4 โจทย์สำคัญที่ต้องเตรียมตัวสำหรับธุรกิจของคุณในอีก 10 ปีข้างหน้า

เมื่อเราได้เริ่มก้าวเข้าสู่โลกของธุรกิจนั้น เราก็มักจะคิดหาหนทางต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจนั้นประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเอาไว้ในช่วงเวลาปัจจุบัน ทั้งการเติบโตของธุรกิจ การหากำไร การคิดสินค้าใหม่ๆ เป็นต้น  แต่เมื่อใดที่ธุรกิจของเราประสบความสำเร็จไปตามที่หวังไว้แล้วนั้น สิ่งที่สำคัญถัดมาที่จะเข้ามาอยู่ในหัวเราแทนก็คือคำถามที่ว่าจะทำอย่างไรให้ธุรกิจของเรานั้นประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนขึ้นในอนาคตโดยที่ไม่เสี่ยงต่อการปิดกิจการไปเสียก่อน ซึ่งทาง Incquity ก็ได้รวบรวมโจทย์สำคัญที่ผู้ประกอบการควรหาคำตอบและวางแผนเตรียมตัวให้ดีเพื่อที่จะรู้สถานะภาพธุรกิจของตัวเองในอีก 10 ปีข้างหน้าทั้ง 4 ข้อดังนี้

1. สินค้าหัวใจหลักของธุรกิจเราคืออะไร?

ทุกๆ ธุรกิจล้วนมีรากฐานและที่มาจากสินค้าหลักเพียงไม่มีอย่างและโดยส่วนมากก็เริ่มต้นจากเพียงชนิดเดียว จากนั้นก็ค่อยแตกกิ่งก้านสาขาออกไปอีกหลากหลายประเภท แต่อย่างไรก็ตามสินค้าที่เป็นรากฐานสำคัญนั้นควรจะเป็นหัวใจหลักขององค์กรที่สามารถดำรงอยู่ได้แม้ว่าจะอยู่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำจนผู้คนซื้อขายสินค้ากันน้อยลงก็ตาม ดังนั้นการเข้าใจถึงหัวใจหลักของธุรกิจและฐานลูกค้าของสินค้าชิ้นนั้นๆ จึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้แม้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น ซึ่งถึงบริษัทจะมีสินค้าใหม่ๆ ออกมามากมายก็ควรที่จะมองให้ออกว่าสินค้าตัวไหนที่ควรให้ความสำคัญ ทำการตลาดจนฝังรากลึกลงไปในใจลูกค้าเพื่อให้สินค้าชนิดนี้สามารถนำพาเราให้อยู่รอดจากวิกฤตในอนาคตได้ตลอดรอดฝั่ง

2. ทุกวันนี้เรามอบความพึงพอใจให้ลูกค้าดีพอหรือยัง?

มีอีกหลายธุรกิจที่มุ่งมั่นลงทุนกับการหาลูกค้าใหม่ๆ และเน้นการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ มากกว่าที่ดูแลลูกค้าเดิมให้ดีขึ้น ทั้งๆ ที่ผลการสำรวจจากโรงเรียนสอนธุรกิจของ Harvard (http://hbswk.hbs.edu/archive/1590.html) พบว่าการลงทุนในการหาลูกค้าใหม่นั้นเป็นการลงทุนที่ใช้ต้นทุนสูงกว่าการรักษาลูกค้าเก่าเอาไว้ แต่ทว่ากลับเพิ่มกำไรได้น้อยกว่า ข้อสรุปว่า การเพิ่มอัตราการรักษาลูกค้า (Customer retention rate) เพียง 5% สามารถเพิ่มกำไรได้มากถึง 25%-95% เลยทีเดียว ดังนั้นจริงอยู่ที่ธุรกิจนั้นควรมีการหาลูกค้าใหม่ๆ อยู่เสมอแต่เราอาจจะต้องแบ่งน้ำหนักของการลงทุนให้ดีว่าแบบไหนถึงจะได้รับผลตอบแทนสูงกว่า เพราะการลงทุนไปกับการหาลูกค้าใหม่นั้นยังรับรองผลใดๆ ไม่ได้เลยว่าเมื่อลงทุนไปแล้วจะได้ลูกค้าใหม่มาอยู่กับเรานานแค่ไหน ต่างกับการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าที่ลดโอกาสที่ลูกค้าจะเปลี่ยนใจจากแบรนด์เราได้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดกว่า ถึงตอนนี้เราจึงควรถามตัวเองได้แล้วว่าทุกวันนี้เราดูแลลูกค้าของเราดีพอหรือยัง

3. รับมืออย่างไรเมื่อเศรษฐกิจถึงขาลง?

ภายใน 10 ข้างหน้ามีโอกาสสูงมากที่เราจะต้องเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยกันอย่างน้อยสักครั้งหนึ่ง คำถามมีอยู่ว่าเมื่อเกิดสภาวะนั้นขึ้นมาจริงๆ แล้วจะมีผลกระทบอะไรกับธุรกิจของเราบ้าง เราจะยังขายสินค้าได้เหมือนเดิมไหม? สินค้าเราถือเป็นสินค้าจำเป็นต่อผู้บริโภคหรือเปล่า? สินค้าอะไรจะเข้ามาเป็นสินค้าทดแทนสินค้าของเราได้บ้าง? และที่สำคัญที่สุดคือเราจะทำอย่างไรเพื่อให้ผ่านสภาวะช่วงนั้นมาให้ได้? ทั้งหมดนี้คือการบ้านที่ผู้ประกอบการจะต้องตอบให้ได้ก่อนที่เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงๆ เพื่อที่เมื่อถึงเวลาจริงๆ แล้วเราจะได้เข้าใจสถานการณ์และสถานภาพของธุรกิจตัวเองมากขึ้น พร้อมทั้งวิธีรับมือ เช่น หากรู้ว่าในปีหน้าเศรษฐกิจจะไม่ดีอันเนื่องมาจากปัญหาทางการเมือง หรือเหตุผลอื่นๆ เราก็ควรที่จะลดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจ เตรียมเงินทุนสำรอง เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงนั้นไปได้ เป็นต้น

4. เราจะสร้างอนาคตด้วยตัวเองหรือจะรอความล้มเหลว?

Bill Gates เคยกล่าวไว้ว่า “ภายใน 3 ปี ผลิตภัณฑ์ทุกอย่างของบริษัทผมจะเริ่มล้าหลัง แต่คำถามสำคัญก็คือว่าเราจะเป็นคนทำให้มันล้าหลังเองหรือคนอื่นจะเป็นทำแทน” นี่คือข้อคิดสำคัญสำหรับธุรกิจที่ประสบความสำเร็จไปแล้วแต่กลับหยุดนิ่งไม่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ หรือออกสินค้าใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเลย ทำให้ธุรกิจเจ้าอื่นในสายเดียวกันที่เล็งเห็นถึงช่องทางจึงพยายามพัฒนาสินค้าให้ดีขึ้นและตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้นจนก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จแทนในขณะที่แบรนด์เราก็ค่อยๆ หายไปจากตลาด เหมือนอย่างสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับแบรนด์อย่าง Kodak ที่มีธุรกิจหลักคือขายฟิลม์แต่เมื่อระบบ Digital เข้ามาแทนที่นั้น Kodak กลับเลือกที่จะไม่ปรับตัว ไม่พัฒนาและยึดแนวทางสินค้าเดิมจนกระทั่งกลายเป็นแบรนด์ที่ล้มละลายไปอย่างน่าเสียดาย ดังนั้นถ้าเราอยากอยู่รอดได้ในอนาคตเราควรพัฒนาสินค้าให้สดใหม่อยู่ตลอด ตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด ไม่เช่นนั้นแล้วคงได้เดินตามรอยแบรนด์อย่าง Kodak ไปแน่นอน

• • •

ทั้งหมดนี้เป็นคำถามที่สุดหินที่ยากที่จะตอบ แต่คำตอบของคำถามเหล่านี้ถือเป็นแนวทางชั้นดีที่มีไว้รับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นจริงๆ ในอนาคต การวิเคราะห์และคาดเดาถึงอนาคตไม่ได้มีไว้เพื่อให้เกิดความตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก แต่มีไว้สำหรับใช้เตรียมตัวตั้งแต่วันนี้เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้ได้มากที่สุด

Tag

About INCquity

สงวนลิขสิทธิ์โดย Infogination Co.,Ltd
พัฒนาเว็บไซต์โดย 7republic

ติดตามข่าวสาร ความรู้ คู่ธุรกิจ

อ่านสาระความรู้ กันได้ทุกสัปดาห์