่ยงภาษีนี้ กรมสรรพากรมักจะให้นำรายได้นั้นมารวมกับรายได้ปกติส่วนบุคคลในการยื่นภาษีแทนการใช้วิธีเดิม

2. แบบนิติบุคคล

2.1 ห้างหุ้นส่วนสามัญแบบจดทะเบียน

มีลักษณะเหมือนกับห้างหุ้นส่วนสามัญ แต่ต่างกันตรงที่มีการจดทะเบียนในรูปแบบนิติบุคคล อาจเพราะเหตุผลทางธุรกิจบางอย่าง

2.2 ห้างหุ้นส่วนจำกัด

ถือเป็นห้างหุ้นส่วนที่ต้องจดทะเบียนนิติบุคคลตามกฎหมายเท่านั้น ซึ่งคำว่า จำกัด ที่ว่านี้หมายถึงหุ้นส่วนบางคนที่ต้องการจำกัดความรับผิดชอบในด้านหนี้สินของธุรกิจเมื่อเกิดการขาดทุน

รูปแบบต่างๆ ของธุรกิจนั้นล้วนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป ไม่มีแบบใดที่มีลักษณะเด่นชัดว่าดีที่สุด ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับว่าเราตั้งใจวางแนวทางธุรกิจไว้อย่างไรและจะดำเนินธุรกิจแบบไหน
2.3 บริษัทจำกัด

เป็นรูปแบบของการดำเนินงานที่มีการจัดตั้งด้วยคน 3 คนขึ้นไปใช้การวิธีการเข้าร่วมลงทุนโดยการกำหนดทุนออกเป็นหุ้นโดยที่แต่ละหุ้นนั้นจะมีการกำหนดมูลค่าในการขายไว้ด้วย ซึ่งความรับผิดชอบของผู้ถือหุ้นจะมีมูลค่าเท่ากับมูลค่าของหุ้นที่ซื้อไว้เท่านั้น

จากข้อมูลรูปแบบของธุรกิจข้างต้นเราสามารถสรุปรูปแบบของธุรกิจในรูปแบบของตารางเพื่อให้ดูง่ายขึ้นได้ดังนี้

รายละเอียด เจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วนสามัญแบบไม่จดทะเบียน/ คณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน/จำกัด บริษัท
ผู้เริ่มก่อตั้งกิจการ 1 อย่างน้อย 2 คน อย่างน้อย 2 คน อย่างน้อย 3 คน
ผู้ดำเนินงาน เจ้าของคนเดียว หุ้นส่วนและคณะ หุ้นส่วนผู้จัดการ กรรมการ
ค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียน ไม่มี ต่ำ ปานกลาง สูง
การทำบัญชี/ นำส่งงบการเงิน ไม่มี ไม่มี มี มี
การเสียภาษี ตามอัตราก้าวหน้า ตามอัตราก้าวหน้า อัตราคงที่ (ปรับลดตามกฏหมาย) อัตราคงที่ (ปรับลดตามกฏหมาย)
ความน่าเชื่อถือ ต่ำ ต่ำ ปานกลาง ปานกลาง
การหาแหล่งเงินทุน ยาก ค่อนข้างยาก ค่อนข้างยาก ง่าย
การขยายกิจการ ยาก ค่อนข้างยาก ค่อนข้างยาก ง่าย
การจัดตั้ง ง่าย ค่อนข้างง่าย ค่อนข้างยาก ค่อนข้างยาก
อำนาจผู้ประกอบการ มาก ค่อนข้างมาก ค่อนข้างน้อย ขึ้นอยู่กับสัดส่วนหุ้นที่ถือ

ซึ่งจากตารางจะเห็นได้ว่ารูปแบบต่างๆ ของธุรกิจนั้นล้วนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป ไม่มีแบบใดที่มีลักษณะเด่นชัดว่าดีที่สุด ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับว่าเราตั้งใจวางแนวทางธุรกิจไว้อย่างไรและจะดำเนินธุรกิจแบบไหน สำหรับคนที่ต้องการความคล่องตัว และอำนาจในการตัดสินใจสูงๆ ควรจดทะเบียนแบบเจ้าของคนเดียวจึงจะเหมาะสม แต่กับธุรกิจที่มีความคิดที่จะขยายในอนาคตและต้องการความน่าเชื่อถือเพื่อดึงคนให้เข้ามาลงทุนกันมากๆ ก็ควรจะเปิดในรูปแบบของบริษัทที่ถึงแม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการลงทะเบียนที่สูงแต่ด้วยปัจจัยข้ออื่นๆ ก็จะ ทำให้ไปถึงเป้าหมายที่เราตั้งไว้ได้ง่ายขึ้น

แล้วเราต้องจ่ายภาษีอะไรบ้าง ในอัตราเท่าไร?

หลังจากที่เราตัดสินใจแล้วว่าจะจดทะเบียนธุรกิจของตัวเองให้เป็นรูปแบบใดก็จะทำให้เรารู้ได้ว่าเราจะต้องเสียภาษีประเภทใดบ้าง ด้วยยอดรวมเท่าไรต่อปี ซึ่งด้านล่างนี้คือประเภทของภาษีที่เราจะต้องทำความรู้จักกันก่อนเพื่อที่จะได้เข้าใจว่าภาษีใดที่มีความเกี่ยวข้องกับเรา โดยหลักๆ แล้วเราจะสามารถแบ่งประเภทของภาษีได้ 2 ประเภท ก็คือ ภาษีทางตรง และภาษีทางอ้อม

1. ภาษีทางตรง

ผู้ที่มีรายได้นั้นมีหน้าที่ต้องไปแสดงรายการเงินได้ของตัวเองภายในเดือนมกราคมถึงมีนาคมของปีถัดไป

ภาษีประเภทนี้คือภาษีที่มีการเรียกเก็บเงินจากเราโดยตรงและไม่สามารถโยนภาระส่วนนี้ให้ผู้อื่นชำระแทนตัวเองได้ซึ่งภาษีประเภทนี้ที่เราจะต้องเสียให้กับกรมสรรพากรอยู่ทุกๆ ปีโดยที่เลี่ยงไม่ได้เลยก็คือ ภาษีเงินได้ นั่นเอง

โดยภาษีเงินได้ก็คือภาษีที่ถูกเรียกเก็บเมื่อมีรายได้เกิดขึ้นตามเกณฑ์ที่กำหนดโดยปกติจะมีการจัดเก็บเป็นรายปีนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม จนถึงวันที่ 31 ธันวาคมของทุกๆ ปีซึ่งผู้ที่มีรายได้นั้นมีหน้าที่ต้องไปแสดงรายการเงินได้ของตัวเองภายในเดือนมกราคมถึงมีนาคมของปีถัดไป หรือเพื่อบรรเทาภาระของภาษีที่ต้องชำระในหนึ่งปี

ทางกฏหมายก็ยังมีการกำหนดให้ผู้ที่มีรายได้นั้นสามารถทำการชำระภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากรายได้บางส่วนก่อนเมื่อมีรายได้เกิดขึ้น เพื่อที่จะได้เหลือส่วนที่ชำระน้อยลงในตอนสิ้นปีซึ่งในส่วนของภาษีเงินได้ที่ว่านี้ก็จะมีอัตราการคำนวณที่แตกต่างกันออกไประหว่างธุรกิจที่เป็นแบบบุคคลธรรมดา และแบบที่จดทะเบียนนิติบุคคล

1.1 อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

เป็นอัตราภาษีที่อยู่ในลักษณะของขั้นบันไดนั่นหมายความว่ายิ่งเรามีรายได้เยอะมากเท่าไร อัตราภาษีที่เรียกเก็บเราก็จะยิ่งสูงขึ้นตามเท่านั้นในอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานี้ยังครอบคลุมไปถึงบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เป็นเจ้าของธุรกิจแต่มีรายได้จากการเป็นพนักงานเงินเดือนอีกด้วย ซึ่งกฎหมายได้กำหนดให้มีวิธีการหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อน เพิ้อใช้คำนวณให้เกิดรายได้สุทธิที่เราจะต้องนำมาเสียภาษีนั่นเอง

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานี้จะมีลักษณะตามในตารางด้านล่าง (สมมติว่าเรามีรายได้สุทธิ 1,200,000บาท/ ปี)

เงินได้สุทธิ อัตราภาษีร้อยละ ภาษีที่ต้องเสีย
1-150,000 ได้รับการยกเว้น 0 (ได้รับการยกเว้น)
150,001 – 500,000 10 35,000 บาท (350,000 คิด 10%)
500,001 – 1,000,000 20 100,000 บาท (500,000 คิด 20%)
1,000,001 – 4,000,000 30 60,000 บาท (200,000 คิด 30%)
4,000,001 บาทขึ้นไป 37 0 (ยังไม่ถึง 4,000,0001 บาท)
   ยอดรวมภาษีทั้งหมด 195,000 บาท
1.2 อัตราภาษีเงินได้นิติบุคล

ในส่วนของอัตราภาษีนิติบุคคลจะคำนวณจากกำไรของธุรกิจ ในอัตราคงที่ ไม่ได้เพิ่มหรือลดตามเงินได้สุทธิเหมือนกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งสามารถแบ่งได้ 2 กรณีดังนี้

  • กรณีแรก คือ ใช้ต้นทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายที่ไม่เกิน 30 ล้านบาท ซึ่งวิธีการคำนวณก็จะมีลักษณะเหมือนกับอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ได้ยกตัวอย่างไปแล้ว
กำไรสุทธิ อัตราภาษีร้อยละ
ไม่เกิน 150,000 บาท ได้รับการยกเว้น
150,000 – 1,000,000 15
มากกว่า 1,000,000 บาท 23 (แต่ในปี 2556,2557 จะปรับลดลงเหลือเพียงร้อยละ 20)
  • กรณีที่สอง คือ ทุนจดทะเบียนเกิน 5 ล้านบาท หรือรายได้เกินกว่า 30 ล้านบาท จะใช้เพียงเงื่อนไขเดียวเลยก็คือเสียภาษีในอัตราร้อยละ 23 (แต่ในปี 2556, 2557 จะปรับลดลงเหลือเพียงร้อยละ 20)

ภาษีส่วนนี้เราสามารถผลักภาระภาษีทั้งหมดหรือส่วนใหญ่ให้ไปเป็นความรับผิดชอบของผู้บริโภคได้

2. ภาษีทางอ้อม

ภาษีส่วนนี้เราสามารถผลักภาระภาษีทั้งหมดหรือส่วนใหญ่ให้ไปเป็นความรับผิดชอบของผู้บริโภคได้ ซึ่งในทางธุรกิจนั้นถ้าหากเรามีซัพพลายเออร์หรือผู้ผลิตแล้วเราต้องใช้บริการเป็นลูกค้าของพวกเขาหรืออาจจะเรียกว่าเราเป็นผู้บริโภคของซัพพลายเออร์อีกต่อหนึ่ง ซึ่งภาษีตรงนี้เองคือส่วนที่เขาจะผลักภาระมาให้เรารับผิดชอบอย่างเลี่ยงไม่ได้ ภาษีทางอ้อมนั้นสามารถแบ่งย่อยลงไปได้อีก 3 ประเภทดังนี้

2.1 ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือที่บ้านเราเรียกกันติดปากว่า VAT นั้นเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าหรือใช้บริการจากธุรกิจต่างๆโดยจะต้องรับผิดชอบภาษีในส่วนของมูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาในกระบวนการผลิต หรือจัดจำหน่ายของธุรกิจนั้นๆ ซึ่งในกรณีนี้เราสามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวันได้จากการซื้อสินค้าที่มีการออกใบเสร็จซึ่งราคาที่เราจ่ายเงินไปนั้นเป็นราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไปเรียบร้อยแล้วในอัตรา 7% ของสินค้าหรือบริการนั้นๆ นั่นหมายความว่าถ้าเรามีการจัดซื้อวัตถุดิบจากธุรกิจอื่นๆ เราก็ต้องเสียภาษีในส่วนนี้ด้วยเช่นกัน

2.2 ภาษีธุรกิจเฉพาะ

เป็นภาษีที่มีการจัดเก็บจากธุรกิจเฉพาะอย่างดังนี้

  • การธนาคาร และธุรกิจเงินทุน เช่น ธุรกิจหลักทรัพย์ ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ
  • กิจการรับประกันชีวิต เช่น ธุรกิจประกันภัย
  • กิจการโรงรับจำนำ
  • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
2.3 อากรแสตมป์

เป็นภาษีที่มีการจัดเก็บหลังจากมีการทำเอกสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ด้วยอัตราที่แตกต่างกันออกไปตามชนิดของเอกสารตามที่กฏหมายได้กำหนดไว้ เช่น สัญญาเช่า ใบหุ้นกู้ จ้างทำของ กรมธรรม์ประกันภัย ใบมอบอำนาจ และอื่นๆ อีกมากมาย (อัตราอากรแสตมป์สามารถดูได้ตาม Link http://www.rd.go.th/publish/6162.0.html)

นิติบุคคล อัตราภาษีต่ำกว่า แต่ค่าใช้จ่ายสูงกว่า

หลายๆ คนเกิดคำถามว่าในเมื่อมีอัตราเก็บภาษีที่ต่างกันขนาดนี้แล้วเราจะจดทะเบียนบุคคลธรรมดาให้เสียภาษีมากกว่าไปทำไม? นั่นเป็นเพราะยังมีต้นทุนอีกหลายอย่างในการดำเนินงานที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อน

จากการเปรียบเทียบการเสียภาษีทางตรงในตารางด้านบนจะพบว่าถ้าเรามีรายได้จากการทำธุรกิจเยอะ ก็จะยิ่งเสียภาษีในอัตราที่สูงถึง 37% ในกรณีที่มีรายได้ปีละ 4 ล้านในขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับการจดทะเบียนแบบนิติบุคคลแล้วเราจะเสียภาษีเพียง23% (แต่ในปี 2556,2557 จะปรับลดลงเหลือเพียงร้อยละ 20)เท่านั้น ซึ่งนับว่าเป็นปริมาณเงินที่ต่างกันอยู่เยอะมากเลยทีเดียว ทำให้หลายๆ คนเกิดคำถามว่าในเมื่อมีอัตราเก็บภาษีที่ต่างกันขนาดนี้แล้วเราจะจดทะเบียนบุคคลธรรมดาให้เสียภาษีมากกว่าไปทำไม? นั่นเป็นเพราะยังมีต้นทุนอีกหลายอย่างในการดำเนินงานที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อน

ในการจดทะเบียนนิติบุคคลนั้นคนส่วนใหญ่ใช้บริการจากบริษัทที่รับจดทะเบียนในการดำเนินงานในส่วนนี้ให้ ซึ่งเราต้องเสียค่าใช้ในการจดทะเบียนตั้งแต่ตอนเริ่มจัดตั้งนิติบุคคลเป็นจำนวนเงินที่อยู่ที่ประมาณ 1,800 – 12,000 บาท แต่ถ้าเราไม่อยากเสียเงินในปริมาณมากขนาดนี้ก็สามารถศึกษาและหาวิธีจดทะเบียนด้วยตนเองก็ได้ ซึ่งนอกจากค่าใช้จ่ายในส่วนนี้แล้วก็ยังมีค่าใช้จ่ายอีกมากมายในแทบจะทุกๆ กระบวนการในการทำธุรกิจ อย่างเช่นค่าใช้จ่ายในการทำบัญชีและการสอบบัญชีที่ต้องมีการจัดทำบัญชีเพื่อส่งงบการเงินในทุกๆ รอบบัญชี ซึ่งเราจะต้องบันทึกค่าใช้จ่ายของทุกๆ เดือนลงในบัญชี โดยส่วนใหญ่แล้วก็จะสามารถจ้างนักทำบัญชีเหล่านี้ได้ส่วนค่าใช้จ่ายก็จะขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของบัญชีในธุรกิจของเราเอง

หลังจากที่เสียค่าทำบัญชีแล้วยังต้องมีค่าใช้จ่ายจากการสอบบัญชีที่เราจะต้องจ่ายให้กับผู้สอบบัญชีเพื่อให้พวกเขามารับรองงบการเงินของเราว่ามีความถูกต้องเพียงใดก่อนที่จะส่งให้กับทางสรรพากร นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่างๆอีก อย่าง ค่าติดต่อหน่วยราชการ ค่าจัดการด้านเอกสาร ค่าป้ายร้าน และอื่นๆที่จะต้องถูกเรียกเก็บถ้าหากเราจดทะเบียนในรูปแบบของนิติบุคคลที่เราต้องตามอยู่ตลอดว่าต้องเสียค่าอะไรอีกบ้าง

แม้ว่าอัตราภาษีในรูปแบบของนิติบุคคลจะน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัดแต่ทว่าก็ทดแทนด้วยปัญหายุ่งยากและค่าใช้จ่ายอีกมากมายที่ตามมาด้วยเช่นกัน

นอกจากค่าใช้จ่ายที่เราต้องเสียในรูปแบบของเงินแล้ว ยังมีต้นทุนของเวลาที่เรายังจะต้องเสียไปในกรณีที่เราทำธุรกิจในรูปแบบของนิติบุคคล เพราะต้องมีเรื่องของเอกสารค่างๆ มากมายที่เราต้องคอยจัดการรวมถึงปัญหาเรื่องหุ้นในบริษัทที่เราจะต้องบริหารเงินจำนวนมากเหล่านั้นเพื่อให้บรรดาผู้ถือหุ้นพอใจอีก ทำให้ถึงแม้ว่าอัตราภาษีในรูปแบบของนิติบุคคลจะน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัดแต่ทว่าก็ทดแทนด้วยปัญหายุ่งยากและค่าใช้จ่ายอีกมากมายที่ตามมาด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อดูจากหลักการและเหตุผลที่ว่ามาจะเห็นว่าถ้าเรามีรายได้ไม่มากจากการประกอบธุรกิจแล้วการจดทะเบียนแบบบุคคลธรรมดาน่าจะสมเหตุสมผลกว่าเพราะไม่ต้องรับภาระความยุ่งยากในการทำบัญชีไม่ต้องเสียเวลาไปจดทะเบียนและเสียค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ตามมา แต่ถ้าเราคำนวณแล้วว่ารายได้ที่เรามีนั้นเมื่อทำการเหมาจ่ายในอัตราภาษีแบบนิติบุคลและหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานแล้วยังมีผลประกอบการมากกว่าการคำนวณภาษีแบบขั้นบันได การจดทะเบียนแบบนิติบุคคลก็เป็นเรื่องที่เหมาะสมกว่ายิ่งถ้าต้องการที่สร้างธุรกิจที่มีความน่าเชื่อถือหรือมีแผนที่จะขยายธุรกิจอยู่ตลอดก็ต้องลองคิดถึงปัจจัยดังนี้ก่อนเลือกจดทะเบียนธุรกิจด้วย

วางแผนรับมือภาษี ไม่ใช่ หนีภาษี

ในปัจจุบันมีธุรกิจหลายๆ แห่งที่ทำการหนีภาษีและเลี่ยงภาษีทั้งจงใจและไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งก่อนที่จะดูกันว่าวิธีใดที่คนเรามักทำเพื่อเลี่ยงภาษีกันบ้างควรเริ่มต้นเข้าใจนิยามของทั้งสองคำนี้ก่อนว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร

1. การหนีภาษี

การหนีภาษีคือการที่เราไม่จ่ายภาษีให้กับทางสรรพากรซึ่งทางสรรพากรก็จะสามารถตรวจสอบได้ทันทีถ้าหากเราเป็นผู้ที่มีรายได้แต่กลับไม่ได้เสียภาษีเลยโดยในส่วนนี้เราจะไม่สามารถอ้างเหตุผลใดๆ ในการไม่จ่ายภาษีได้ต้องรับผิดด้วยการเสียค่าปรับชดเชยเท่านั้น

2. การเลี่ยงภาษี

การเลี่ยงภาษีคือการที่เราพยายามหาช่องว่างทางกฏหมายเพื่อลดภาระทางภาษีลงไปซึ่งมีหลากหลายเทคนิคในการหลบหลีกการตรวจสอบจากกรมสรรพากร อย่างเช่น การจัดตั้งคณะบุคคลโดยไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อการทำธุรกิจตั้งแต่แรกแต่มุ่งที่จะลดภาระภาษีให้น้อยลงเท่านั้น หรือใช้การตบแต่งบัญชีในการเพิ่มค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของบริษัทเพื่อเลี่ยงภาษี เหมือนอย่างในกรณีข่าวดาราไทยเลี่ยงภาษีที่ผ่านมาที่ใช้เทคนิคการเลี่ยงภาษีดังนี้

ยกตัวอย่างนาย A เป็นดาราที่มีรายได้ 5,000,000 บาทต่อปี ซึ่งต้องเสียภาษีในอัตราของบุคคลธรรมดาที่สูงขึ้นตามปริมาณรายได้ ดังนั้นนาย A จะต้องเสียภาษีด้วยอัตราสูงสุดถึง 37% ตามกฏหมาย ซึ่งทางสรรพากรสามารถตรวจสอบรายได้ที่แท้จริงของนาย A ได้จากการเสียภาษีส่วนหนึ่งไปก่อนตอนที่นาย A ได้รับรายได้ในแต่ละงาน ซึ่งเมื่อนาย A รู้ว่าจะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขนาดนั้น จึงใช้วิธีกระจายรายได้ให้กับคนรู้จักอีก 4 คน ทำให้นาย A และทุกคนมีค่าเฉลี่ยรายได้เหลือแค่คนละ 1,000,000 บาทต่อคนเท่านั้น ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณภาษีแล้วจะเสียภาษีในอัตราสูงสุดแค่ 20% เท่านั้น 

การบริหารจัดการภาษีเป็นความตั้งใจที่จะเสียภาษีอย่างถูกกฎหมาย แต่มีการเตรียมการและบริหารจัดการภาระทางภาษี โดยมีจุดประสงค์เพื่อลดภาษี ซึ่งทุกรายละเอียดขั้นตอนนั้นจะต้องอ้างอิงกับกฎหมายได้และไม่ผิดกฎหมาย

ซึ่งเปรียบเทียบกันของทั้งสองวิธี จะพบว่าถ้านาย A ต้องจ่ายภาษีจริงๆ ตามกฏหมายด้วยรายได้ 5,000,000 บาท นั้นต้องเสียภาษีทั้งหมดถึง 1,405,000 บาท แต่ถ้าใช้วิธีเลี่ยงภาษีแล้วจะเหลือเพียง 675,000 บาท ซึ่งเป็นมูลค่าที่น้อยกว่าเท่าตัวเลยทีเดียว จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกถ้าอาชีพที่รายได้เยอะมากๆ อย่างดาราจะใช้วิธีแบบนี้ในการเลี่ยงภาษีกัน ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องผิดกฎหมาย

ในความเป็นจริงแล้วเราอยากให้ปรับมุมมองต่อการเลี่ยงภาษีเสียใหม่ การเลี่ยงภาษีนั้นเริ่มต้นมาจากเจตนาที่จะ “หลบเลี่ยง” และไม่รับผิดชอบภาระภาษีที่ผู้มีรายได้ต้องรับผิดชอบถือเป็นเรื่องผิดกฏหมาย ถ้าหากถูกสรรพากรจับได้ก็จะโดนตรวจสอบย้อนหลัง และมีค่าปรับมากมายตามมาอีกด้วย

ซึ่งการเลี่ยงภาษีนั้นแตกต่างอย่างมากกับการบริหารจัดการภาษี ซึ่งเบื้องต้นแล้วการบริหารจัดการภาษีเป็นความตั้งใจที่จะเสียภาษีอย่างถูกกฎหมาย แต่มีการเตรียมการและบริหารจัดการภาระทางภาษี โดยมีจุดประสงค์เพื่อลดภาษี ซึ่งทุกรายละเอียดขั้นตอนนั้นจะต้องอ้างอิงกับกฎหมายได้และไม่ผิดกฎหมายนั่นเอง ดังนั้นถ้าอยากจะบรรเทาภาระภาษีที่มีอยู่ลงบ้างอย่างถูกวิธีก็สามารถทำได้จากการทำ ตามเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีต่างๆ ที่เราสามารถใช้สิทธิได้ เช่น การมีบุตร หรือบิดา มารดาที่อายุเกิน 60 ปี การซื้อกองทุนต่างๆ การบริจาคเพื่อการศึกษา หรือการกุศล เหล่านี้ก็จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดปริมาณภาษีก้อนใหญ่ที่เราต้องชำระได้อย่างถูกกฏหมาย

• • •

เราอาจมองว่าการเสียภาษีเป็นเรื่องของรายจ่ายจนหลายครั้งเราต้องคิดถึงเรื่องของการพยายามหลบเลี่ยงหรือหนีภาษีขึ้นมา ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่เราอยากส่งเสริม สุดท้ายเราจึงอยากจะทิ้งมุมมองเรื่องของการบริหารจัดการภาษีไว้ให้ได้ศึกษากัน เพราะการบริหารจัดการภาษีที่ดีนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากการบริหารจัดการเงิน เพราะสามารถเหลือกลับคืนมาเป็นรายได้ให้เราได้เช่นเดียวกัน

 และจะเห็นว่าจากข้อมูลทั้งหมดนั้นมีมุมมองเกี่ยวกับภาษีที่น่าสนใจหลายๆ เรื่อง ซึ่งถูกรักษาไว้ให้สมดุลด้วยชนิดของภาษีที่ได้รับการออกแบบให้ทำงานแตกต่างกันไป และสิ่งที่ทุกคนต้องทำก็เพียงแต่จัดการเรื่องภาษีเฉพาะในส่วนของตนให้ถูกต้องตามระบบเท่านั้นเอง

 

 

เรียบเรียงจากข้อมูลและโครงสร้างเนื้อหาจากบทความต้นฉบับของ “บล็อกภาษีข้างถนน” (http://tax.bugnoms.com) โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าของบทความแล้ว

ติดต่อผู้เขียนบทความได้ที่ Facebook.com/TaxBugnoms

photo belongs to Michael Fleshman

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์